บทที่ 26 ไม่อยากยุ่งเกี่ยว (รีไรท์)
ความเกลียดชัง ดูแคลน และคับแค้นจากสายตาของชาวบ้านที่มองมา กว่าที่หญิงสาวจะใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันได้นั้นมันช่างยากยิ่งนัก หากเรื่องที่เธอตั้งครรภ์ล่วงรู้ถึงชาวบ้านอีกนั้น เรื่องทุกอย่างจะดำเนินไปเช่นไร ดวงตาที่คลาคล่ำไปด้วยความเจ็บปวด ทว่าสีหน้ากลับนิ่งเฉยนั้น ก้มลงมองท้องของตัวเองที่มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในนี้ ตอกย้ำว่าสิ่งเลวร้ายที่เธอจะต้องพบเจอนั้นไม่มีทางจะสิ้นสุดลง มือบอบบางสั่นเทาอย่างหนัก กำถุงยาในมือที่คุณหมอผู้นั้นหยิบยื่นมาให้ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันจนร่างเล็กทั้งร่างสั่นเทา
เรื่องนี้ถูกหญิงสาวเก็บเงียบ เหยียบลึกให้จมดินและต้องไม่มีใครที่จะล่วงรู้เรื่องนี้ จนกว่าจะถึงวันที่เธอสามารถตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินชีวิตตัวเองไปเช่นไร อีกทั้งหลิวไป๋ฮวาที่เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ภายในบ้านไม่ออกไปไหน เพราะท้องที่โตขึ้นเรื่อย ๆ นี้ หากเดินออกไปเพ่นพ่าน ไม่ระมัดระวังในสักวัน ทุกคนก็จะต้องรู้เป็นแน่
แต่ความลับไม่ได้มีในโลก แม้ว่าหญิงสาวจะพยายามมากเท่าไหร่ที่จะเก็บเรื่องอัปยศนี้เอาไว้กับตัวเอง แต่ก็ไม่อาจปิดมิด หลิวไป๋ฮวาไม่รู้ว่ามีใครแอบเข้ามาในบ้าน ขโมยถุงยาที่เธอเก็บซ่อนเอาไว้เป็นอย่างดีออกไป ความกังวลเข้ามาเกาะกุมอีกครั้ง สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายกว่าที่เธอคิด ชาวบ้านล่วงรู้เรื่องที่เธอตั้งครรภ์กับเลขาธิการหมู่บ้านเข้า ไม่เพียงเท่านั้น จ้าวหนิงเซี่ยที่เป็นต้นเหตุ แทงข้างหลังเพื่อนตัวเอง ทำร้ายหลิวไป๋ฮวาให้พบเจอกับเรื่องเลวทรามเช่นนี้ ดูเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจนำเรื่องนี้ไปบอกพ่อกับแม่เลี้ยงของเธอให้ล่วงรู้ กระทั่งในที่สุดหลิวไป๋ฮวาผู้นี้ก็ไม่เหลือใคร แม้แต่ครอบครัวที่เธอเคยเทิดทูน และเป็นที่รังเกียจของทุกคนอย่างที่จ้าวหนิงเซี่ยต้องการ
ความน่าอดสูที่หลิวไป๋ฮวาพบเจอนั้น จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ความเลวร้ายของเธอที่พบพานมาจะสิ้นสุดลงตอนไหน หลิวไป๋ฮวาจำต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้เพราะเธอถูกพ่อและเเม่เลี้ยงตัดขาดตั้งแต่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์ แม้จะต้องอยู่ท่ามกลางสายตาดูแคลนของชาวบ้าน ทว่าเธอก็ยังจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่ นอกจากบ้านหลังนี้ที่หลิวไป๋ฮวาใช้เงินก้อนสุดท้ายจากสมบัติที่แม่ทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิตเพื่อซื้อมันมาแล้ว ก็ไม่มีที่ใดให้เธอได้พึ่งพิงอีก
เก็บเอาไว้ก็ไร้ประโยชน์ ลำพังตัวเธอเองก็เอาไม่รอดแล้ว
หลิวไป๋ฮวาได้ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่นั่นคือการจบชีวิตสิ่งเล็ก ๆ ในท้องของเธอ ซึ่งนั่นทำให้หญิงสาวจิตใจบอบช้ำอย่างหนัก จมปลักอยู่กับความทุกข์ระทม และส่งผลให้ร่างกายของหญิงสาวอ่อนแอนับแต่นั้นเป็นต้นมา
…
จ้าวหนิงเซี่ยกำหมัดแน่น ดวงตาของหญิงสาวแข็งกร้าวไม่ต่างจากยักษ์มาร จนทำให้เด็กน้อยที่วิ่งเล่นกันอยู่บนถนนที่เห็นว่าจ้าวหนิงเซี่ยเดินผ่านมา ต่างก็วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น เพราะท่าทีที่ดูไม่เป็นมิตรเช่นนั้น
“แกคิดว่าฉันจะยอมลามือง่าย ๆ งั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก!” น้ำเสียงอาฆาตแค้นดังขึ้น
หลิวไป๋ฮวาโชคดีนักที่มีฐานะร่ำรวยเช่นนี้ ต่างจากเธอที่เป็นเพียงแค่ลูกชาวบ้านที่ฐานะดีกว่าคนอื่นในหมู่บ้านเล็กน้อย เธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อถีบตัวเองขึ้นสูง ผลักดันตัวเองเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง เพื่อให้เธอมีฐานะที่ดีขึ้น และเพื่อให้เป็นที่รักใคร่ของคนในหมู่บ้าน เมื่อก่อนเธอมักจะได้รับสิ่งของต่าง ๆ ที่ชาวบ้านมอบให้เพราะนึกเอ็นดูที่เธอเป็นเด็กน่ารัก มันแนบเนียนจนไม่มีใครรู้ว่านั่นเป็นเพียงแค่การเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีของเธอ เพียงแค่หวังให้ลูกคนที่มีฐานะในหมู่บ้านสักคนเหลียวมองเธอ และเธอจะได้มีชีวิตที่สุขสบายขึ้น ทว่าทุกอย่างกลับพังลงเพียงแค่ไป๋ฮวาในคราบครูอาสาย่างเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้
หลิวไป๋ฮวากลายเป็นที่รักใคร่แทนเธอ เวลามีสิ่งใด ชาวบ้านก็มักจะหยิบยื่นมันให้หลิวไป๋ฮวา เพราะหลิวไป๋ฮวาที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนต่างจากจ้าวหนิงเซี่ยผู้นี้ ได้มาเผยแพร่ความรู้และสอนเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน และคอยช่วยเหลือจนลูกหลานของชาวบ้านที่นี่ได้ไปโรงเรียน ได้รับการศึกษาอย่างที่จ้าวหนิงเซี่ยไม่อาจทำได้
เธอเลยต้องจำใจ แกล้งตีสนิทและเข้าหาหลิวไป๋ฮวาทั้งที่ไม่อยากทำเช่นนั้น
คนที่กล้าแย่งทุกอย่างไปจากเธอจะต้องได้รับบทเรียนอย่างแสนสาหัส จนไม่มีหน้าอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ได้อีกเลย
หลิวไป๋ฮวารีบแต่งกายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับไปที่งานชิวอิกที่เธอเฝ้ารอด้วยท่าทีกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ในตอนนี้เธอสามารถสลัดจ้าวหนิงเซี่ยที่เป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมดไปได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เธอต้องเป็นห่วง และเหตุการณืจะต้องไม่ซ้ำรอยเดิมเป็นแน่
วันนี้ถือว่าเป็นวันที่หลิวไป๋ฮวาแต่งตัวได้งดงามที่สุด เสื้อผ้าที่เธอเก็บเอาไว้เป็นอย่างดีถูกหยิบออกมาเพื่อสวมใส่ไปงานชิวอิกนี้โดยเฉพาะ หญิงสาวคลี่ยิ้มผ่านกระจกเงาด้วยความรู้สึกพึงพอใจ ก่อนที่เธอจะรีบเดินออกจากบ้านโดยที่ไม่ลืมลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา แล้วเดินไปงานชิวอิกในทันทีเนื่องจากได้ยินเสียงดนตรีจากงานดังแว่วมาแต่ไกล
…
ใช้เวลาเพียงไม่นาน หญิงสาวก็เดินทางมาถึงลานกิจกรรมภายในหมู่บ้าน ชาวบ้านในตอนนี้ต่างพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน ต่างคนต่างไม่ได้เจอหน้ากันก็ใช้เวลานี้ในการแวะเวียนเยี่ยมหา ต่างถือของฝากติดไม้ติดมือกันมา หลิวไป๋ฮวาเริ่มมองหาที่นั่งเพื่อรอชมการแสดงที่มาจากต่างหมู่บ้าน ซึ่งสถานที่ที่เธอเลือกนั้นเป็นเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่อยู่ติดกับโรงแสดง
“อ้าวไป๋ฮวา มาคนเดียวเหรอ” เสียงชาวบ้านที่เห็นหลิวไป๋ฮวานั่งชมการแสดงอยู่คนเดียวนั้นเอ่ยทักทายหญิงสาวด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเอง ซึ่งหลิวไป๋ฮวาก็ยิ้มรับพวกเธอกลับไปในทันที
“แล้วหนิงเซี่ยล่ะ ไม่มาด้วยเหรอ” ชาวบ้านอีกคนที่หน้าตาดูใสซื่อนั้นเอ่ยออกมา ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ฮวาค่อย ๆ จางหายไป ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยประโยคเจ็บแสบที่ทำเอาผู้ฟังถึงกับหน้าชาแทนเจ้าของชื่อ
“ไม่รู้หรือไงว่าวันชิวอิกแบบนี้เขาห้ามพูดสิ่งอัปมงคลออกมาน่ะ” สาวชาวบ้านต่างมองหน้ากันไปมาด้วยท่าเลิ่กลั่ก เพราะก่อนหน้านี้ยังเห็นว่าทั้งสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่บ่อย ๆ
“เธอทะเลาะกับหนิงเซี่ยงั้นเหรอ”
“ก็ไม่เชิง แต่ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกใส่หน้ากากแบบนั้นหรอก” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ สาวชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นก็รีบหย่อนตัวลงนั่งในทันที เพราะเรื่องชาวบ้านถือว่าเป็นงานของตน
“นี่หมายความว่ายังไงกันไป๋ฮวา ที่ว่าหนิงเซี่ยใส่หน้ากากน่ะ” พวกเธอเอ่ยถามออกมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ฉันว่าพวกเธอก็พอจะรู้แล้วนะว่าหมายความว่ายังไงน่ะ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาอย่างรู้กัน ขณะที่ชาวบ้านทั้งสองหลุดหัวเราะออกมาอย่างขำขัน
“ฉันก็ไม่ถูกชะตากับนังหนิงเซี่ยเหมือนกันนั่นแหละ วันก่อนมันก็มาอ่อยสามีของฉัน ทำเป็นพูดเสียงเล็กเสียงน้อย จีบปากจีบคอฉันล่ะมันไส้มันจริง ๆ”
“นั่งน่ะสิ ฟังแล้วแสลงหูยังไงไม่รู้”
“ฉันได้ยินเสียงหนิงเซี่ยมันทีไรนะ ขนลุกขนชันทุกทีเลย” หลิวไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นหลุดหัวเราะออกมาในทันที เพราะท่าทีที่คนทั้งสองแสดงประกอบคำพูดนั้นดูตลกไม่ใช่น้อย
จ้าวหนิงเซี่ยที่เดินเข้ามาในงานเห็นคนทั้งสามที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกันยิ่งรู้สึกไม่พอใจ ยิ่งเห็นว่านังไป๋ฮวามันกำลังมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของเธอนั้นก็ยิ่งแค้นเคืองเป็นอย่างมาก
“แกไม่ควรมีความสุขเลยสักนิดนังไป๋ฮวา แกกล้าดียังไงที่หัวเราะแบบนั้นในขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในความทุกข์แบบนี้”