ภายในห้องนอนเล็กๆ แห่งหนึ่ง แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสะท้อนให้เห็นเด็กสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โทรมๆ ซึ่งใกล้จะพังอยู่เต็มที เธอถูกผ้าผืนใหญ่สีดำผูกคาดรอบตาเอาไว้ เสียงฝนตกหนักข้างนอกทำให้ไม่ได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ของเธอ อยู่ ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นและตามมาด้วยเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าด
“สวัสดีจะสาวน้อย ฉันขอเข้าไปได้รึเปล่า” หญิงสูงอายุแต่งตัวภูมิฐานพูดขึ้น เธอไม่รอคำตอบและเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามเด็กสาวเธอแต่งกายด้วยชุดกระโปรงมีเสื้อคลุมยาวสีเทาอ่อนและสวมแว่นเลนส์ด้านซึ่งทำให้ไม่เห็นดวงตา
“คุณเป็ใครน่ะ”เด็กสาวถามอย่างหวาดระแวง
“ฉันชื่อมาลีน่า เป็ศาสตราจารย์ใหญ่ของโรงเรียนลิเบอร์ลิเทียจะ เธอถอดผ้าผูกตาออกได้นะไม่เป็ไรหรอก” น้ำเสียงใจดีของเธอทำให้เด็กสาวรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น
“ไม่ได้หรอกคุณไม่รู้ว่าหนูทำอะไรลงไป หนูทำให้พวกเขาตาย ถ้าหนูมองคุณคุณเองก็จะตายเหมือนพวกเขา คุณไม่เข้าใจ”เด็กสาวพูดด้วยเสียงสะอื้นปนสั่นเทา
“ฉันรู้สิเพราะฉันมาด้วยเื่นี้แหละ”
“คุณรู้งั้นเหรอเกิดอะไรขึ้นกับหนูกันแน่” เด็กสาวถามอย่างไม่แน่ใจ น้ำเสียงฉายแววสับสน
“เื่นี้มันยากเกินกว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ในทันทีก่อนอื่นเธอถอดผ้าผูกตาออกก่อนสิ ไม่เป็ไรหรอก”
น้ำเสียงที่มั่นใจของมาลีน่าทำให้เด็กสาวค่อย ๆ เอื้อมมือออกไปถอดผ้าที่ปิดตาของเธอออก เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าอ่อนเหมือนน้ำทะเลขนตาแพยาวที่เปื้อนไปด้วยน้ำตารอบตาบวมแดง แต่นั่นก็ไม่สามารถที่จะปกปิดใบหน้าสวยงามของเด็กสาวได้ผมดำยาวสนิทวาวสวยตัดกับผิวขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากแดงระเรื่อ ปากนิดจมูกหน่อยรับกับใบหน้าทำให้เธอดูงดงามราวกับภาพวาด โดยเฉพาะดวงตากลมโตของเธอมาลีน่ารู้สึกว่าเธอไม่เคยเห็นสิ่งใดงดงามขนาดนี้มาก่อนการมองเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว เหมือนถูกมนตร์สะกดให้ตรึงอยู่กับที่ เธอไม่สามารถละสายตาหรือขยับตัวได้เลย หากเธอไม่สวมแว่นไว้เธอก็คงจะถูกคำสาปให้กลายเป็หินเป็แน่
ʻขนาดใส่แว่นที่ถูกเสกคาถาป้องกันมนตราขั้นสูงแล้วแท้ๆ พลังเนตรต้องคำสาปนี่อันตรายชะมัดและมนตร์มายาสะกดให้หลงใหลคงเป็พลังขั้นต้นของเนตรต้องสาปʼเธอคิด
“คุณจะบอกเหตุผลให้หนูฟังได้หรือเปล่าคะ คุณคะ เอ่อ..ได้ยินหนูรึเปล่า” เด็กสาวพยามเรียกมาลีน่าซึ่งตอนนี้เหมือนเธอหยุดชะงักไป
“จะ จะขอโทษทีนะ” มาลีน่าพยายามรวบรวมสติ
“จริงด้วยคุณมองหนูแล้วไม่เป็อะไร คุณทำได้ยังไงกัน”
“เธอชื่ออะไรเหรอจ๊ะ”
“หนูชื่อเมวิส ค่ะ”
“เมวิสเธอช่วยรับแว่นนี้ไปใส่หน่อยได้รึเปล่าจ๊ะ และห้ามถอดมันออกมาล่ะ เพราะนั่นน่ะอันตรายมากเลย”มาลีน่าพูดพลางก้มลงไปหยิบแว่นตาที่เหมือนกับแว่นที่เธอใส่อยู่แต่มีขนาดเล็กกว่าให้เมวิส เด็กสาวหยิบแว่นขึ้นมาสวมใส่ เมื่อมาลีน่าเห็นเด็กสาวสวมแว่นแล้วเธอก็ถอดแว่นออก เผยให้เห็นดวงตาสีเขียวที่ดูอบอุ่นและใจดี
“เอาล่ะทีนี้เราก็มาเข้าเื่หลักของเรากันเถอะ เธอคือผู้วิเศษ เมวิสหรือจะเรียกว่าแม่มดก็ได้”
“หนูไม่เข้าใจคุณพูดเื่จริงงั้นเหรอ” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ใช่แล้วล่ะถ้าเื่ที่เอาแว่นนี้ให้หนูสวมใส่ยังไม่พอจะยืนยันเื่นี้ละก็ถ้าทำแบบนี้จะพอยืนยันได้รึเปล่า”
หลังจากพูดจบมาลีน่าก็หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาพร้อมกับร่ายคาถา
“Gra-vi-tas” แสงไฟจากไม้กายสิทธิ์ส่องสว่างของทุกอย่างในห้องรวมทั้งตัวของเมวิสยกเว้นมาลีน่ากำลังลอยขึ้นราวกับว่าไม่มีแรงโน้มถ่วงอยู่เลย เมวิสแสดงสีหน้าใอย่างเห็นได้ชัดตัวของเธอลอยขึ้นและค่อย ๆ หมุนคว่ำหน้าลง เมวิสต้องจับแว่นตาอันใหม่ของเธอเอาไว้เพราะกลัวว่ามันจะหลุดลอยไปมาลีน่าปล่อยให้เด็กสาวเพลิดเพลินกับคาถาสักครู่หนึ่ง
“เอาล่ะเท่านี้คงพอจะยืนยันได้แล้วใช่มั้ยล่ะจ๊ะ” มาลีน่าพูดอย่างยิ้มแย้ม เธอแกว่งไม้กายสิทธิ์อีกครั้งสิ่งของทุกอย่างรวมทั้งเมวิสก็ร่วงตกลงมาฉับพลัน
“อุ๊ย!ขอโทษทีนะ แล้วก็ต้องเก็บของเข้าที่ให้เป็ระเบียบด้วยสินะ” มาลีน่าโบกไม้กายสิทธิ์อีกครั้ง ของทุกอย่างกลับเข้าที่เช่นเดิมดูเหมือนสิ่งของจะจัดตัวเองอย่างเรียบร้อยกว่าห้องที่เมวิสเคยอยู่เสียอีก
“คุณคือแม่มดจริงด้วย!จากที่คุณบอก หนูเองก็เป็แม่มดเหมือนกัน” เมวิสพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จนแทบจะลืมเหตุการณ์อันเลวร้าวที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้
“เนตรต้องสาปมันคือชื่อเรียกดวงตาแบบที่เธอมีน่ะ” มาลีน่าพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังราวกับบรรยากาศสดใสเมื่อสักครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“ดวงตาที่สามารถสาปใครก็ตามให้กลายเป็หินเมื่อสบตาหรือจ้องมองมันเป็หนึ่งในตำนานเก่าแก่หลายเื่ในโลกเวทมนตร์น่ะฉันเองที่อยู่มาจนอายุปูนนี้ ก็ไม่เคยจะได้เห็นและมันไม่ใช่อะไรที่ปกติ แปลกแปลกมากเลยล่ะ”
“แสดงว่าหนูสาปพวกเขาพวกคนที่กลายเป็หิน พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าคะ?” เมวิสถามด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“อ๋อยังมีชีวิตอยู่สิจ๊ะ ข่าวดีคือเธอไม่ได้เป็ฆาตรกรฆ่าใครหรอกนะ พวกคนที่ถูกสาปทั้งหมดตอนนี้กำลังถูกให้น้ำยาแก้คำสาปอยู่น่ะส่วนพวกดีเซอร์ ฉันหมายถึงพวกไม่มีเวทมนตร์และเหล่าคนที่เห็นเหตุการณ์หรือเกี่ยวข้องทุกคนจะถูกลบความทรงจำและปรับเปลี่ยนความทรงจำพวกเขาจะไม่มีทางรู้เลยว่าเธอมีตัวตน” มาลีน่าพูดอย่างยิ้มแย้มและขยิบตาให้กับเมวิสหลังจบประโยค
เมวิสถอนหายใจเธอแสดงสีหน้าโล่งใจออกมา เธอรู้สึกราวกับยกูเาออกจากอก เธอไม่ใช่ฆาตกร
“ค่ะแล้วเนตรต้องสาปมันอันตรายมากมั้ยคะ หนูแค่ต้องใส่แว่นไว้แบบนี้ตลอดเวลาใช่รึเปล่าคะ”
“อ๋อใช่ นั้นน่ะอันตรายมาก ๆฉันขอร้องให้เธอสวมมันไว้ตลอดเวลาในตอนที่เธออาจจะพบใครเข้า”
“คำสาปจะมีวันหายไปมั้ยคะ?คุณจะเสกมันให้หายไปได้มั้ยคะ? มีวิธีไหนพอจะทำให้หนูเป็ปกติอีกมั้ย?”เมวิสรัวคำถามอย่างไม่หยุดหย่อนเธอมีคำถามมากมายที่้าคำตอบอยู่ในหัว“หนูไม่อยากที่จะทำร้ายใครแบบนั้นอีกแล้ว”ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาในตอนท้าย
มาลีน่าถอนหายใจออกมาเธอรู้สึกสงสารเด็กสาว “คำสาปน่ะ จะไม่หายไปหรอกนะ ฉันไม่สามารถแก้ไขมันได้”
เมวิสมีสีหน้าเศร้าลงทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ
“เื่นี้ยังเป็อะไรที่เกินความเข้าใจของฉันมากแต่ฉันคิดว่ามันคือส่วนหนึ่งของร่างกายเธอ ถ้าเธอฝึกฝน เธอสามารถที่จะควบคุมมันได้อย่างแน่นอน”
“ถ้าหนูตั้งใจฝึกฝนจนควบคุมมันได้หนูก็สามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปและก็ไม่จำเป็ต้องใส่แว่นไปตลอดใช่มั้ยคะ” เมวิสพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ เธอเริ่มมีความหวังและรู้สึกว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้อยู่อย่างคนทั่วๆ ไป ในที่นี้คือแม่มด ไม่ใช่ผู้มีคำว่าต้องสาปติดชะงักไว้กับตัว
“เอาล่ะถึงเวลาแล้ว เราพาไปเธอไปโรงเรียนเวทมนตร์กันเถอะ อีกสองวันก็จะเปิดภาคเรียนแล้วจะมัวเสียเวลาไม่ได้นะ”เธอเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง “เอ๊ะ! แต่ก่อนหน้านั้นต้องพาไปซื้อของจำเป็ก่อนไปโรงเรียนสินะ”ประโยคสุดท้ายเหมือนมาลีน่าจะกล่าวกับตัวเธอเองเสียมากกว่า
มาลีน่าจูงมือเมวิสออกจากห้องดูเหมือนตอนนี้จะไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เลยผู้คนที่เคยถูกสาปก่อนหน้านี้ก็ถูกย้ายออกไปเช่นกัน
ก่อนขึ้นรถเมวิสหันหลังกลับมามองสถานที่แห่งนี้อีกครั้งเธอรู้สึกอยากทิ้งเื่ราวต่าง ๆ ไว้และตื่นเต้นที่จะได้ใช้ชีวิตใหม่ ในดินแดนเวทมนตร์ที่เธอเองก็ไม่อาจจะคาดถึง