บทที่ 3: แผนการ
หลังจากจ้าวซิ่วอิงออกจากห้องไปแล้ว ร่างกายของจ้าวหลินยังคงซบเซาแต่ความคิดกลับสดใสและเต็มไปด้วยการวางแผน ในตอนนี้ เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกจับตามองจากคนในตระกูลตลอดเวลาแต่เขาก็ยังคงไม่ยอมแพ้พร้อมที่จะใช้ความรู้จากชาติที่แล้วในการหาทางพัฒนาและปลดปล่อยตนเองจากพิษที่คอยกักขังเส้นลมปราณของเขา
การขจัดพิษไม่ใช่เื่ง่ายโดยเฉพาะเมื่อมันยังคงฝังลึกอยู่ในกระแสเืและเส้นลมปราณจ้าวหลินรู้ดีว่าเขาต้องหาวิธีที่ไม่เพียงแค่ช่วยตัวเองแต่ยังต้องทำให้มันดูเป็ธรรมชาติและไม่้าความสนใจจากคนรอบข้างมากเกินไป
เมื่อคิดถึงการรักษาพิษ เขานึกถึงวิธีการจากชีวิตก่อนของเขาที่สามารถใช้สมุนไพรธรรมดาในการแช่ตัวเพื่อช่วยล้างพิษได้ แม้จะเป็สมุนไพรพื้นๆที่ไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่หากทำอย่างถูกวิธีก็จะช่วยให้พลังลมปราณเริ่มไหลเวียนได้ดีขึ้น
"แช่สมุนไพรหลายๆ ชนิด...จะช่วยลดพิษในร่างกายได้บ้าง" จ้าวหลินคิดในใจขณะที่เริ่มคิดหาวิธีในการจัดการกับคนที่คอยเฝ้าเขาอย่างไม่เปิดเผย
ภายนอกห้องมีคนคอยเฝ้าอยู่เสมอและในวันนี้ก็มีคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้คอยดูแลจ้าวหลินเป็พิเศษคนเฝ้าหมายเลขหนึ่งชื่อว่า จ้าวตี้
จ้าวตี้เป็พ่อบ้านตระกูลจ้าว เป็ชายอายุประมาณสี่สิบปี จ้าวตี้อาจจะดูเหมือนคนธรรมดาในสายตาของคนทั่วไปแต่ใบหน้าของเขากลับแฝงไปด้วยความลับและความเ้าเล่ห์การจัดแต่งตัวของเขาค่อนข้างเรียบง่ายแต่ก็มีความสมกับสถานะและตำแหน่งของเขาในตระกูล
"จ้าวตี้" เขาเรียกเสียงเบาๆ
จ้าวตี้หันมามองด้วยท่าทางขึ้งขอบ "เ้ามีอะไร?" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจเล็กน้อย
"ข้าเห็นท่านมีอาการผิดปกติจากการฝึกฝนข้าพอจะรู้วิธีช่วยท่านได้ " จ้าวหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูราวกับเป็ข้อเสนอที่น่าสนใจ
จ้าวตี้ยืนมองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาแสดงถึงความลังเลเขารู้ว่าไม่มีอะไรในโลกที่ได้มาฟรีๆ
"ท่าน้าอะไร?" เขาถามพร้อมกับสายตาแสนเ้าเล่ห์
จ้าวหลินยิ้มบางๆ ก่อนที่จะตอบ
"จ้าวตี้ ข้าเห็นท่านมีอาการบางอย่างที่ไม่ปกติท่านรู้ไหมว่าตัวท่านเองกำลังประสบปัญหาบางอย่างที่อาจจะต้องได้รับการรักษา?" จ้าวหลินเริ่มเปิดบทสนทนาอย่างแยบยล
จ้าวตี้ขมวดคิ้วและมองจ้าวหลินอย่างระมัดระวัง "เ้า... หมายถึงอะไร?" เขาถามกลับมา
"ข้าเห็นว่าท่านมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับสมถนะทางเพศกลางคืนท่านจะรูสึกหนาวไปถึงกระดูก และรู้สึกจุกเสียดท้องเรอเปรี้ยวออกมา ดูเหมือนว่าอาการของท่านจะเริ่มรบกวนการฝึกฝนของท่านและอาจทำให้ท่านไม่สามารถทะลวงไปยังขั้นปราณก่อเกิดได้ " จ้าวหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรอบคอบและยิ้มเล็กน้อยให้กับตัวเอง
จ้าวตี้เหม่อมองไปข้างหน้า พร้อมกับสีหน้าเริ่มตึงเครียด "เ้า... เ้ารู้ได้ยังไง?"
จ้าวหลินยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม "ข้ารู้จักอาการเ่าั้ดีอย่าลืมสิก่อนหน้านี้ข้าเคยเป็อัจริยะก่อนที่มาอยู่ในสภาพนี้ท่านเองก็น่าจะรู้ว่าทำไมข้าถึงอยู่ในสภาพนี้" จ้าวหลินกล่าวอย่างมั่นใจ
จ้าวตี้เริ่มมีท่าทางสงสัยและมองไปที่จ้าวหลินอย่างไม่แน่ใจ
"วิธีที่ท่านพูดคืออะไร?" จ้าวตี้ถามด้วยความลังเล
จ้าวหลินยิ้มบางๆ ก่อนที่จะตอบ “ข้าจะเขียนรายการสมุนไพรให้แล้วท่านนำกลับมาให้ข้า เดี๋ยวข้าจะจัดยาชุดให้ท่านไปต้มดื่ม ไม่เกินสิบวันอาการของท่านจะทุเลาขึ้น”
จ้าวตี้เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาพยักหน้าตกลงหลังจากได้เห็นรายการสมุนไพรถึงกับผงะเป็สมุนไพรที่ราคาไม่สูงและหาได้ทั่วไปก็จริง แต่จำนวนมันค่อนข้างเยอะที่เดียว
“จำเป็ต้องใช้เยอะขนาดนี้เลยหรือ”จ้าวตี้ถามด้วยความสงสัย
จ้าวหลินเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบรับอย่างเป็ธรรมชาติแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ใช่ ต้องใช้ประมาณนี้ขอรับ ท่านลองคิดดู หากอาการของท่านหายแล้วสามารถทะลวงขั้นได้ สถานะของท่านในตระกูลจมั่นคงขึ้นแล้วผู้คนในตระกูลจะฟังคำท่านมากขึ้น”
จ้าวตี้เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาได้แต่เก็บความสงสัยไว้เพราะหากเขาทะลวงขั้นได้เทียบกับสมุนไพรแค่นี้ถือเป็เื่เล็กน้อย แต่เขาก็รู้ว่าไม่มีอะไรในโลกได้มาฟรีๆ เลยเอ่ยถามจ้าวหลินไปว่า “ท่านมาช่วยข้าท่าน้าอะไรไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ”
จ้าวหลินเมื่อได้ยินคำถามแล้วยิ้มบาง ตอบกลับไปว่า “ถูกต้องขอรับไม่มีอะไรได้มาฟรีๆเื่ที่ข้าอยากขอคือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในห้องของข้า หรือข้าเปลี่ยนไปให้ท่านรายงานจ้าวซิ่วอิงตามเดิม ว่าข้าเป็ขยะไร้ค่าเหมือนเดิม และก่อนที่นางจะมาหรือใครจะมาที่ห้องข้าโปรดท่านแจ้งข้าล่วงหน้าก่อนขอรับ เื่แค่นี้เองข้าไม่ได้ขอมากไปใช่หรือไม่”
จ้าวตี้ได้ยินเช่นนั้นก็ชงักคิดนิดนึงแล้วพยักหน้าตกลงแล้วกล่าวออกไปว่า “ได้ ข้าตกลง ส่วนเื่สมุนไพร ไม่ยากกับการรวบรวมพรุ่งนี้ตอนบ่ายข้าจะกลับมาพร้อมกับสมุนไพร”
จ้าวหลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นยิ้มแล้วกำมือคาราวะ แล้วเอ่ยขึ้น “รบกวนท่านพ่อบ้านจ้าวตี้แล้ว”
จ้าวตี้พยักหน้าแล้วเดินออกจากห้อง
หึ! “จ้าวตี้น้อจ้าวตี้ ถึงเ้าจะเป็คนฉลาดแต่ผลประโยชน์มาล่อยังไงเ้าก็ต้องเดินไปตามเกมของข้าในรายการสมุนไพรนั้นส่วนมากเป็สมุนไพรขจัดพิษของข้า” จ้าวหลินลอบกล่าวในใจ
ด้านจ้าวซิ่วอิงหลังจากกลับมายังห้องโถงตระกูล
ท่านแม่! เสียงหนึ่งลอยเข้ามาพร้อมเด็กหญิงที่เดินข้ามา วัยสิบสี่ปี สวมชุดหรูหราเหย่อหยิงและอวดดี
“ท่านแม่ไอ้จ้าวหลินมันตายหรือยัง” เด็กหญิงถามพร้อมกับนั่งลงข้างจ้าวซิ่วอิง
จ้าวซิ่วอิงเมื่อได้ยินช่นนั้นก็ส่ายหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “มันยังไม่ตาย แต่สภาพของมันไม่สามารถทำอะไรได้แล้วอีกอย่างหากมันตาย พ่อของเ้าจ้าวเทียนหรง คงต้องถามหาความจากแม่ ั้แ่แม่ของจ้าวหลินตายไปเมื่อสามปีก่อนเขาก็เอาแต่เก็บตัวฝึกฝน ทำให้แม่ดูแลควบคุมตระกูลทั้งหมด”
“ว่าแต่เ้าละจ้าวหลิงหลานการฝึกฝนเป็อย่างไร ปีหน้าจะมาการทดสอบเข้าสำนักจากมืองชั้นที่สองเ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง”
เด็กหญิงในชุดหรูหราได้ยินเช่นนั้นแล้วยิ้มพร้อมกับทำหน้ามั่นใจแล้วเอ่ยว่า “ ไม่ต้องห่วงท่านแม่ตอนนี้ข้าอยูในขั้นปราณก่อเกิดขั้นกลางแล้วซึ่งข้อกำหนดเพียงปราณก่อเกิดขั้นต้นเท่านั้นข้ามันใจว่าข้าจะต้องตามท่านพี่เข้าสำนักพรายฟ้าและข้าจะตามท่านพี่ให้ทัน”
จ้าวซิ่วอิงเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางได้ยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจกับลูกสาวนางที่มีความมั่นใจที่แสดงออกมา
เก่งมากหลานอ๋อ! ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งลอยเข้ามาพร้อมกับชายกลางคนใบหน้าที่คมคายมีโครงหน้าที่เด่นชัดและเป็ทรงเรียว ผมสีดำสนิทยาวระดับกลางหลัง รูปร่างสูงและแข็งแรงท่าทางที่ดูสงบและเป็มิตรสวมชุดเรียบง่ายสีน้ำตาลเข้ม
ลุงซ่งเหยียน! เมื่อจ้าวหลิงหลานได้เห็นชายที่เดินเข้าโผ่เข้าไปกอดอ้อนด้วยความดีใจ
ซ่งเหยียนเมื่อจ้าวหลิงหลานเข้ามากอดก็ลูบหัวด้วยความเอ็นดูแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เสียแรงที่ลุงฝึกมาเองกับมือ อีกไม่นานเ้าก็เข้าสำนักและตามพี่เ้าทันแล้วอย่าทำให้ลุงผิดหวังละ”
จ้าวหลิงหลานเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบ พร้อมเอ่ยขึ้น “เ้าค่ะท่านลุงข้าจไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าขอตัวไปฝึกต่อก่อนนะเ้าค่ะ” หลังจากนั้นจ้าวหลิงหลานก็ออกจากห้องโถงเหลื่อเพียงจ้าวซิ่วอิง และ ซ่งเหยียน
“ท่านพี่เ้าคะ”จ้าวซิ่วอิงลุกขึ้น เรียกซ่งเหยียน ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน ซ่งเหยียนหันไปที่นางแล้วเดินเข้าไปหาทั้งสองมองตากันด้วยความใคร่เสหน่หาจากนั้นมือที่หนาของซ่งเหยียนโอบไปที่เอวอันเรียวบางของจ้าวซิ่งอิงและริมฝีปากของเขาก็ประกบไปยังริมฝีปากที่แดงระเรื่อของจ้าวซิ่วอิงทั้งสองคนเริ่มจูปปากกันอย่างดูดดื่มลิ้นแลกลิ้น ฟันกระทบกันกัดปากกันอย่างร้อนแรง
หลังจากทั้งสองคนได้จูปปากกันอย่างดูดดื่มแล้วก็กลับมาจัดระเสื้อผ้าแล้วนั่งคุยกัน
ซ่งเหยียนได้เปิดคำถามว่า“จ้าวเทียนหรงยังไม่ออกจากการเก็บตัวอีกหรือ”จ้าวซิ่วอิงได้ยินเช่นนั้นนางส่ายหน้า แล้วตอบกลับไป“ยังไม่ออกจากการเก็บตัวเ้าค่ะและมีผู้อวุโสของตระกูลคอยเฝ้าหน้ายอดเขาที่มันใช้เก็บตัวตลอดไม่มีจังหวะให้ลงมือลอบสังหารเ้าค่ะ” ซ่งเหยียนได้ยินแล้วพยักหน้าลูบคางครุ่นคิดแล้วถอนหายใจ “เห้อช่างเถอะเอาไว้หาโอกาสเหมาะๆ ใช้พิษอีกครั้งเหมือนกับเมียและลูกของมัน
ว่าแต่เ้าเด็กจ้าวหลินละ เป็ยังไงหลังจากที่เ้าวางยามันแล้วเมื่อสามปีก่อนเพื่อตัดโอกาสของมันเป็ตัวแทนตระกูลจ้าว ในการเข้าทดสอบ ให้โอกาสเป็ของจ้าวหลิงหลานแทน” จ้าวซิ่วอิงได้พยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้นว่า“ตอนนี้ตระกูลจ้าวข้าเป็คนดูแลเองทั้งหมดแผนการของเราถือว่าสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว เหลือเพียงแค่กำจัดจ้าวเทียนหรงจากนั้นข้ากับท่านก็ไม่ต้องปกปิดความสัมพันธ์ของเรา แต่จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ว่าจ้าวหยาง กับจ้าวหลิงหลานเป็ลูกของเราอาจจะเป็ปัญหาในการสืบทอดหัวหน้าตระกูลของจ้าวหยางได้”
ซ่งเหยียนได้ยินแล้วนึกถึงเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนซ่งเหยียน และ ซ่งซิ่วอิง(จ้าวซิ่วอิง) เป็ลูกพี่ลูกน้องกันทั้งคู่มีความรักให้กัน แต่แล้ว ผู้อวุโสระหว่างตระกูลได้มีการตกลงกัน ซึ่งตระกูลจ้าวในตอนนั้นเป็่ที่ขัดสนเป็อย่างมากแต่เนื่องด้วยเป็ตระกูลเก่าแก่และมีเส้นสายจำนวนมากในเมืองหลัวเฟิงส่วนตระกูลซ่งเป็ตระพ่อค้าที่ร่ำรวยมากจากอีกเมืองที่ห่างกันไม่มากนักอยากที่จะขยายกิจการค้าขายมายังเมืองหลัวเฟิง ตั้งสองตระกูลจึงได้ตกลงแต่งงานโดยตระกูลซ่งต้องเข้ามาช่วยสถานะทางการเงินของตระกูลจ้าวส่วนตระกูลจ้าวต้องช่วยตระกูลซ่งเื่เส้นสายทางการค้าตอนนั้นเองซ่งเหยียนได้ตามจ้าวซิ่วอิงตามเข้ามาในตระกูลจ้าวด้วย