เสียงกรีดร้องแทบขนาดใจดังไม่ขาด แรงลมฝนโหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เด็กหนุ่มนั่งร่ำไห้อยู่บนถนนไร้ซึ่งรถผ่านไปผ่านมา แสงไฟจากหน้ารถสาดสองให้เห็นถึงร่างของหญิงวัยกลางคนที่นอนแน่นิ่งท่ามกลางกองเื และชายวัยกลางคนที่ติดอยู่ในรถ ใบหน้าโชกไปด้วยเื สายตาที่มองมาอ่อนล้าเต็มที ปากสีเข้มเปรอะไปด้วยของเหลวสีแดงที่สำลักออกมา ขยับเอื้อนเอ่ยทว่าเสียงเบาหวิวไม่ดังพอที่จะสู้กับเสียงฝน
เด็กหนุ่มใช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ได้แต่ร้องไห้ราวกับคนเสียสติ มองพ่อกับแม่ที่หายใจรอยรินและกำลังจะขาดหายใจไปต่อหน้าต่อตา
“ฮือออ อึก คุณพ่อ คุณแม่ อย่าทิ้งน่าน ฮือ อย่าทิ้งน่าน”
ทั้งที่พยายามเปล่งจนสุดเสียงแต่ราวกับว่าท่านทั้งสองไม่ได้ยิน ไม่รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว
เค้กวันเกิดที่เตรียมไว้จะไปฉลองด้วยกันเละไม่เหลือชิ้นดี เทียนวันเกิดตามเลขอายุ15 ปี หักเป็สองท่อน ช่างเป็วันเกิดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
เป็วันที่เขาไม่มีทางลืมไปชั่วชีวิต…
เฮือก!!!
ร่างเล็กสะดุ้งใลุกขึ้นนั่งหอบหายใจราวกับคนขาดการหายใจมานาน น้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้าจนเปียก
ฝันอีกแล้ว… ความทรงจำเลวร้ายในวันนั้นย้อนกลับมาตอกย้ำความเ็ปในใจเขาอีกแล้ว
ครั้นตั้งสติได้ถึงได้ยินเสียงฝนกระทบหน้าต่าง ร่างบางเดินลงจากเตียงไปแง้มผ้าม่านดูจึงได้รู้ว่ามีฝนตกลงมา ั้แ่เมื่อไรก็ไม่ทราบ
น่านน้ำรีบปิดผ้าม่าน เข้าห้องน้ำมาล้างหน้าล้างตาก่อนจะกลับมานอนคลุมโปงอยู่บนเตียง ใช้หมอนอุดหูทั้งสองข้าง พยายามให้ได้ยินเสียงฝนน้อยที่สุด
่นี้คงใช้ชีวิตลำบากขึ้นสักหน่อย เพราะเข้าหน้าฝนแล้ว ซึ่งเป็ฤดูที่เขาเกลียดมากที่สุดในชีวิต…
.
.
หลังจากสะดุ้งตื่นขึ้นมาน่านน้ำก็นอนไม่หลับอีกเลย จนเวลาล่วงเลยมาเกือบหกโมงเช้า ฝนที่โหมกระหน่ำลงมาเมื่อคืนนี้ซาลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเปียกชื้นที่พื้นระเบียง และประตูกระจกด้านนอก
น่านน้ำลงมาเอาไม้ถูพื้นขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นก็ลงไปช่วยในครัวอย่างเช่นทุกวัน
เสียงจอแจของสาวใช้พูดคุยกันอย่างอารมณ์ดีระหว่างทำอาหาร น่านน้ำเพียงนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่ได้เอ่ยปากร่วมวงสนทนาด้วย
“หนูน่านอยากทานอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า ป้าจะทำเพิ่มให้”
ป้าช้อยหญิงาุโเอ่ยถามขึ้นครั้นเห็นเด็กหนุ่มเอาแต่นั่งปอกเปลือกหัวหอมเงียบ ๆ
“ไม่เป็ครับ น่านทานอะไรก็ได้”
หากเป็เมื่อก่อนตอนอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เขาเป็เด็กช่างเลือก อาจเพราะเป็คนกินยากมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าหลังจากมาอยู่กับป้าษาเขาไม่มีสิทธิ์เื่มาก มีอะไรให้กินก็ต้องกินให้ได้ แม้บางครั้งต้องแอบไปนั่งกินคนเดียวหลังครัวทั้งน้ำตาก็ตาม
ครั้นคิดถึงอดีตก็พลันรู้สึกหายใจลำบาก จึงพยายามสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
คนอายุมากกว่าสังเกตเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีเลยไม่ถามอะไรต่อ เพราะเธอเองก็อายุมากแล้ว พอจะเข้าใจและเดาอาการออก
หลังจากช่วยในครัวจนเสร็จก็รีบขึ้นห้องไปอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปโรงเรียน ไม่ลืมที่จะร่วมโต๊ะอาหารพร้อมคนอื่น ๆ วันนี้คินทร์อาสาไปส่งน้อง ๆ เพราะตนมีธุระแถวนั้นพอดี
“ตอนเลิกเรียนถ้าเฮียไม่ติดงานเดี๋ยวจะมารับ” ก่อนถึงโรงเรียนคนขับเอ่ยพูดขึ้นบอกน้องชายทั้งสามคน
“วันนี้ผมกลับเอง มีนัดกับเพื่อน” เคนตอบกลับเสียงเรียบ เป็เื่ปกติไปเสียแล้วสำหรับคนฟัง
“อืม ดูแลตัวเองดี ๆ อย่าไปเถลไถลที่ไหนไกลนัก”
“รู้แล้วน่ะเฮีย ผมโตแล้วนะ”
คินทร์ส่ายหัวไปมากับคำพูดน้องชายคนกลาง ยิ่งโตก็ยิ่งหัวรั้นขึ้นทุกวัน อาจจะเป็เื่ปกติของเด็กรุ่นนี้ เขาเองก็เคยผ่านมาแล้ว แม้อายุจะห่างกันหลายปีแต่สามพี่น้องสนิทกันมากที่สุด เวลามีปัญหาอะไรมาคนแรกที่น้องนึกถึงก็คือพี่ชายอย่างคินทร์
“คีนกับน่านล่ะ มีนัดกับเพื่อนด้วยหรือเปล่า?”
คนขับมองกระจกหลังดูเด็กสองคนที่นั่งแนบชิดกัน ไม่ใช่เพราะน่านน้ำนั่งใกล้คีน แต่เป็คีนที่ขยับไปนั่งเกาะแขนน่านน้ำไม่ห่าง
“วันนี้คีนไม่มีนัดกับเพื่อน”
“น่านก็ไม่มีครับ”
“งั้นเลิกเรียนเราไปเดินเล่นที่สยามกันดีไหมพี่น่าน”
ครั้นได้ยินคำตอบของน่านน้ำ เด็กหนุ่มก็ตาเป็ประกายวับขึ้นมาทันที รีบเอ่ยปากชวนไปเดินเล่น เพราะหลายครั้งที่ชวนไปน่านน้ำมักจะหาข้ออ้างปฏิเสธทุกครั้ง เพราะเ้าตัวไม่อยากไปเดินท่ามกลางคนหมู่มาก
“เอ่อ..”
“ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปหรอกน่านน้ำ”
คินทร์พูดขัดขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทีอึกอักของน่านน้ำ ทว่าเมื่อมองไปที่คีนเด็กคนนั้นก็แหวใส่เล็กน้อยพลางมุ่ยหน้าอย่างเซ็ง ๆ ที่เขาชี้โพรงให้กระรอก ส่วนเคนก็หันหน้าหนีมองไปนอกรถไม่สนโลกใด ๆ ทั้งสิ้น
“เฮีย!”
“ไม่เป็ไรครับ น่านไปกับน้องคีนก็ได้” เห็นแก่ความพยายามของคีน ครั้งนี้เลยไม่ปฏิเสธอย่างครั้งอื่น ๆ
“เยส! พี่น่านน่ารักที่สุดเลย” เ้าเด็กตัวโตกอดแขนออดอ้อนยิ้มแฉ่งด้วยความดีใจ ในที่สุด! ครั้งนี้เขาก็ทำให้พี่น่านไปกับเขาจนได้
รถยนต์ขับมาจอดแทบทางเดินตรงข้ามกับหน้าประตูทางเข้าโรงเรียน เด็กทั้งสามยกมือไหมคนอายุมากกว่าก่อนจะพากันเดินไป
คินทร์มองทั้งสามจนลับตาถถึงจะขับรถออกไป เขามีธุระที่ต้องไปทำก่อนเข้าบริษัทเช้านี้
ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในร้าน Three.K Daimond (ทรีเคไดมอนด์) เป็ร้านขายเพชรของบริษัททรีเคไดมอนด์ ซึ่งที่นี่เป็สาขาที่ใหญ่ที่สุด โดยมีสาขาย่อยอีกประมาณสี่แห่งในประเทศไทย
คินทร์ต้องเข้ามาดูร้านด้วยตัวเองเป็ประจำและในหนึ่งสัปดาห์จะสลับกันไปดูสาขานั้นทีสาขานี้ที เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย
ธุรกิจนี้มีทั้งหน้าร้านที่เปิดขายเป็ของตัวเอง และยังมีบริษัทใหญ่ที่รับออกแบบเครื่องประดับ รวมถึงโรงผลิตจิวเวลรี่เพชรแท้ นอกจากจำหน่ายในประเทศไทยแล้วยังส่งจำหน่ายไปที่ต่างประเทศครั้งละหลายร้อยล้านบาท
แม้ว่าคินทร์จะเป็เพียงรองผู้บริหารที่รอรับตำแหน่งต่อจากพ่อ ระหว่างนี้เขาจึงต้องศึกษาดูงานให้มากที่สุด
เนื่องจากเป็ลูกชายคนโตพ่อกับแม่เลยตั้งความหวังไว้มาก ส่วนน้องอีกสองคนก็เคยพูดเปรย ๆ กับเขาว่าไม่ชอบงานบริหารอย่างที่พ่อทำ คินทร์เองก็ใช่ว่าจะชอบ ทว่าั้แ่เด็กเขาซึมซับกับมันมาตลอด หากให้มารับ่ต่อก็ไม่ใช่ปัญหา อย่างน้อยก็ถือเสียว่าทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจในส่วนที่พวกท่านหวัง และเสียสละให้น้องทั้งสองคนได้ไปทำตามความฝัน ดีกว่ามาจมอยู่กับกองเอกสารที่ตนเองไม่อยากทำ
“ในเื่ของการทำ Marketing สำหรับสินค้าชิ้นใหม่ผมจะนัดประชุมในวันศุกร์ที่จะถึง ฝากคุณผู้จัดการช่วยประสานงานกับสาขาอื่นด้วยนะครับ เื่รายละเอียดในที่ประชุมผมจะให้เลขาส่งให้ทางอีเมล”
“ค่ะคุณคินทร์”
“แยกย้ายกันไปทำงานต่อเถอะครับ”
คินทร์ยกยิ้มให้พนักงานตามวิสัย แม้จะเพิ่งเข้าทำงานอย่างจริงจังได้ไม่นาน แต่กลับได้รับการยอมรับจากพนักงานเกินครึ่ง ส่วนหนึ่งคงเป็เพราะความใจดีและยิ้มเก่งของคินทร์ ทว่าในเื่ของการทำงานเป็คนที่จริงจังมากเหมือนกับพ่อของตน
นอกจากนี้ยังได้รับการชื่นชมจากพนักงานสาว ๆ ในบริษัท หลายคนที่มักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็สะใภ้ใหญ่ของตระกูลวิรุฬห์โยธิน แอบหวังว่าตัวเองจะเข้าตารองผู้บริหารคนใหม่
ถึงอย่างนั้นก็จะมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมรับเด็กอายุเพียงแค่ยี่สิบสี่ปีที่เพิ่งเรียนจบอย่างคินทร์ ไม่เชื่อว่าจะสามารถขึ้นมาบริหารงานได้ ต่อให้เป็ลูกของประธานบริษัทก็ใช่ว่าจะยอมรับง่าย ๆ อย่างน้อยก็คงต้องพิสูจน์ฝีมือกันอีกสักหน่อย
.
.
เสียงจอแจของเด็กนักเรียนราว ๆ สี่สิบคนภายในห้อง จับกลุ่มพูดคุยระหว่างรอคุณครูเข้าสอน
น่านน้ำเป็คนเดียวที่นั่งเหงาอยู่หลังห้อง อ่านหนังสือในบทเรียนเื่ที่คุณครูจะเริ่มสอนในชั่วโมงเรียนวันนี้
“กูรู้มาว่าพ่อกับแม่ของมันตายแล้ว คุณรังสรรค์เลยเอามันมาเลี้ยง”
พลันหูแว่วได้ยินเสียงหนึ่งดังเข้ามาในหูไม่ใกล้ไม่ไกล ทว่าใบหน้ายังคงก้มมองตัวอักษรในหนังสือ บทสนทนาถัดไปยิ่งทำให้จิตใจไม่จดจ่ออยู่กับเนื้อหาอีกต่อไป
“ที่ทำตัวหยิ่งเพราะมีคนใหญ่คนโตคุ้มกะลาหัวอยู่นี่เอง”
“มึงก็พูดไป คุณรังสรรค์เขาใจดีขนาดนั้น อาจจะนึกสงสารเลยส่งมันมาเรียนที่โรงเรียนค่าเทอมแพง ๆ แบบนี้ เพราะคุณเขาคงรู้ว่ามันคงไม่มีปัญญา”
“อย่าว่าแต่โรงเรียนค่าเทอมแพง ๆ เลย แค่โรงเรียนธรรมดาทั่วไปก็ไม่รู้มีปัญหาเข้าเรียนหรือเปล่า”
นักเรียนหญิงชายสองสามคนจับกลุ่มคุยกันไม่กลัวว่าคนที่กล่าวถึงจะได้ยินทั้งยังหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจราวกับเป็เื่สนุก
ใช่ว่าพวกลูกคุณหนูคุณนายจะนิสัยเสียดูถูกคนอื่นเหมือนกันทุกคน มันเป็บางจำพวกเท่านั้นนั่นแหละ จะโทษสังคมที่อยู่ก็คงไม่ถูกซะทีเดียว เพราะเคนกับคีนไม่เห็นจะเป็อย่างคนพวกนี้ หากจะโทษคงต้องโทษที่ตัวบุคคลนั้น ๆ ที่มีจิตใจต่ำช้าคับแคบและอคติไปเอง
น่านน้ำไม่คิดจะตอบโต้เพราะสิ่งที่คนพวกนั้นพูดใช่ว่าจะไม่จริงเสียทั้งหมด เขาไม่มีปัญญาส่งตัวเองเรียนอย่างที่ว่าจริง ๆ หากไม่ได้คุณรังสรรค์เมตตาเขาคงไม่มีทางได้มาเหยียบโรงเรียนที่ค่าเทอมเป็แสนแบบนี้
ไม่ใช่ว่าเขาอ่อนหัดยอมให้คนอื่นดูถูกง่าย ๆ แต่นั่นเป็เพราะเขาเหนื่อยที่จะลุกขึ้นป่าวประกาศอธิบายเื่ที่ตนเจอมาให้ใครเข้าใจ การที่ถูกตัดสินไปทั้งอย่างนั้น ทั้งที่ยังไม่เคยคิดที่จะทำความรู้จักกัน เขาก็ไม่จำเป็ต้องสนใจและปล่อยผ่านไปให้ได้
ทว่า… มันยากเหลือเกิน
คำพูดดูถูกเหยียดหยาม ดูิ่กันราวกับเขาเป็ขยะเปียก มันเหมือนมีดเล่มคมที่เชือดเฉือนสร้างาแในใจเขาเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ทำได้ก็คืออดทน พยายามไม่สร้างเื่เดือดร้อนให้คุณรังสรรค์ และคุณคนอื่น ๆ ต้องเดือดร้อนหนักใจเพราะเขา แค่สามปีเท่านั้น… แค่สามปีเขาก็จะหลุดพ้นจากวงโคจรอุบาทว์ในรั้วมัธยมแห่งนี้
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์