หนิงเฟิ่งพาเ้าหนูโก่วเซิ่งเข้าป่าล่าสัตว์ั้แ่เช้า ด้วยความสามารถของเธอทำให้แค่่เช้าก็สามารถล่าไก่ป่าและกระต่ายป่าได้ถึง 4 ตัว เ้าหนูโก่วเซิ่งตบมืออย่างชอบใจวิ่งไปตะครุบสัตว์ต่างๆ ที่มารดายิงได้อย่างร่าเริง
เ้าหนูน้อยสามารถยิงกระต่ายได้ 1 ตัว ภายใต้การช่วยเหลือจากแม่ของเขา หนิงโก่วเซิ่งดีใจอย่างมาก รีบวิ่งเก็บกระต่ายที่ถูกลูกดอกปักเข้าตรงกลางลำตัวขึ้นมาใส่ตะกร้าใบเล็กของตนด้วยความภูมิใจ
“แม่ เราเอาไปขายให้หมดเลยสิ”
“อือ แม่ว่าจะเอาไปขายนั่นแหละ”
“ดีๆ ข้าไปกับท่านด้วยนะ” หนูน้อยพูดด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างปิดไม่มิด
“ได้”
สัตว์ป่าถูกมัดขาใส่ไว้ในตะกร้า พวกมันยังไม่ตายเพราะหนิงเฟิ่ง้าขายให้มันแบบสดใหม่เพื่อให้ได้ราคาที่สุด
“แม่ กระต่ายมันออกลูกได้เยอะเลยนะ เราเอากระต่ายตัวเมียกับตัวผู้ไว้เลี้ยงด้วยดีไหม?”
“พูดอย่างนี้ แม่ต้องเอาไก่ไว้เลี้ยงเพื่อเอาไข่ด้วยหรือไม่?”
“ท่านรู้ความคิดข้าได้ยังไง!”
หนิงเฟิ่งมองบุตรชายอย่างรู้ทัน เธอไม่ได้ขัดใจอะไรเพราะคิดว่าความคิดของเ้าหนูก็เข้าท่าอยู่
เมื่อเป็อย่างนี้หญิงสาวจึงดักซุ่มเพื่อทำการล่าสัตว์ในป่าต่อ ส่วนอาหารเที่ยงก็เป็กระต่ายที่หนูน้อยยิงได้ในตอนแรกนั่นแหละ
พอกินอิ่มแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเช้าไปหรือไม่ หนูน้อยจึงดูง่วงๆ หนิงเฟิ่งทนไม่ไหวต้องหักกิ่งไม้มาปูทับกันให้หนูน้อยได้นอน “นอนซะ”
หนิงโก่วเซิ่งฝืนดวงตาตัวเองไว้ ถามแม่ของเขาด้วยความหวาดกลัว “ท่านจะไม่หายไปไหนใช่ไหม?”
“จะหายไปไหนล่ะ แม่จะนั่งเฝ้าเ้าอยู่ตรงนี้แหละ”
“จริงนะ”
“อืม!”
ถามจนแน่ใจแล้ว เ้าหนูโก่วเซิ่งก็ไม่ฝืนความง่วงของตัวเองอีกต่อไป คำยืนยันของท่านแม่ทำให้เขานอนหลับไปอย่างสบายใจ
พวกเขากลับออกจากป่ามาในยามเว่ย* หนิงเฟิ่งได้สัตว์ป่ามาเพิ่มอีก 2 ตัว สำหรับเอาไปขายในวันพรุ่งนี้ พอมาถึงเธอก็ไปตัดไม้ที่อยู่หลังบ้านมาทำเล้าไก่
(ยามเว่ย = 13.00 – 14.59 น.)
ระหว่างที่เธอกำลังทำเล้าไก่และทำรังให้กระต่าย เด็กน้อยก็ไปนั่งเลือกว่าพรุ่งนี้ตนจะเอาไก่กับกระต่ายตัวไหนไปขายดี พอเลือกไม่ได้ก็หน้ามุ่ย หันมาพูดกับมารดา “แม่ เราจะเอาตัวไหนไปขายดี?”
“เอาตัวที่อ้วนที่สุดสิ”
“แต่ตัวที่อ้วนน่าจะออกลูกได้ดีนะ”
“งั้นก็เอาตัวที่ผอมที่สุด”
“ตัวที่ผอมเอาไปขายก็ได้เงินไม่เยอะ”
หนิงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมามองบุตรชาย เธอไม่เอ่ยอะไรอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “งั้นก็แล้วแต่เ้า”
“ข้าเลือกไม่ได้เลย”
“ถ้าเลือกไม่ได้ แม่จะเอาไปขายทั้งหมด”
“ขายหมดได้ยังไงล่ะ เราต้องเอามันไว้ออกลูกนะ”
หนิงเฟิ่งทนไม่ไหว เธอเดินไปมองไก่ป่า และกระต่ายป่าที่อยู่ในซุ้มไก่ สายตาสอดส่องไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้ “นับ 1-20 หากเลข 14 กับ 20 ตกที่ตัวไหนก็เอาตัวนั้นไปขายซะ”
เ้าหนูโก่วเซิ่งทำตามอย่างเคร่งครัด เขานับตัวเลขตามแม่ของเขา จนที่สุดก็ได้กระต่ายขนาดกลางและไก่ป่าตัวผู้มาอย่างละตัว
เ้าหนูน้อยฉีกยิ้มหวาน “แม่ ท่านยอดเยี่ยม”
“อย่าแอบมาเปลี่ยนทีหลังล่ะ” ว่าจบเธอก็ไปนั่งทำเล้าไก่ต่อ
เ้าหนูนั่งลงยองใกล้ๆ เขาทำหน้าคล้ายกำลังนึกบางอย่างออก กระแซะเข้ามาใกล้ๆ พูดด้วยเสียงเบาๆ “ห้ามทำเล้าไก่ไว้หน้าบ้านนะ”
“หืม ทำไมล่ะ”
“หากเ้าอ้วนอันธพาลมาเห็น เขาจะมาเอากระต่ายกับไก่ของข้าไป”
“เ้าอ้วนอันธพาล?” หนิงเฟิ่งพยายามนึกว่าบุคคลที่หนูน้อยกล่าวถึงคือผู้ใด สุดท้ายก็จำได้ว่าชายอ้วนผู้นี้เป็บุตรชายของตระกูลร่ำรวยตระกูลหนึ่งในหมู่บ้าน นิสัยกร่าง หาเื่ชาวบ้านไปทั่ว หนิงเฟิ่งนึกถึงสายตากระลิ่มกระเลี่ยของไอ้คนหยาบช้าผู้นั้นที่เคยมองมายังร่างนี้ แวบหนึ่งเ้าของดวงหน้าเรียบเฉยมีรังสีอำมหิตพาดผ่านแววตา หนิงเฟิ่งทำเพียงเอ่ยนิ่งๆ แต่ก็เพียงพอให้ผู้ฟังรู้สึกเย็นวาบไปทั่วกระดูกสันหลัง “ก็ลองมาดู...”
เ้าหนูโก่วเซิ่งเห็นใบหน้ามารดาแล้ว เขารีบเอ่ยดักไว้ทันที “ท่านห้ามฆ่าเขานะ”
“ทำไมถึงคิดว่าแม่จะฆ่าเขา? แม่เ้าออกจะอ่อนแอบอบบาง”
“ท่านคันปากหรือไม่เวลาพูดออกมา?”
เ้าเด็กบ้านี่...
“พูดมาก มานั่งช่วยกันทำเล้าไก่เร็วๆ”
เ้าหนูโก่วเซิ่งพาร่างเล็กๆ ผอมแห้งมานั่งข้างๆ มารดา เขาช่วยแม่ของตนหยิบจับสิ่งของตามที่นางสั่ง หนิงเฟิ่งถามลูกชายว่าอยากให้ตั้งเล้าไก่ไว้ที่ใด เด็กน้อยจึงจูงมือมารดามายังหลังบ้าน “ตั้งตรงนี้” กล่าวพลางกระทืบดินใต้เท้าไปทีเป็การยืนยัน
“อืม เ้าขุดหลุมรอแม่แล้วกัน” ว่าจบหนิงเฟิ่งก็เดินไปหน้าบ้าน แบกไม้ที่ทำการตัดไม้กลับมา
เ้าหนูน้อยมองแม่ของตนตาโต นี่แม่เขาแรงเยอะขนาดนี้เลยหรือ? อย่างนี้ก็ไม่ต้องกลัวใครมารังแกแล้วล่ะสิ หนิงโก่วเซิ่งยิ้มกริ่มอยู่ในใจ แม่เปลี่ยนไปเขาไม่คิดมากหรอก แม่เป็แบบไหนก็ได้ แต่ขอให้ใจดีกับเขาก็พอ
แม่คนนี้ดูเหมือนว่าจะโหดร้ายไปหน่อย แต่ก็ไม่เลวเลย...
“แม่ ท่านเยี่ยมยอดเสียจริง”
“อะไรของเ้า?” หนิงเฟิ่งมองบุตรชายอย่างสงสัย
เ้าหนูโก่วเซิ่งทำเพียงยิ้มโง่งมให้มารดาไม่กล่าวอันใด สองแม่ลูกช่วยกันตั้งเล้าไก่จนเสร็จ หลังคาใช้ใบไม้ใบใหญ่มาทำไปพลางๆ ก่อน หนิงเฟิ่งคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยไปเกี่ยวหญ้ามาตากแห้งเพื่อทำใหม่อีกที ไก่ถูกนำเข้าเล้าจนหมด เ้าหนูโก่วเซิ่งเท้าเอวมองเล้าไก่ด้วยใบหน้าคิดหนัก หนิงเฟิ่งเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากถาม “มีอะไร?”
“แม่ ท่านว่าแม้กระทั่งบ้านไก่ยังน่าอยู่กว่าบ้านเราหรือไม่”
หนิงเฟิ่งไม่ตอบคำถามในทันที เธอเท้าเอวเลียนแบบลูกชาย หันไปมองบ้านตัวเองที หันไปมองเล้าไก่ที สุดท้ายก็พยักหน้า “อืม”
“หรือเราจะให้ไก่ไปนอนในบ้าน ส่วนเรามานอนเล้าไก่ดี”
“วันนี้เ้าก็มานอนเล้าไก่ แม่จะเอาไก่ไปนอนในห้องด้วยเอง” หนิงเฟิ่งตอบรับมุกของบุตรชาย เ้าเด็กผู้นี้ช่างพูดเื่ตลกร้ายเป็เสียจริง เธอแอบเห็นใบหน้าคาดหวังของเ้าหนูโก่วเซิ่ง จึงเอ่ยปลอบ “จ่ายค่าเช่าป้าโจวหมด เราค่อยเก็บเงินซื้อที่เป็ของตัวเอง”
“อื้อ” เ้าหนูน้อยยิ้มกว้างจนตาหยี
จากหมู่บ้านหันเฉิงไปยังอำเภอซินเย่ต้องใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วยาม*กับอีก 2 เค่อ* หนิงเฟิ่งปลุกเ้าหนูน้อยั้แ่เช้าตรู่เพื่อให้ลุกขึ้นมาเตรียมตัว เ้าหนูน้อยงัวเงียลุกขึ้นนั่งสีหูสีตาพักหนึ่งถึงค่อยตื่นเต็มตา “ข้าง่วงจัง”
(*1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง, *1 เค่อ = 15 นาที)
“อยากนอนต่อหรือไม่ เดี๋ยวแม่ไปคนเดียว” หนิงเฟิ่งไม่ได้กล่าวประชดอะไร เพียงแต่เธอคิดว่าในวัยของเ้าหนูน้อยควรจะนอนหลับให้เพียงพอ
เ้าหนูโก่วเซิ่งตาสว่างทันที “ข้าไปด้วย!” เขาปล่อยให้แม่เช็ดหน้าเช็ดตาให้ หนิงเฟิ่งยื่นก้านหลิวให้เ้าหนูโก่วเซิ่งได้เคี้ยวแทนการแปรงฟัน หนูน้อยทำหน้าตางงงันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยมาถามแม่ด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ
“ต้องทำด้วยหรือ?”
“อืม เ้าอยากฟันเหลืองเหมือนยายเฒ่าหวังหรือไง?”
เ้าหนูโก่วเซิ่งคิดไปถึงใบหน้ายายเฒ่าหวังจอมพูดมาก ยายเฒ่าน่ารังเกียจชอบพูดจาหยามเหยียดเขาและมารดาด้วยถ้อยคำหยาบคาย เวลาพูดจะมองเห็นฟันที่มีคราบสีเหลืองปนน้ำตาลอย่างชัดเจน อ้าปากทีหนึ่งก็เหมือนหมาวิ่งออกจากปากเป็สิบๆ ตัว น้ำลายแตกกระเซ็นมาเป็ฟองทำเอาเวลาเห็นนางเขาต้องหลบเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งเพราะรังเกียจ
เพียงแค่นึกก็จะอาเจียนแล้ว เ้าหนูน้อยส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว รีบหยิบกิ่งหลิวมาเคี้ยวๆ หลายทีแล้วบ้วนน้ำตาม
“สะอาดยัง” กล่าวพร้อมยิงฟันขาวๆ ให้แม่ของตน
“อือ ขาวจั๊วะเลย” เ้าหนูน้อยได้ฟังก็ยิ้มอย่างชอบใจ หนิงเฟิ่งเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกชายทีหนึ่งก่อนจะออกไปข้างนอกเพื่อเตรียมของสำหรับเดินทาง