บทที่ 4-2 ซื้อที่ดิน
หวังิเยว่เห็นท่าทางของทั้งสองคนก็ให้พึงพอใจจึงมอบเงินให้น้องชายและน้องสาวคนละห้าอีแปะ จากนั้นจึงหันไปปรึกษากับทุกคนว่า
“ข้าอยากปรึกษาพวกท่านเื่ซื้อที่ดินเพิ่มและพวกเราจะปลูกบ้านใหม่กันเ้าค่ะ”
‘เพราะบ้านเก่า ดิฉันไม่ปลื้มค่ะ!!!’
“เยว่เอ๋อร์อยากซื้อที่ดินเพิ่มรึ” หวังหลินข่ายถามบุตรสาวอย่างแปลกใจ
“เ้าค่ะ ลูกอยากซื้อที่ดินเพิ่มมาทำเกษตรพอเพียงเหมือนที่ลูกเห็นในฝันเ้าค่ะ”
ทุกคน “___”
‘ยังไม่ชินกันอีกเหรอคะ ทำหน้าเอ๋อกันอีกแล้วคนสวยเซ็งค่ะ!!!’
“เยว่เอ๋อร์อยากได้ที่ดินตรงไหนรึ” ผู้เป็บิดาเอ่ยถามหวังิเยว่
“ข้าง ๆ ที่ดินของเราเ้าค่ะ ลูกเห็นเป็ที่ดินเปล่าด้านหลังเป็ูเาและมีลำธารผ่านด้วย เหมาะสำหรับทำการเพาะปลูกเ้าค่ะ”
“อืม น่าจะประมาณห้าสิบหมู่ได้พรุ่งนี้พ่อจะไปถามผู้ใหญ่บ้าน”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ และเมื่อซื้อที่ดินแล้วเราค่อยมาปลูกบ้านใหม่กัน เยี่ยงนั้นพรุ่งนี้ท่านพ่อก็ไปติดต่อเื่ที่ดินแล้ววันมะรืนพวกเราเข้าป่าไปเก็บถั่งเช่ารอบสุดท้ายกันเ้าค่ะ”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของหวังิเยว่โดยไม่มีข้อโต้แย้งส่วนหวังหลินข่ายและเหอฟางหรูมองบุตรสาวด้วยความชื่นใจหวังิเยว่อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับคิดและวางแผนได้เหมือนกับผู้ใหญ่ั้แ่ที่บุตรสาวฟื้นขึ้นในวันนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นกับนางล้วนแล้วแต่เป็สิ่งที่ดีทั้งนั้น
ใน่เช้าของวันนี้ หวังหลินข่ายไปติดต่อซื้อที่ดินกับผู้ใหญ่บ้านจำนวนห้าสิบหมู่ ราคาหมู่ละสี่ตำลึง รวมเป็เงินสองร้อยตำลึงและยังมอบสินน้ำใจค่าเหนื่อยให้ผู้ใหญ่บ้านจำนวนห้าตำลึงเนื่องจากผู้ใหญ่บ้านเป็เ้าหน้าที่ทางการ และเป็คนกว้างขวางสามารถขอความช่วยเหลือได้ในอนาคต
‘พ่อใครเนี่ย ทั้งหล่อทั้งฉลาด’
ตอนแรกผู้ใหญ่บ้านมิยอมรับเงิน แต่หวังหลินข่ายยืนยันไม่ยอมให้เขาปฏิเสธทั้งยังกล่าวว่า ในภายหน้ายังมีเื่ขอความช่วยเหลืออีกมากหากไม่ยอมรับเขาคงมิกล้าขอความช่วยเหลือใด ๆ อีกผู้ใหญ่บ้านจึงยอมรับเงินจำนวนนี้ไป
หวังหลินข่ายรู้ว่า ผู้ใหญ่บ้านต้องสงสัยว่า เขานำเงินมาจากที่ใดเขาจึงเป็ฝ่ายเล่าให้ผู้ใหญ่บ้านฟังก่อนว่า ตัวเขาได้กลับไปเยี่ยมบิดาและมารดาที่บ้านเดิมบิดาเมตตาให้เงินมาจำนวนหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านไม่นึกสงสัยอันใดเพราะรู้อยู่แล้วว่าหวังหลินข่ายเป็ลูกของขุนนางใหญ่ คิดว่าผู้เป็บิดาคงให้อภัยเขาแล้ว จึงมอบให้เงินมา
‘ท่านพ่อฉลาดอีกแล้ว ชนะเลิศค่ะ’
หวังิเยว่ลองทำขนมบัวลอยในแบบฉบับของเธอโดยการนำแป้งมาผสมน้ำนวดให้เข้ากันแล้วนำข้าวโพดสุกที่ฝานออกมาจากฝักและงาดำลงไปผสมกับแป้ง นวดคลุกเคล้ากันอีกรอบจากนั้นปั้นเป็ก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ แล้วนำไปต้มให้สุก เมื่อแป้งสุกก็จะลอยขึ้นมา ‘ถึงเรียกว่าบัวลอยไงค่ะ’ กินกับน้ำขิงต้มน้ำตาลเมื่อทุกคนได้กิน ต่างบอกว่าอร่อยมาก
“บัวลอยของพี่สามไม่เหมือนใคร มันแปลกและอร่อยยิ่งนัก ซินเอ๋อร์ชอบมากเ้าค่ะ”หวังิซินกล่าวบอกหวังิเยว่
“ใช่ อร่อยมาก หลงเอ๋อร์ก็ชอบมากขอรับ”หวังหนิงหลงสนับสนุนของน้องสาว
“แต่พี่สามเห็นว่า พวกเ้าสองคนก็ชอบกินทุกอย่าง”หวังิเยว่กล่าวหยอกล้อ
“ก็พี่สามทำทุกอย่างอร่อยจริง ๆ เ้าค่ะ” หวังิซินเอ่ยบอกพี่สาวด้วยดวงตาใสซื่อ
“จ้ะ พี่เชื่อพวกเ้า”
‘เพราะพี่สวยและเก่ง แต่ยังไม่รวยมาก’
เหอฟางหรูเห็นบัวลอยที่บุตรสาวทำบังเกิดความสงสัยแต่มิได้เอ่ยถามอันใด เพราะรู้ดีว่าถ้าถามบุตรสาวไป คงได้คำตอบว่าเคยเห็นในฝันเ้าค่ะ แต่สามีของนางกลับถามบุตรสาวออกไปว่า
“เยว่เอ๋อร์ ลูกเห็นขนมนี้ในฝันหรือ”
“ใช่ ลูกเห็นในฝันเ้าค่ะ” ิเยว่ส่งยิ้มกว้างตาหยีไปให้บิดา
‘หนูขอตอบแบบ ไม่แคร์สื่อค่ะ’
หลังจากตอบคำถามของผู้เป็บิดาแล้ว หวังิเยว่หันไปกล่าวกับพี่ชายคนรองว่า
“พี่รองเ้าคะ ท่านช่วยนำบัวลอยสองถ้วยนี้ไปให้ท่านตากับท่านยายได้ลองชิมเ้าค่ะ”
“ได้สิ พี่จะยกไปให้”
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่รอง”
หวังหลินข่ายและเหอฟางหรูมองหวังิเยว่ด้วยความชื่นชมและภูมิใจในความกตัญญูของนางที่คำนึงถึงท่านตาและท่านยายเสมอ
เมื่อหวังหนิงเทียนนำบัวลอยไปให้ท่านตาและท่านยายท่านป้าสะใภ้รองจึงได้ค่อนขอดออกไปว่า
“ที่บ้านนี้มีหลายคนเหตุใดจึงนำมาแค่สองถ้วย ไม่มีน้ำใจเลย”
หวังิเยว่ที่ได้ฟังพี่ชายบอกเล่าคำพูดของท่านป้าสะใภ้รองให้ฟังจึงคิดในใจว่า
‘ช่างเถอะ คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน พวกบัวใต้ตม’