สวี่ตงหันกลับมามองหนิวเซี่ยงตงที่ขับรถอยู่ด้านหน้าเขาขับรถพลางระบายรอยยิ้มเต็มหน้าแต่กลับไม่ส่งเสียงพูดอะไรเวลานี้เองสวี่ตงถึงเพิ่งนึกได้ ั้แ่แรกจนถึงตอนนี้ผู้เฒ่าหลงไม่ได้บอกเขาเลยว่าจะพาไปที่ไหนแล้วอาหนิวรู้หรือว่าต้องไปที่ไหน
ถึงจุดหมายแล้ว เป็โรงแรมถงเฉิง
สวี่ตงย่อมรู้จักที่นี่ เพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็สถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองถงเฉิงแล้วเมืองถงเฉิงมีโรงแรมสี่ดาวและห้าดาวถึงสิบกว่าแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ต้องเป็‘โรงแรมถงเฉิง’ ซึ่งถือเป็สัญลักษณ์ของเมืองถงเฉิงเลยทีเดียว
พวกเศรษฐีและข้าราชการของเมืองถงเฉิงเวลาจัดงานเลี้ยงหรืองานมงคลล้วนเลือกจัดกันที่นี่ทั้งสิ้นเหมือนกับว่าที่นี่เป็สถานที่แห่งเดียวที่สามารถสำแดงฐานะของพวกเขาได้
แต่วันนี้ยิ่งต่างจากเดิมหนิวเซี่ยงตงขับรถมาถึงทางเข้าหน้าโรงแรมถงเฉิงตรงนั้นมีเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถึงสี่คนคอยหยุดรถและตรวจสอบ
สวี่ตงได้ยินเ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดกับเ้าของรถบีเอ็มดับบลิว X5 ว่า “ขออภัยด้วยครับคุณผู้ชาย วันนี้โรงแรมถงเฉิงถูกประธานโหมวแห่งเทียนหยวนจองเหมาทั้งโรงแรมไม่รับแขกอื่น ขอเชิญโรงแรมอื่นนะครับ!”
สวี่ตงใ ตอนหันมามองหลงชิวเซิงที่กำลังพึมพำก็ได้ยินคำว่า ‘ตระกูลโหมว’ พอดี แน่นอนว่าตอนนั้นเขาไม่รู้ว่า ‘ตระกูลโหมว’ ไหน ทว่าพอได้ยินเ้าหน้าที่พูดว่า ‘ประธานโหมวแห่งเทียนหยวน’ เขาก็นึกออกทันทีในเมืองถงเฉิงสามารถเห็นโฆษณาของบริษัทเทียนหยวนได้เกือบทุกที่ทั้งตามตรอกซอกซอยหรือกระทั่งในโทรทัศน์โดยเฉพาะอาคารเทียนหยวนซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองใหม่ฝั่งทิศใต้ยิ่งนับเป็จุดสำคัญของเมืองถงเฉิงอาคารนี้สูงถึงหนึ่งร้อยแปดชั้น ถือเป็สิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดของเมืองถงเฉิงและเป็สำนักงานใหญ่ของบริษัทเทียนหยวนอีกด้วย
ธุรกิจของบริษัทเทียนหยวนหลากหลายมากและครอบคลุมกิจการที่สร้างรายได้แทบทั้งหมดเช่น อสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ชีวเคมีการเงินการธนาคารและอุปโภคบริโภค คนถงเฉิงทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่ต่างรู้กันดีว่าบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของเมืองถงเฉิงคือ‘โหมวกวนจิ่ง’
สวี่ตงเคยเห็นโหมวกวนจิ่งในโทรทัศน์ ดูแล้วอายุประมาณสี่สิบปี ได้ยินผู้เฒ่าหลงบอกว่ามาร่วมงานเลี้ยงวันเกิด‘ท่านโหมว’ ซึ่งจากอายุและฐานะของผู้เฒ่าหลงแล้วท่านโหมวที่ว่านี้คงไม่ใช่โหมวกวนจิ่ง น่าจะเป็พ่อของเขามากกว่า
แม้ว่าโหมวกวนจิ่งจะร่ำรวยและทรงอิทธิพล แต่ก็ยังถือว่าอายุไม่มากการจัดงานวันเกิดอย่างเอิกเกริกจึงดูไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง
รถที่จอดต่อคิวอยู่ล้วนเป็แเื่ที่มางานเลี้ยงครั้งนี้หลังจากเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลงทะเบียนแล้วก็ปล่อยให้เข้าไป จนมาถึงตาหนิวเซี่ยงตงเ้าหน้าที่ก็หยุดรถอีกครั้ง ขณะที่หนิวเซี่ยงตงกำลังจะอธิบายหลงชิวเซิงก็ลดกระจกหน้าต่างด้านหลังลง ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึม “ฉันเอง หลงชิวเซิง!”
เ้าหน้าที่คนนั้นชะงัก พอเห็นหลงชิวเซิงซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลังก็หน้าเปลี่ยนสีฉับพลันก่อนจะรีบเปิดทางพร้อมรอยยิ้ม “อ๋อ…ผู้เฒ่าหลงนี่เอง รีบไปๆ …”
แขกของเ้านายมีใครบ้างนั้นโดยปกติจะบอกผู้ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยไว้แล้วซึ่งในบรรดาพ่อค้าข้าราชการทั้งหลายนั้น ส่วนมากแล้วเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็จะรู้จักดีอยู่แล้วหลงชิวเซิงเป็อะไรกับเ้านาย เ้าหน้าที่เหล่านี้ทราบดี!
ตรงหน้าทางเข้าที่จอดรถชั้นใต้ดินก็แขวนป้าย ‘ที่จอดเต็ม’ วันนี้มีเพียงแขกที่ได้รับเชิญมาร่วมงานเท่านั้น
รถที่ขับเข้ามาเหมือนกับสายน้ำไหลหนิวเซี่ยงตงพบจุดจอดรถในที่จอดรถชั้นใต้ดิน หลังจากจอดรถเรียบร้อย สวี่ตงและหลงชิวเซิงก็เปิดประตูรถลงคนละฝั่งพอออกมาก็เห็นรถจอดเรียงรายเต็มชั้นที่จอดรถผู้คนมากมายเห็นหลงชิวเซิงต่างก็ทักทายด้วยรอยยิ้มหนิวเซี่ยงตงลดฝีเท้าลงมาเดินอยู่ด้านหลังหลงชิวเซิง
หลงชิวเซิงตอบรับคำทักทายด้วยการพยักหน้าเพียงเล็กน้อยส่วนคนพวกนั้นแทบทุกคนจ้องมองสวี่ตงผู้ซึ่งประคองแขนหลงชิวเซิงอย่างสงสัยใคร่รู้รู้สึกไม่คุ้นหน้าเด็กหนุ่มคนนี้เลยสักนิด ไม่รู้ว่าเป็อะไรกับหลงชิวเซิงดูเหมือนจะไม่เคยเห็นเด็กคนนี้ในบรรดาลูกหลานตระกูลหลงมาก่อนเลย
อย่างไรก็ตามใครๆ ต่างก็รู้ว่าคนที่ทำให้ผู้เฒ่าหลงจับไม้จับมือแสดงให้เห็นถึง‘ความสัมพันธ์’ ได้ก็ต้องมี ‘ภูมิหลัง’ ประมาณหนึ่ง เพียงแต่น่าแปลกไม่น้อยหลงชิวเซิงมีนิสัยแปลกประหลาดไม่เคยเห็นเขาพาลูกหลานในครอบครัวออกงานสาธารณะมาก่อนเลย!
ลิฟต์สามารถรองรับได้สิบสองคน คนที่อยากใช้มันก็มีมากทว่าไม่มีใครแย่งกันเบียดแทรกเข้าไป ต่างพากันรอให้หลงชิวเซิงเข้าไปก่อน
หลงชิวเซิงพยักหน้าและจูงสวี่ตงเดินเข้าไปหนิวเซี่ยงตงจึงเดินตามหลังไปอย่างถือวิสาสะ จากนั้นคนพวกนั้นก็เริ่มเบียดเสียดแย่งกันเข้าไปทุกคนต่างก็อยากจะอยู่ในที่เดียวกันกับหลงชิวเซิงแม้เพียงชั่วครู่ก็ตาม ไม่แน่ว่าหลงชิวเซิงอาจจะพูดอะไรที่เกี่ยวกับ‘วงใน’ ก็ได้คำพูดของเขาก็เหมือนกับการให้ ‘เงิน’ แก่ผู้อื่น!
ลิฟต์รองรับได้เพียงสิบสองคน อีกทั้งไม่กล้าเบียดหลงชิวเซิงจำนวนผู้โดยสารครั้งนี้จึงน้อยกว่าปกติคนที่เบียดเข้ามาไม่ได้ทำได้เพียงรอลิฟต์รอบถัดไป
ทว่าแม้แต่คนที่ขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกับหลงชิวเซิงก็ยังต้องผิดหวังหลงชิวเซิงดูเคร่งขรึม ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียวแต่ไม่ว่าจะตอนเข้าลิฟต์หรืออยู่ในลิฟต์ ก็ยังจับมือเด็กหนุ่มคนนั้นไว้ไม่ปล่อย!”
นี่ยิ่งทำให้คนพวกนั้นสงสัยมากขึ้น เ้าเด็กแปลกหน้านี่เป็ใครกันแน่
สวี่ตงกอดกล่องไม้หวงฮวาหลีที่บรรจุเสื้อหยกไหมทองไว้ใต้วงแขนอีกข้างหนึ่งแม้จะต้องเผชิญหน้ากับสายตาคาดเดาต่างๆ นานาของคนเหล่านี้ แต่เขากลับไม่สนใจ
วันนี้สวี่ตงใส่เสื้อผ้าที่ ‘ธรรมดา’ มาก สวมเสื้อคลุมตัวเก่าที่ซักจนซีดขาวตัวหนึ่ง กางเกงยีนส์ขาขาด และรองเท้าผ้าใบเก่าๆแต่สะอาดมากคู่หนึ่ง รูบนกางเกงยีนส์ไม่ได้ขาดมาแต่เดิมตามสมัยนิยม แต่เพราะใส่และซักบ่อยจนขาดั้แ่หัวจรดเท้ามองอย่างไรก็ให้ความรู้สึกว่า ‘ฐานะยากจน’
แต่เพราะมือที่จับจูงของหลงชิวเซิง ต่อให้สวี่ตงจะแต่งตัว ‘ธรรมดา’ ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกคาดว่าหากไม่ใช่ทายาทของหลงชิวเซิงก็ต้องเป็ลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงที่มีความสัมพันธ์แแ่กับหลงชิวเซิงเป็แน่!
ลิฟต์เคลื่อนตัวจากที่จอดรถชั้นใต้ดินชั้นที่สองขึ้นไปถึงชั้นสามซึ่งเป็ส่วนห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม อาหารเครื่องดื่ม และงานเลี้ยงสังสรรค์ขนาดใหญ่ล้วนจัดเตรียมไว้ที่ชั้นนี้
คงมีคนรีบมารายงานเกี่ยวกับการมาถึงของหลงชิวเซิงแล้วทันทีที่ลิฟต์เปิดออก ตลอดทางเดินล้วนเต็มไปด้วยผู้คนมารอทักทาย คนที่ยืนอยู่หน้าสุดคือชายชราสวมชุดยาวหรูหรารูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าแดงก่ำ พอเห็นหลงชิวเซิงก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเข้ามากอดเขาก่อนจะพูดอย่างอารมณ์ดี “เหล่าหลง ั้แ่ไปอเมริกาเดือนที่แล้วก็ไม่ได้เจอกันเลยนะไม่มีแกเถียงด้วย ไปไหนมาไหนด้วยวันเดียว ฉันก็อึดอัดไปหมดแล้ว อืม พี่ใหญ่เฉียวกลับมาไม่ได้เลยโทรหาฉันแล้ว เอ ยี่สิบสาม…ไม่สิๆยี่สิบสี่ปีแล้วมั้งที่ฉันไม่ได้เจอพี่ใหญ่เฉียว”
“ผมก็ด้วย!”
หลงชิวเซิงถอนใจก่อนจะพูด “ผมไปอเมริกาครั้งนี้ก็ไม่ได้เจอเขาเจอแต่ชูเซิงลูกชายของเขาเด็กใจร้อนหุนหันพลันแล่นในตอนนั้นกลายเป็เศรษฐีมีอำนาจคับฟ้าไปแล้วลูกชายหญิงของชูเซิงผมก็ได้เจอ ลูกชายลูกสาวโดดเด่นดั่งหงส์คู่ั รูปงามเก่งกาจอ่อนน้อมถ่อมตัวกับผม อย่าเห็นว่าพวกเขาไปอยู่เมืองนอกหลายปีล่ะกฎระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ยังไงพี่ใหญ่เฉียวก็ยังเป็หางเสือเรือเพียงหนึ่งเดียวสัญญาแต่งงานที่ให้ไว้กับพี่รองเขายังจดจำขึ้นใจเฉียวเจียจวิ้นลูกชายของเฉียวชูเซิงอายุยี่สิบเก้าแล้วก็ยังไม่แต่งงานเพราะกำลังรอสัญญาครั้งนั้น!”
ชายชราคนนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เ้าสามไม่ต้องพูดถึงมิตรภาพของเราสามคนที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ หรอก แค่คำพูดฉันโหมวหย่วนซานก็ดังก้องไปทั่วเพียงคำเดียวก็มีน้ำหนักแล้ว สัญญาแต่งงานนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ตอนที่พี่ใหญ่จากไปเจียจวิ้นลูกของชูเซิงเพิ่งห้าขวบ ส่วนลูกสาวของกวนจิ่งก็เพิ่งเกิดผ่านมายี่สิบสี่ปีแล้ว พริบตาเดียวเราทุกคนก็แก่เฒ่า…”
หลงชิวเซิงก็ถอนใจจากนั้นหยิบกล่องไม้หวงฮวาหลีในมือสวี่ตงยื่นให้โหมวหย่วนซาน “พี่รอง นี่คือของขวัญที่ครอบครัวพี่ใหญ่เฉียวมอบให้ยัยหนูซือฉิง…ฮ่าๆ น่าจะเรียกว่าของขวัญมอบให้พี่มากกว่ามั้ง เสื้อหยกไหมทอง!”
“เสื้อหยกไหมทอง?”
เมื่อได้ยินหลงชิวเซิงพูด โหมวหย่วนซานก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ก้มหน้าลงเปิดฝากล่องไม้หวงฮวาหลีก่อนจะมองเสื้อหยกไหมทองที่ส่องประกายสีทองระยิบระยับ เขาลูบๆ คลำๆอย่างเบามือราวกับครุ่นคิดอยู่นานถึงเอ่ยปาก “ของสิ่งนี้ฉันไม่ได้เห็นมาสามสิบปีแล้วมั้ง”
หลงชิวเซิงส่ายหน้า “พี่รองเื่ตอนนั้นจะไปคิดถึงมันทำไม วันนี้เป็งานเลี้ยงวันเกิดพี่ แล้วยังเป็วันหมั้นหมายของยัยหนูบ้านพี่กับเจียจวิ้นหลานชายพี่ใหญ่เฉียวอีกเื่มงคลมาเยือนถึงหน้าประตูก็ต้องมีความสุขเข้าไว้สิ มาๆๆ ไปดื่มกัน!”
“ใช่ๆๆเป็เื่มงคล เื่มงคล ไปดื่มกัน!” โหมวหย่วนซานปิดฝากล่องก่อนจะยัดกล่องใส่มือเด็กสาวคนหนึ่ง
ทันทีที่สวี่ตงเห็นเด็กสาวคนนั้นก็ตัวสั่นสะท้านเด็กสาวคนนี้ตัวผอมเพรียว คิ้วตางดงามดั่งภาพวาด ซึ่งก็คือเพื่อนร่วมชั้นและยิ่งกว่านั้นคือเป็คนที่เขาแอบรัก โหมวซืออี๋!
การพบหน้าแบบกะทันหันทำเอาสวี่ตงตื่นตระหนกจนเสียอาการ!
กลายเป็โหมวซืออี๋ที่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลยเธอถือกล่องไม้ไว้โดยไม่พูดอะไรสักคำ ถึงแม้เธอจะสวยสะกดใจ แต่สีหน้าเรียบนิ่งเ็าอีกทั้งสวี่ตงยังรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่าเธอจะดู ‘เป็ผู้ใหญ่’กว่าโหมวซืออี๋ในอดีตมาก
หลงชิวเซิงกับโหมวหย่วนซานกอดคอกันเข้าไปในห้องโถงโหมวซืออี๋เดินถือกล่องไม้ตามหลังไปโดยไม่พูดไม่จาสวี่ตงลังเลนิดหน่อยก่อนจะเดินตามไป ขณะที่คนอื่นๆ ก็ตามหลังมาเป็ขบวน
เห็นใบหน้าสวยสะกดใจทว่ากลับเ็าราวกับน้ำแข็งของโหมวซืออี๋ สวี่ตงก็สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบ “โหมว…ซืออี๋ เธอ…เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยกว่าจะเอ่ยคำพูดนี้ออกไปแต่ทันทีที่พูดออกไปสวี่ตงก็รู้สึกว่าตัวเองถามได้ ‘โง่’มาก โหมวซืออี๋อยู่ที่นี่ก็เพราะมากับโหมวหย่วนซานยังไงเล่าชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอคือหลานสาวของคนที่ผู้เฒ่าหลงเรียกว่า ‘พี่รอง’ลูกสาวของเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองถงเฉิงโหมวกวนจิ่ง!
ทว่าเป็เพื่อนร่วมชั้นกับโหมวซืออี๋มาตั้งหลายปีสวี่ตงกลับไม่เคยรู้เลยว่าโหมวซืออี๋เป็ลูกของโหมวกวนจิ่ง!
ที่โรงเรียนโหมวซืออี๋แทบไม่เคยคบหากับเพื่อนคนไหนเลยและไม่มีข่าวอะไรหลุดออกมาสักนิดในโรงเรียนมีเื่พูดคุยเกี่ยวกับโหมวซืออี๋อยู่แค่ ‘สวย’ ‘ลึกลับ’ และ ‘เ็า’!
อาจารย์และนักเรียนในโรงเรียนต่างรู้แค่ว่าครอบครัวโหมวซืออี๋รวยมากแต่กลับไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าพ่อของเธอก็คือบุคคลสำคัญอย่างโหมวกวนจิ่ง!
โหมวซืออี๋เหลือบมองสวี่ตง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็น “ฉันจะอยู่หรือไม่อยู่ที่นี่แล้วเกี่ยวอะไรกับนายด้วย ฉันไม่รู้จักนายสักหน่อย!”
สวี่ตงเ็ปไปทั้งใจโดยไร้เหตุผล!
คำพูดโหมวซืออี๋ทิ่มแทงใจมาก ต่อให้เป็เพื่อนร่วมชั้นธรรมดาก็เถอะทักทายกันสักคำก็คงไม่พูดแบบนี้หรอกมั้ง
การพูดแบบนี้อาจหมายความได้ว่าโหมวซืออี๋ไม่เคยเห็นเขาคนนี้อยู่ในสายตา‘การเพิกเฉย’ อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ทำเอาสวี่ตงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาเดิมทีเขากับโหมวซืออี๋ก็ไม่ใช่คนระดับเดียวกันอยู่แล้ว!