บทที่ 11
ความลับกลางตลาด
ภาพที่ทุกคนกลางลานดอกเบญจมาศสีเหลืองอร่ามพบเห็นก็คือแม่ทัพหนุ่มรูปงามสกุลโต้วที่สตรีทั่วทั้งฉางอานพึงปรารถนาคว้าร่างอรชรของภรรยาเข้ามากอดแล้วบรรจงประกบริมฝีปากจูบนางอย่างนุ่มนวล ทำให้ราวกับเป็การหยุดเวลาไว้ชั่วขณะเพราะสิ่งนั้นช่างดูหอมหวานและชวนฝัน
หากแต่เ้าตัวกลับเบิกตาโพลงด้วยความใไม่คิดไม่ฝันว่าสามีจะทำเื่อุกอาจเยี่ยงนี้กับตนเอง
ส่วนหลี่หลงจีเองก็ได้แต่ยิ้มขันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงเมี่ยวลี่ฟางเสวี่ยที่ยืนอึ้งราวกับถูกฉีกหน้าก็มิปาน
“คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วจะเท่รึไง!” พราวฝันโพล่งขึ้นอย่างเหลือจะทนในรถม้าที่โดยสายอยู่ด้วยกันตามลำพัง เธอเก็บงำความอึดอัดมาสักพักใหญ่แล้ว “คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วจะเรียกร้องความสนใจจากแม่นางผู้นั้นได้สินะ”
ตงิหันชำเลืองมองหน้าภรรยาแวบหนึ่ง
“ดูก็รู้ว่านางจงใจเหยียบเรือสองแคม อยากจะปั่นหัวพวกบุรุษให้หมุนติ้วเล่น ๆทั้งเ้าแล้วก็องค์ชายคนนั้น...”
“หยุดกล่าววาจาให้ร้ายเมี่ยวลี่ฟางเสวี่ยเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดลั่นราวเดือดดาลจัดทำเอาพราวฝันเผลองับปากลงโดยอัตโนมัติด้วยความใ
“แล้วก็นั่งหุบปากเสียทีข้าอยากจะอยู่เงียบๆ” ออกคำสั่งด้วยแววตาเคืองขุ่นแล้วเขาก็สะบัดหน้าพรืดกลับไป
พราวฝันทำได้เพียงเบ้ปากใส่แล้วทำขมุบขมิบปากล้อเลียนอยู่อย่างนั้น
แต่ระหว่างทางกลับจวนเป็ชั่วยามให้นั่งเงียบๆ ก็แสนจะอึดอัดจะแย่ ทำไมจะต้องอมพะนำให้คับข้องด้วย
“ถึงอย่างไร... ข้าก็อยากจะรู้เื่หนึ่ง” หญิงสาวเริ่มเปิดปากอีกครั้ง
“...”
“เราเป็สามีภรรยากันแล้ว แต่ข้ากลับไม่เคยเห็นเ้าที่หอนอน ทุกคืนที่ผ่านมานั้นเ้าไปอาศัยหลับนอนที่ใดรึ เหตุใดจึงไม่กลับที่ของตัวเองเมื่อถึงเวลายามค่ำคืน”
โต้วตงิยกมือกุมขมับพร้อมขมวดคิ้วมุ่นหลังได้ฟังคำถาม จะต้องให้เขาเป็คนพูดเองให้เสียหน้าให้ได้หรืออย่างไรว่าไม่อยากแม้แต่จะหายใจร่วมกับภรรยาที่เกิดจากความผิดพลาดซึ่งกำลังนั่งจ้อไม่หยุดอยู่ตอนนี้ อย่าว่าแต่พูดถึงการร่วมเตียงเคียงหมอนกันเลย
“ลงไปซะ”
“เอ๊ะ”
“ข้าสุดจะทนแล้ว ลงจากรถไปซะ”
“เหตุใดเ้าจึงไล่ข้า!” หญิงสาวร้องเสียงหลง “อีกทั้งนี่ก็ยังเป็ยามค่ำคืน”
“ลงไปแล้วจะไปไหนก็ไปไกล ๆข้าไม่อยากได้ยินเสียงเ้า แม้แต่ใบหน้าของเ้าก็ยังไม่อยากจะมอง” ดวงตาคมชำเลืองมามองอีกครั้งด้วยความขยะแขยง “หยุดรถ!” แล้วะโเสียงดังจนได้ยินเสียงม้าร้องครวญ
ผู้เป็สามีแหวกผ้าม่านแล้วเชื้อเชิญด้วยใบหน้าเ็า ผู้เป็ภรรยาจึงจนปัญญาที่จะขัดขืน ตาบ้านี่เป็ถึงแม่ทัพหากขัดใจมาก ๆเข้าถูกตัดหัวคาเก๋งรถม้าขึ้นมาจะม้วยมรณาเอา
พราวฝันะโลงมาจากรถม้าอย่างเลี่ยงไม่ได้โดยที่เขาก็สั่งให้สารถีควบม้าไปต่อทันทีโดยไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าเธอจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
อย่างน้อยก็ดีหน่อยที่ยังปล่อยเท้งเต้งอยู่กลางตลาดและย่านชุมชนที่พอจะคึกคัก
หญิงสาวยืนละล้าละลังหันซ้ายแลขวาเพื่อหารถม้ารับจ้างแต่ก็ไม่รู้จะไปเริ่มที่ตรงไหน จึงตัดสินใจเดินเรียบถนนริมคลองไปเรื่อย ๆ
บัดนี้ไม่รู้ว่ากี่โมงในโลกปัจจุบันแล้วแต่ชาวเมืองก็ยังออกมาท่องเที่ยวกินดื่มกันอย่างคึกคักราวกับย่านคุ้นตาในกรุงเทพฯอย่างห้วยขวางและบรรทัดทอง
ในคลองสายเล็ก ๆมีเรือหลายลำหลายขนาด ลำที่ใหญ่หน่อยก็มีการร้องรำด้วยเพลงจีนพื้นบ้านฟังดูจังหวะน่าสนุกสนาน สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟทรงกลมส่องแสงไสว หากมีกล้องติดตัวมาด้วยคงได้ถ่ายรูปทำคอนเทนต์ชิคๆ อัปลงโซเชียลมีเดียแล้ว
“ถ้ายังหารถม้าไม่ได้ ก็คงต้องอาศัยนอนที่โรงเตี๊ยมรายวันแถวนี้แล้ว...” พราวฝันพึมพำกับตัวเองหลังเดินมาไกลได้ระยะหนึ่ง
แต่แล้วบางอย่างก็ทำให้เธอต้องหยุดสังเกตเมื่อพบกับใครบางคนที่คุ้นตาเข้า
ชายร่างสูงหน้าตาดีแต่ติดยียวนกวนประสาทนิดๆ เดินถือถังหูลู่[1]สองไม้ผ่านหน้าเธอไป
“น้องสามี!” เธอร้องเรียกเสียงดัง
และได้ผลที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นหยุดชะงัก เมื่อหันกลับมามองที่ต้นเสียงก็ต้องเบิกตาโพลงแล้วะโโหยงไปก้าวครึ่ง
“เ้า!”
“ข้าเป็พี่สะใภ้เ้า ยังจะใช้สรรพนามที่ไม่ให้ความเคารพอีกงั้นรึ” แล้วยกมือทำท่าจะตีแต่อีกฝ่ายก็ยกแขนขึ้นป้องตัวเองเอาไว้ได้ทัน “แอบมาออกเดตกับสาวสองต่อสองเหรอ” พราวฝันทำหน้าทะเล้น
“ออกเดต... พูดอะไรของเ้า... เอ่อ ท่าน ข้าไม่เข้าใจ”
“ก็ออกมาเที่ยวยามค่ำคืนกับผู้หญิงสองต่อสองไงล่ะ”
“เอ่อ คือ...” คนถูกรู้ทันออกอาการอึกอัก
“เื่ปกติน่า... เป็ธรรมดาของฮอร์โมนวัยรุ่นและความ้าทางธรรมชาติ”
ขณะเดียวกันกับที่เสียงทุ้มฟังดูอ่อนนุ่มก็แทรกขึ้น “เราจะไปกันเลยไหม” แต่ทันทีที่เ้าของเสียงได้หันมาเห็นหน้าพราวฝันก็ใจนสะดุ้งไปอีกคน “ซูเมิ่ง!”
หญิงสาวเพียงรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแต่เธอไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร
“เรารู้จักกัน... ใช่มั้ยเ้าคะ” เธอถามพร้อมยิ้มแฉ่ง
“รู้สิ เราสองคนเป็สหายกัน” เผิงฟางหยวนอธิบายด้วยสีหน้าฉงน
“อ้อ อย่างนั้นหรอกเหรอ ถึงว่าข้าจึงได้คุ้นหน้าเ้า” พราวฝันหัวเราะแห้ง
“ข้าไม่รู้จะประหลาดใจกับสิ่งใดก่อน ทั้งการหลงลืมสหายที่เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก หรือการที่เ้าประทินโฉมด้วยเครื่องหน้าและอาภรณ์จนงดงามราวกับไปร่วมงานสังสรรค์กับเหล่าบรรดาชนชั้นสูง”
“เป็อย่างนั้นล่ะ นางคงเพิ่งกลับจากงานชมดอกเบญจมาศที่ตำหนักขององค์หญิงไท่ผิง อีกทั้งพักนี้นางดูประหลาดหลังจากเป็ลมล้มฟุบไปที่สวนดอกของท่านแม่เมื่อสองวันก่อน” โต้วเชี่ยเฟิงเสริมอย่างรำคาญ แต่แล้วก็ต้องรีบงับปากเพราะเผลอพูดในสิ่งไม่สมควรในจวนออกมา
“เ้าเป็อะไรรึไม่ซูเมิ่ง บุตรของเ้ายังอยู่ในครรภ์ดีรึไม่” ผู้เป็สหายหนุ่มร้องถามด้วยอาการตื่นตระหนก
“ข้าโอเคดี... เอ่อ หมายถึงร่างกายปกติดี แต่ทางสมองอาจจะหลง ๆ ลืม ๆ อะไรไปบ้าง ก็คงจะดูประหลาดอย่างที่น้องชายสามีว่ามานั่นแหละ”
แต่สีหน้าของผู้เป็หมอยังคงเต็มไปด้วยความกังวล
“สนใจแต่เื่ของพวกเ้าสองคนเถอะ” หญิงสาวจุดประเด็นอีกครั้งพร้อมกวาดสายตาเ้าเล่ห์มองบุรุษหนุ่มทั้งคู่สลับกันไปมา
“เ้าจะหมายความว่ากะไร”
“อย่าเอ่ยวาจาซี้ซั้วนะ!”
คนถูกจับผิดเองก็ออกอาการร้อนรนอย่างไม่มีสาเหตุทั้งคู่
“อ๋า...” พราวฝันเผยรอยยิ้มมุมปากเพิ่มความแพรวพราวยิ่งขึ้น “เดิมทีข้าก็สงสัยว่าเ้าสองคนเป็สหายกันได้เยี่ยงไร ทั้งที่ข้าเป็เพื่อนเ้าแต่ไอ้น้องชายสามีผู้นี้กลับปฏิบัติต่อข้าราวศัตรูคู่อาฆาต”
“...!”
“เห็นที... ความสัมพันธ์ของพวกเ้าจะเกินเลยกว่าคำว่าสหายปกติสินะ”
พอเสียงเจื้อยแจ้วกล่าวจบประโยคเผิงฟางหยวนก็ยกมือขึ้นปิดปากนางพร้อมจ้องด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้ารู้จักกับเชี่ยเฟิงในวันสมรสของเ้า”
“ท่านหมอผู้นี้ช่วยเหลือข้าไว้จากการตกต้นไม้ในวันที่แสนเบื่อหน่ายที่เ้ากับพี่ชายข้าแต่งงานกัน เราสองคนหนีออกไปดื่มกันต่อที่หอเริงรมย์และคบหากัน...”
“หมายถึงว่าจึงได้สานไมตรีกันต่อ” หมอเผิงช่วยสรุปใหม่
“พวกเ้าดูไม่เป็ธรรมชาติเอาซะเลย...” พราวฝันยังคงจ้องจับพิรุธก็พบว่ามันมีอยู่เต็มไปหมด ทั้งสีหน้าที่เลิ่กลั่กและน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“แล้วเวลาป่านนี้ท่านพี่สะใภ้จะมาจุ้นจ้านอะไรตรงนี้” เชี่ยเฟิงร้องตัดบท
“ก็ข้าถูกพี่ชายตัวดีของเ้าไล่ตะเพิดลงมาจากรถม้าน่ะสิ!”
“งั้น... รถม้า!” ราวกับเป็จังหวะอันดีที่มียานพาหนะขับผ่านมา “ท่านรีบขึ้นรถนี่แล้วกลับจวนไปให้ไว” น้องชายสามีรีบโยนพี่สะใภ้ขึ้นรถ
“อะ ดะ เดี๋ยวสิ!”
“กลับถึงจวนโดยสวัสดิภาพนะขอรับ!” พร้อมหันไปบอกทางและจ่ายเงินให้สารถีเสร็จสรรพ ก่อนจะยืนส่งพี่สะใภ้จอมจุ้นจนรถเคลื่อนลับสายตาไป
“หน็อย... ทำเป็หวังดีเพราะกลัวว่าความลับจะแตกไปมากกว่านี้ล่ะสิท่า...” พราวฝันแอบเปิดม่านหน้าต่างออกไปมองก็พบว่าบุรุษหนุ่มหน้าตาดีทั้งสองคนกำลังแบ่งขนมหวานให้กันและเดินเคียงคู่เรียบถนนริมน้ำไปอย่างช้าๆ “สาววายอย่างฉันจะฮ็อบเอานะ! คลินิกจัดฝันใกล้ฉันที่ฉางอานนี่อยู่ตรงไหนบ้าง”
เธอมองพวกเขาอย่างเอ็นดู ความรักในหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นมาเนิ่นนานนับพันปีแล้ว แต่ในยุคนี้พวกเขาคงจะอึดอัดที่ต้องหลบซ่อนกับความลับที่เป็เื่คอขาดบาดตายนี้กันน่าดู...
[1] ถังหูลู่ คือขนมหวานยอดนิยมมาจนถึงปัจจุบันมีลักษณะเป็ผลไม้ชิ้นเล็ก ๆเสียบไม้แล้วเคลือบด้วยน้ำตาลโดยมักจะเลือกผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อให้ตัดกับความหวานของน้ำตาลที่เคลือบอยู่