ถึงกระนั้นการจะเปิดทั้งแปดทวารและแปดเส้นลมปราณนั้นคงมิใช่เื่ง่ายเซียวเฟิงทะลวงสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ก็ด้วยการเปิดเส้นลมปราณคู่เริ่นตูถึงกระนั้นจึงเปิดได้เพียงสองทวารและสองเส้นลมปราณหากคิดจะเปิดทวารและเส้นลมปราณต่อไป คงต้องทะลวงสู่ขั้นจิติญญายุทธ์เสียก่อน
ทว่าระดับขั้นวิถีแห่งยุทธ์นั้นยิ่งพลังสูงขึ้นเท่าใด ความเร็วในการบำเพ็ญก็จะยิ่งช้าลงเท่านั้นบางครั้งปรมาจารย์ยุทธ์ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะทะลวงสู่จิติญญายุทธ์ได้และนั่นยังเป็สิ่งที่อัจฉริยะเท่านั้นจึงทำได้ส่วนการที่จิติญญายุทธ์จะทะลวงสู่ราชันยุทธ์ได้นั้น มิใช่เพียงแค่เวลาแต่ต้องอาศัยพร์และคุณสมบัติอันสูงส่งด้วย
อาจกล่าวได้ว่าผู้แข็งแกร่งแห่งวิถียุทธ์ยิ่งแกร่งกล้าเท่าใด การทะลวงขั้นก็ยิ่งยากเย็นแสนเข็ญผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ล้วนต้องเผชิญหน้ากับความเป็ความตายเก้าครั้งสิบหนเหยียบย่ำซากศพของผู้แข็งแกร่งอื่นๆ นับไม่ถ้วน ก้าวขึ้นไปทีละก้าว จนกระทั่งบรรลุถึงจุดสูงสุดในที่สุด
เซียวเฟิงก็เช่นกันหากปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้าบนวิถีแห่งยุทธ์ มือทั้งสองของเขาจำต้องเปื้อนเืเท้าทั้งสองจำต้องเหยียบย่ำกองกระดูกแต่สำหรับเซียวเฟิงแล้วสิ่งเ่าั้มิได้มีความหมายอันใดสิ่งที่เขากังวลใจยิ่งกว่าคือร่องรอยของศิษย์น้องหญิง
"ให้ข้าบรรเลงเพลงเพื่อหงเหยียนให้หงเหยียนร่ายรำเพื่อข้า หากมีชาติหน้าได้พบพานขอให้ข้าพานางเหินระบำสู่์เก้าชั้นฟ้า" ภาพศิษย์น้องหญิงที่กำลังร่ายรำผุดขึ้นในห้วงคำนึงมุมปากของเซียวเฟิงพลันยกขึ้น แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแห่งความรัก
เมื่อเซียวเฟิงรวบรวมสมาธิจนมั่นคงในขั้นปรมาจารย์ยุทธ์และเปิดสองทวารเวลาภายนอกก็ล่วงเลยไปหลายวันแล้ว
เขาค่อยๆ เปิดประตูบ้านที่ทรุดโทรมออกไปหน้าประตูบ้านกลับปรากฏร่างของผู้าุโในชุดคลุมหลายท่านพวกเขาล้วนเป็ผู้าุโที่มีอำนาจสูงในสำนักกระบี่เหินฟ้าแต่ทว่าในขณะนี้พวกเขากลับรอคอยการปรากฏตัวของเซียวเฟิง และรอคอยมาเป็เวลานานแล้ว
"ท่านผู้าุโทุกท่าน... นี่คือ?"เมื่อเห็นเหล่าผู้าุโเบื้องหน้า เซียวเฟิงก็อดมิได้ที่จะถามออกมาเขาเห็นผู้าุโทั้งห้ากำลังยืนอยู่เบื้องหน้า อันได้แก่ ผู้าุโสองไช่ป๋อผู้าุโสามหลิวจาง ผู้าุโหกสวีไท่ ผู้าุโแปดหลิงอวิ๋นและผู้าุโสิบซึ่งควบตำแหน่งผู้าุโรักษากฎซุนลี่
ผู้าุโทั้งห้าล้วนมีอำนาจอย่างยิ่งในสำนักกระบี่เหินฟ้าการที่พวกเขาทั้งห้าปรากฏตัวอยู่หน้าบ้านของเขาพร้อมกันคงมีเื่สำคัญที่จะต้องหารือกับเขาเป็แน่
"หลานชายเซียวหานสำนักกระบี่เหินฟ้าขาดเ้ามิได้แม้เพียงวันเดียวดังนั้นพวกเราจากสมาคมผู้าุโจึงปรึกษาหารือกันว่าจะให้เ้าสืบทอดตำแหน่งเ้าสำนักแต่ก่อนอื่นพวกเรา้าหารือเื่นี้กับหลานชายก่อน" ผู้าุโสองกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ผู้าุโสองสวมใส่ชุดคลุมยาวแม้ผมจะขาวโพลน แต่ใบหน้ากลับเปล่งปลั่ง มีพลังลมปราณเต็มเปี่ยม ถือแส้หางยาวในมือเมื่อชุดคลุมยาวสะบัดตามลม ก็ดูราวกับยอดเซียนแห่งสรวง์
"เื่นี้คงต้องรอให้ข้ากลับมาจากสำนักเทียนฮ่าวเสียก่อนแล้วค่อยหารือกัน"เซียวเฟิงกล่าวหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
"อะไรนะ!เ้าจะไปสำนักเทียนฮ่าวอย่างนั้นหรือ!" เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าผู้าุโทั้งห้าก็ตกตะลึงจนสีหน้าเปลี่ยนไปเมื่อสามปีก่อนเซียวหานถูกทำร้ายจนร่างกายไร้พลังก็เพราะไปยังสำนักเทียนฮ่าวหากไปอีกครั้งและซ้ำรอยเดิม ความหวังที่สำนักกระบี่เหินฟ้าเพิ่งจะได้เห็นมานั้นก็คงจะดับวูบลงในทันที
"ไม่ได้!เื่นี้พวกเราจะไม่ยอมเด็ดขาด!" ผู้าุโสองที่ยังยิ้มแย้มเมื่อครู่กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
เหล่าผู้าุโคนอื่นๆก็มีสีหน้าหนักใจไม่แพ้กันการที่เซียวเฟิงคิดจะไปสำนักเทียนฮ่าวสำหรับพวกเขานั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดผ่า
"ข้าจำต้องไปสำนักเทียนฮ่าวอีกครั้งเพราะจิตมารของข้าถือกำเนิดขึ้นจากสิ่งนี้ หากไม่กำจัดจิตมารให้สิ้นไม่เพียงพลังจะไม่ก้าวหน้าแม้เพียงก้าวเดียวแต่ยังมีโอกาสที่จะเดินลมปราณผิดพลาดได้" เซียวเฟิงกล่าวอย่างแ่เบาการไปสำนักเทียนฮ่าวในครั้งนี้ของเขาจะต้องก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวงแต่สำหรับเขาแล้วมันเป็เพียงเื่เล็กน้อยจุดประสงค์เดียวของเขาคือการขจัดจิตมารของเซียวหาน
เหล่าผู้าุโได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปบรรยากาศในพื้นที่พลันตึงเครียด พวกเขาย่อมรู้ถึงความน่ากลัวของจิตมารอย่างแน่ชัด
กระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวของเซียวหานเมื่อครู่พวกเขาก็ได้เห็นประจักษ์แล้ว หากเติบโตขึ้นในภายภาคหน้าย่อมนำพาสำนักกระบี่เหินฟ้ากลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ได้อย่างแน่นอนแต่หากไม่ขจัดจิตมารให้สิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็เพียงความว่างเปล่าในชั่วขณะนั้นทุกคนจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"เื่นี้ข้าอนุญาต" เสียงทุ้มแหบแห้งดังขึ้น เหล่าผู้าุโทั้งหลายต่างมีสีหน้าแข็งค้างก่อนจะประสานมือคารวะพร้อมเพรียงกัน "ศิษย์พี่ใหญ่!"
สิ้นเสียง ปรากฏร่างชายชราผมขาวโพลนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ยิ้มละไมพยุงกายด้วยไม้เท้าสีดำขลับปรากฏกายอยู่หน้าบ้านหลังเล็ก
ชายชราที่ดูราวกับมีอายุเกินเจ็ดสิบผู้นี้คือหลินหราน...ผู้าุโใหญ่แห่งสำนักกระบี่เหินฟ้าเป็ผู้ที่มีาุโสูงสุดในบรรดาบุคคลสำคัญของสำนักกระบี่เหินฟ้าเป็รองจากประมุขสำนักเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือหลินหรานเป็ผู้แข็งแกร่งในขั้นจ้าวแห่งเต๋าอย่างแท้จริง
ผู้แข็งแกร่งในขั้นจ้าวแห่งเต๋าเป็เสาหลักและสัญลักษณ์ของสำนักระดับรองหากสำนักกระบี่เหินฟ้าไม่มีผู้แข็งแกร่งในขั้นจ้าวแห่งยุทธ์หรือไม่ก็จ้าวแห่งเต๋าก็จะถูกขับออกจากกลุ่มอำนาจชั้นสองร้อยสำนักแห่งดินแดนตะวันออกอย่างไม่ต้องสงสัย
" ศิษย์พี่ใหญ่สำนักเทียนฮ่าวอาจจะคิดร้ายต่อเ้าหนุ่มเซียวหานอีกครั้งก็ได้ได้ข่าวมาว่า่นี้สำนักเทียนฮ่าวคิดที่จะร่วมมือกับคุณชายลิ่วเหอแห่งสำนักหกประสานหากหลานชายเซียวหานไปสำนักเทียนฮ่าวในตอนนี้ เกรงว่าจะไปแล้วมิได้กลับออกมา"ผู้าุโสองกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น
"เื่นั้นคงมิต้องกังวลมากเกินไปการที่ข้าไปสำนักเทียนฮ่าวในครั้งนี้มิได้ไปเพื่อทำตามสัญญาการแต่งงานการที่อีกฝ่ายคิดจะแต่งงานกับผู้ใดก็มิได้มีความสัมพันธ์อันใดกับข้าหากแต่ต้องรอให้ข้ากลับมาจากสำนักเทียนฮ่าวเสียก่อน"
เซียวเฟิงกล่าวจบเหล่าผู้าุโก็อดมิได้ที่จะตะลึงงัน ไม่ได้ไปทำตามสัญญาการแต่งงานแล้วไปทำอะไรกัน? หรือว่าจะไปล้างแค้นจากธนูที่ถูกยิงเมื่อครั้งนั้น?
"ข้าไปเพื่อขอถอนหมั้นและตัดขาด!"แต่เมื่อเสียงของเซียวเฟิงดังขึ้นอีกครั้งแม้แต่ผู้าุโใหญ่หลินหราน ก็ยังเปลือกตากระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ส่วนผู้าุโคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าสั่นระริกในทันที
"ฮ่าๆๆ เ้าหนุ่มเ้ากล้าหาญสมกับเป็หลานชายของเซียวติ่งเทียน ในเมื่อคิดจะทำก็จงทำไปลูกผู้ชายต้องยืนหยัดอย่างองอาจ กล้าหาญชาญชัย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวจึงจะคู่ควรกับคำว่าลูกผู้ชาย"
ครู่หนึ่งท่านผู้าุโใหญ่หลินหรานหัวเราะเบาๆ ยื่นฝ่ามือเหี่ยวๆ ตบไหล่ของเซียวเฟิงพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในขณะนั้นหลินหรานมองไปยังเซียวเฟิงที่เบื้องหน้าราวกับได้เห็นภาพความบ้าคลั่งในวัยหนุ่มของเซียวติ่งเทียน ปู่ของเขาอีกครั้ง
"แต่เ้ามิอาจเดินทางไปเพียงลำพังได้ซุนลี่ครานี้เ้าจงเดินทางไปกับเ้าหนุ่มด้วยจงจำไว้ว่าความปลอดภัยของเ้าหนุ่มฝากไว้ที่เ้าแล้ว" หลินหรานหันสายตาไปกล่าวกับซุนลี่ในทันที
"น้อมรับบัญชา!" ซุนลี่ ก้าวเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อย โน้มตัวลงกล่าวอย่างหนักแน่น
"เ้าหนุ่ม...ข้าเชื่อว่าโลกนี้จะต้องปั่นป่วนเพราะเ้าจงจำไว้ว่าอนาคตของสำนักกระบี่เหินฟ้าฝากไว้ที่เ้าแล้วท้ายที่สุดแล้วพวกเราเหล่าคนแก่ก็แก่ชราลงทุกวันคงจะประคับประคองได้อีกไม่กี่ปีแล้ว" หลินหรานตบไหล่ของเซียวเฟิงเบาๆพลางกล่าวอย่างหดหู่ ตอนนี้พวกคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างพวกเขาอาจจะปกป้องสำนักกระบี่เหินฟ้าได้ใน่ระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อถึงคราวสิ้นอายุขัยหากไร้ซึ่งผู้สืบทอด สำนักกระบี่เหินฟ้าคงจะตกอยู่ในอันตรายอยู่ดี