สายลมเย็นพัดผ่านหมู่บ้านซานเหอในยามเช้า
บรรยากาศเงียบผิดปกติ
ั้แ่เกิดเหตุใตู้เา
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้บริเวณเชิงเขาอีก
แม้แต่ชาวบ้านยังเลือกปิดประตูบ้านั้แ่ตะวันยังไม่ลับฟ้า
หน้าศาลาประจำหมู่บ้าน
เฉินเยี่ยนชิวยืนกอดอก
สายตาจับจ้องไปยังถนนสายหลัก
ข้างกายคือหลี่มู่หราน
รวมถึงสมาชิกหอเฝ้าราตรีทั้งหมด
พวกเขากำลังรอใครบางคน
คนผู้หนึ่งซึ่งส่วนกลางส่งมา
เพื่อจัดการเหตุการณ์ครั้งนี้
ทันใดนั้นเอง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากปลายถนน
ตึก...
ตึก...
ตึก...
บุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาเข้มเดินนำมาอย่างเชื่องช้า
ใบหน้าเรียบเฉย
สายตาสงบนิ่ง
แต่เพียงเขาปรากฏตัว
บรรยากาศโดยรอบกลับเปลี่ยนไปทันที
ราวกับอากาศหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน
สมาชิกหอเฝ้าราตรีจำนวนมากเผลอกลั้นหายใจ
แม้แต่หลี่มู่หรานยังขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ด้านหลังบุรุษผู้นั้น
มีชายร่างสูงสะพายหอกยาวสีดำ
และสตรีงดงามผู้ถือม้วนคัมภีร์โบราณเดินตามมา
ทั้งสามหยุดลงพร้อมกัน
เฉินเยี่ยนชิวประสานมือคารวะทันที
“รองเ้าหอซู”
“ผู้พิทักษ์หาน”
“ผู้บันทึกมู่”
ผู้มาใหม่ทั้งสามคือ
ซูอู๋เซวียน
หานเทียนจวิน
และมู่ชิงเหยา
คณะตรวจสอบจากส่วนกลาง
ซูอู๋เซวียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
ก่อนมองไปยังูเาด้านหลังหมู่บ้าน
สายตานิ่งสงบ
แต่แฝงความลึกซึ้งยากคาดเดา
“กลิ่นของผนึกโบราณ...”
“เข้มข้นกว่าที่รายงานไว้”
ประโยคสั้น ๆ
กลับทำให้เฉินเยี่ยนชิวสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
เพราะเขารู้ดี
คนผู้นี้ไม่เคยพูดเกินจริง
หากซูอู๋เซวียนกล่าวเช่นนี้
สถานการณ์ย่อมร้ายแรงกว่าที่คิด
...
ขณะนั้นเอง
หลินเซวียนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
กำลังมองคณะจากส่วนกลางอย่างเงียบ ๆ
เมื่อดวงตาแห่งกรรมเปิดขึ้น
เขาพบสิ่งแปลกประหลาด
รอบกายซูอู๋เซวียน
มีเส้นปราณนับไม่ถ้วนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
ราวกับกระจกนับหมื่นบานสะท้อนซ้อนกัน
ส่วนหานเทียนจวิน
กลับคล้ายหอกศึกที่พร้อมแทงทะลุทุกสิ่ง
เพียงยืนอยู่เฉย ๆ
ก็ััได้ถึงแรงกดดันรุนแรง
ส่วนมู่ชิงเหยา
รอบกายมีอักขระโบราณลอยจาง ๆ
ประหนึ่งเดินออกมาจากคัมภีร์โบราณ
ทันใดนั้น
ซูอู๋เซวียนหันมามองเขา
สายตาของทั้งสองประสานกัน
เพียงชั่วขณะ
หลินเซวียนรู้สึกราวกับถูกมองทะลุ
จนถึงส่วนลึกของจิตใจ
แต่ซูอู๋เซวียนไม่ได้พูดอะไร
เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ก่อนละสายตาไป
“เด็กคนนี้หรือ”
เขาถาม
เฉินเยี่ยนชิวพยักหน้า
“ใช่”
“เขาคือผู้ที่เห็นภาพจากประตูผนึก”
ซูอู๋เซวียนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ
“ดวงตาน่าสนใจ”
“แต่ยังอ่อนเกินไป”
...
่บ่ายวันนั้น
คณะจากส่วนกลางเริ่มตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด
ภายในศาลา
มู่ชิงเหยากางม้วนคัมภีร์โบราณหลายฉบับ
ข้อความจำนวนมากถูกเปรียบเทียบกับร่องรอยที่พบใตู้เา
กระทั่งนางพบข้อความหนึ่ง
“ผู้เฝ้าผนึก...”
“มีอยู่จริง”
หลินเซวียนที่อยู่ด้านข้างอดหันไปมองไม่ได้
มู่ชิงเหยากล่าวต่อ
“ในอดีตไม่ได้มีผู้เฝ้าผนึกเพียงคนเดียว”
“แต่เป็สายสืบทอด”
“ส่งต่อหน้าที่จากรุ่นสู่รุ่น”
“เฝ้ารักษาผนึกต้องห้ามตลอดหลายยุคสมัย”
ทุกคนเงียบลงทันที
นี่คือข้อมูลใหม่ที่สุดที่พวกเขาได้รับ
แต่หลังจากนั้น
บันทึกทั้งหมดกลับขาดหาย
ราวกับถูกใครบางคนลบออกจากประวัติศาสตร์
โดยเจตนา
...
หลายวันต่อมา
การฝึกของหลินเซวียนเริ่มจริงจังขึ้น
ภายใต้การดูแลของเฉินเยี่ยนชิว
เขาต้องฝึกวันละหลายชั่วยาม
นั่งสมาธิ
มองเส้นปราณ
สังเกตเส้นกรรม
ควบคุมจิตใจไม่ให้ถูกรบกวนจากเสียงกระซิบ
หลายครั้ง
เขาล้มเหลว
หลายครั้ง
ถูกกรรมรบกวนจนปวดศีรษะ
แต่เขาก็ยังฝืนฝึกต่อ
เพราะเริ่มเข้าใจแล้วว่า
หากตนไม่แข็งแกร่งขึ้น
ย่อมไม่มีทางเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่ใตู้เาได้
...
ตกเย็น
ซูอู๋เซวียนตัดสินใจลงไปตรวจสอบผนึกด้วยตนเอง
คณะทั้งหมดเดินเข้าสู่โพรงใต้ดินอีกครั้ง
กระดิ่งผนึกดังเบา ๆ
อากาศเย็นเยียบผิดปกติ
จนกระทั่งพวกเขามาถึง
ประตูหินโบราณ
ซูอู๋เซวียนยืนเงียบอยู่หน้าประตู
สายตากวาดผ่านรอยอักขระโบราณทีละส่วน
จากนั้น
สีหน้าซึ่งไม่เคยเปลี่ยนมาตลอดทาง
กลับหยุดนิ่ง
เป็ครั้งแรก
ที่ทุกคนเห็นความใบนใบหน้าของเขา
“นี่...”
ซูอู๋เซวียนก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว
มือแตะลงบนร่องอักขระเก่าแก่
ดวงตาหรี่แคบลง
ก่อนเอ่ยเสียงแ่
“เป็ไปไม่ได้...”
“ผู้เฝ้าผนึกสายนี้ควรสูญสิ้นไปแล้ว”
ทั่วทั้งโพรงเงียบงัน
ไม่มีใครเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น
ยกเว้นซูอู๋เซวียน
ที่กำลังมอง
สัญลักษณ์โบราณซึ่งซ่อนอยู่บนประตู
สัญลักษณ์รูป...
ตะเกียงเก้าชั้น
และชื่อที่ถูกลบเลือนไปเกือบหมด
แต่ยังพอมองเห็นได้เพียงคำเดียว
“เซวียน...”
เสียงของซูอู๋เซวียนแ่เบา
ราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
ก่อนที่บรรยากาศทั้งหมดจะจมสู่ความเงียบอีกครั้ง
"เหตุใดสัญลักษณ์นี้จึงยังคงอยู่..."