บทที่ 2
งานเลี้ยงได้เริ่มขึ้นแล้ว ภายในงานนั้นมีการแสดงรำไทยและการแสดงอื่นๆ ปรากฏขึ้นเพื่อเป็การเปิดพิธี ไม่นานนักเรือสำราญก็ได้ออกจากท่าไปเป็ที่เรียบร้อย มินตราเดินเข้าไปในงานได้สักพัก สายตาก็เหลือบไปเห็นเ้าสัว ซึ่งกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างกับพี่ชายของเธอซึ่งพวกเขากำลังยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง หญิงสาวไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ตัดสินใจเดินจ้ำอ้าวตรงดิ่งที่ที่พี่ชายและพ่อของเธอยืนอยู่ โดยทิ้งให้ผู้ที่เดินเคียงคู่มาด้วยเมื่อครู่กันเดินตามไม่ทัน หญิงสาวตัวเล็กแต่สองขานั้นเดินไวยิ่งกว่าสายฟ้า ก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปยันเป้าหมายทันควัน ทันทีที่เดินไปถึง ชายหนุ่มผู้ที่ถูกจับตามองั้แ่หักเหสายตาจากผู้เป็บิดามาหาเธออยู่สักพัก เขาหยุดการสนทนากับบิดาหันหน้าหนีไปทางอื่น ทำราวกับว่าไม่อยากจะเห็นหน้าเธอเสียอย่างนั้น
“อ่าว...มาแล้วรึ” เมื่อสังเกตท่าทางของบุตรชายวี่ทาทีที่เปลี่ยนไป พอหันไปมองด้านข้างจึงรู้ว่าไม่ได้ยืนอยู้กับบุตรชายเพียงลำพัง เ้าสัวไพรโรธเอ่ยทักลูกสาวที่ยืนจ้องพี่ชายตาเป็มัน มินตราจึงละสายตาจากคเชนทร์มาตอบคำถามของบิดา
“ค่ะ”
“ดีแล้วล่ะ...” บิดาเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะเหลือบตามองลูกชายที่ยืนนิ่งราวกับหุ่นยนต์ และรู้ว่าชายหนุ่มคงไม่อยากจะคุยอะไรกับมินตราตอนนี้ จึงหันหน้ากลับมาพูดกับบุตรสาวต่อ
“แล้วเรียนเป็ยังไงบ้างล่ะ เล่าให้พ่อฟังสิ” เมื่อบิดาถามเธอเื่เรียน มินตราก็หูผึ่งทันที ไม่เคยนึกว่าเขาจะสนใจเื่การเรียนของเธอเลย ครั้งนี้ถือเป็ครั้งแรกที่บิดาของเธอถามถึงเื่นี้ ดังนั้นคนที่ขยันเรียนอย่างมินตราจึงขยับพูดอย่างตื่นเต้น
“สนุกมากเลยค่ะพ่อ มินชนะการประกวดได้นำชุดเข้าไปเดินบนแคทวอร์ทที่ปารีสแฟชั่นวีคด้วยนะคะ” หญิงสาวกล่าวอยากให้บิดารู้สึกปลาบปลื้มกับผลงานของเธอบ้าง
“งั้นหรือ” ทว่า สีหน้าของผู้เป็พ่อกลับไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับสิ่งที่มินตราพูดเท่าไหร่นัก ในหัวของเขากำลังมีเื่กลุ้มใจที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ตอนนี้ พลันสายตาคมของคนเป็พ่อหันไปมองบุตรชายที่ยังคงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งคิดเขาคงอยากจะกล่าวอะไรบ้าง เมื่อรับรู้ว่าบุตรชายของตนยังคงไม่อยากพูดอะไร เ้าสัวจึงนึกอะไรได้บางอย่าง
“มานี่สิ พ่อมีเื่จะคุยด้วย”
เ้าสัวบอกแล้วเดินนำหน้าออกไปจากตรงนั้นเพื่อให้มินตราเดินตามเข้าไปคุยด้วย หญิงสาวมองใบหน้าด้านข้างของผู้เป็พี่ชายอยู่ครู่หนึ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม และเมื่อเขายังคงนิ่งอยู่มินตราจึงตัดสนใจสะบัดหน้าเดินตามผู้เป็บิดาไปอย่างโมโห ทิ้งไว้ให้ชายหนุ่มยืนถือแก้วไวน์อยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะกระดกไวน์แดงเข้าปากอย่างรวดเร็ว ไม่นานเพื่อนของเขาก็เดินตามเข้ามาพอดี
“ไงวะ เ้าสัวคนใหม่” เทพทัศทักเพื่อนชายที่ไม่ค่อยได้พบกันอย่างคเชนทร์ ชายหนุ่มยกมือไปวางไว้ที่บ่าของคเชนทร์เบาๆ
“ขอบใจที่มา”
“มาสิ ดีที่เครียร์งานเสร็จทัน” เทพทัศหยิบแก้วแชมเปนที่อยู่ไม่ไกลขึ้นมา เห็นสีหน้าของคเชนทร์ที่เต็มไปด้วยความคิด
“แน่ใจแล้วหรือว่าแผนนี้จะสำเร็จ”
เทพทัศเอ่ย ถึงแม้ว่าการถามแบบนี้จะเป็การหยั่งเชิงกลายๆ แต่เขาก็แอบมั่นใจในตัวคเชนทร์อยู่มากเช่นกันว่าแผนการของคเชนทร์นั้นมีโอกาสสำเร็จ
“งานนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
“นั่นสินะ...ถ้าไม่ชนะก็แพ้”
“...”
“แต่อย่าลืมนะ ... เกมส์นี้มีโอกาสมากที่หมากของเราจะล้ม” เขาเตือนเพื่อนรักด้วยความเป็ห่วงถึงแม้ว่าเขาเองนั้นก็มั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าเพื่อนชายจะต้องดำเนินการตามแผนได้สำเร็จ
“ฉันเป็เ้าของเกมส์ ไม่มีทางที่หมากจะล้มได้แน่นอน” เขามั่นใจว่าอย่างนั้น เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ อีกไม่นานนั้นทุกอย่างจะคลี่คลาย
“เออ ฉันจะพนันข้างแกแล้วกัน”
มินตราเดินตามบิดาเข้าไปหลังเวที เ้าสัวกระซิบกับทีมงานภายในห้องนั้น ไม่นานทุกคนภายในห้องก็เดินออกไป เหลือไว้แต่พ่อลูกที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก
“นั่งก่อนสิ” เ้าสัวดึงเก้าอีกพลาสติกไปให้เธอนั่ง มินตราทำตามคำสั่งอย่างว่าง่ายโดยไม่เกี่ยงงอนใดๆ กำลังคิดว่าเ้าสัวเรียกเข้ามาในที่นี่เพื่อจะคุยกับเธอเื่ใด บิดาและเธอแทบจะไม่ได้คุยกันเลยตลอดสามปีที่หญิงสาวไปเรียนที่ปารีส หล่อนมีทิฐิสูงมากไม่ยอมแม้แต่จะโทรศัพท์ไปหาคนที่บ้าน ต้องให้พี่ชายเป็คนโทรฯไปหาก่อนเสมอ นี่ถือเป็ครั้งแรกในรอบสามปีที่บิดาของเธอเอ่ยชวนมาคุยด้วยกันตามลำพัง มินตรารู้สึกถึงลางสงหรณ์แปลกๆ การมาคุยกันสองคนแบบนี้ไม่ค่อยมีเื่ดีเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักจะเป็เื่ซีเรียสล้วนๆ
“พ่อรู้ว่าลูกคงจะเหนื่อย กับการที่พ่อพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ แต่นี่มันคือชีวิตจริง มินตรา เราไม่อาจหลีกหนีความจริงได้”
“ถ้าพ่อจะมาพูดเื่ให้หนูไปทำงานที่บริษัทอีกล่ะก็ ไม่ต้องพูดแล้นะคะ ไหนๆ ก็จะยกบริษัทนี้ให้พี่ชายอยู่แล้วนี่คะ” เ้าสัวยกฝ่ามือขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า เขาไม่ได้อยากจะพูดถึงเื่นั้นอีกแล้วเพราะว่ามีเหตุผลอื่นที่เขาเองก็ไม่อยากให้ลูกสาวมารับ่ต่ออย่างที่คิดไว้ั้แ่ต้น
“พ่อไม่จะบอกว่าจะให้ลูกมารับ่ต่ออย่างที่เคยคุยกันไว้ แต่ตอนนี้พ่ออยากให้ลูกว่าตอนนี้โลกภายนอกมันโหดร้ายแค่ไหน ลูกจะมีภัย” หญิงสาวขมวดคิ้วสวยของตนเองเข้าอย่างประหลาดใจ
“มีภัยอะไรคะพ่อ?”
“พ่อเคยอยากให้ลูกมารับ่ต่อก็จริง แต่เพราะว่าลูกเป็ผู้หญิง พ่อจึงจำเป็ต้องให้พี่ชายลูกมาทำงานแทน เื่นี้พ่อคุยกับพี่เราเรียบร้อยแล้ว”
หญิงสาวกอดอกเข้าอย่างสงสัย แม้จะไม่อยากรับฟังเื่ราวที่บิดากำลังจะเล่าเท่าใดนัก เธอรักความอิสระมาก ไม่้าจะสานต่อเจตนารมณ์ของผู้เป็บิดา เธอแค่อยากมีชีวิตที่เป็ของตัวเองโดยไร้ความคาดหวังจากคนรอบข้างแต่ตอนนี้เธอสงสัยว่าภัยนั้นคืออะไร ตลอด่เวลากว่ายี่สิบเอ็ดปีที่ผ่านมาชีวิตเธอมีความสุขดีไม่เคยมีปัญหาเื่ความปลอดภัยเลยสักครั้ง เธอคิดว่าบิดากุเื่ขึ้นมาเพื่อให้เธอยอมกลับมาใช้ชีวิตปกติที่บ้านโดยมีพี่ชายคอยดูแล
“ตอนนี้พี่เขากำลังจะรับตำแหน่งหน้าที่นั้นแทนลูกอยู่ เพราะอะไรรู้ไหม”
“คะ?”
“เพราะลูกจะต้องมีคนดูแล”
มินตราส่ายหน้าทันที เธอไม่จำเป็ต้องมีใครมาดูแล มินตรารู้ดีว่าเธอคือผู้หญิงที่สวย เก่ง และฉลาด เธอไม่จำเป็ต้องมีบอดิการ์ดด้วยซ้ำ
“หนูดูแลตัวเองได้ค่ะ คุณพ่อก็รู้นี่คะว่าหนูมีความสามารถมากพอ หนูไม่จำเป็ต้องมีบอดิการ์ดด้วยซ้ำ ทำไมจะต้องมีคนดูแลอีกล่ะคะ?”
“เดี๋ยวลูกจะได้รู้หลังจากที่พ่อทำหน้าที่ประกาศยกตำแหน่งให้กับคเชนทร์”
มินตราเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ วันนี้ทั้งวันมีแต่คนพูดวกไปวนมาจนเธอปวดหัวแทบจะะเิ เธอคิดว่าต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล และก็จริงอย่างที่คิดทุกคนทำตัวแตกต่างไปจากเดิม แม้แต่พี่ชายของเธอเองก็เปลี่ยนไปมาก จากเมื่อก่อนแค่เห็นหน้าเธอเขาก็วิ่งโร่เข้ามากอดแล้ว แต่เมื่อเช้านี้เขาทำเหมือนเธอเป็ตัวอะไรสักอยาก พยายามจะผลักไสเธอให้ออกห่างจากตัวเขา
“พ่อยังมีอีกอย่างที่อยากจะพูดกับลูก” เ้าสัวเดินตรงมาที่มินตรา มือหนาวางลงทาบไหล่ของเธอก่อนอีกมือจะเชยคางของหล่อนขึ้น
“สัญญากับพ่อนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าลูกจะได้ยินอะไร เห็นอะไร ลูกต้องทำตามที่พ่อและคเชนทร์สั่ง เข้าใจไหม?”
“หนูไม่เข้าใจค่ะ” หญิงสาวงุนงงกับคำพูดของบิดาเป็อย่างมาก ตอนนี้เธอไม่เข้าใจว่าพ่อของเธอกับพี่ชายนั้นกำลังทำอะไรอยู่
“จริงๆ พ่อไม่ได้อยากให้ลูกเข้าใจ ลูกแค่ทำตามที่พ่อสั่งอย่างเดียวก็พอ...แล้วก็ ...ห้ามไว้ใจใครเด็ดขาด จำไว้นะ”
เมื่อเ้าสัวแห่งวงการท่าเรือไทยสิ้นคำสั่ง เดินออกไปจากห้อง ทิ้งความงุนงงให้หญิงสาวเป็อย่างมาก มินตราจะต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อของเธอและพี่ชายกำลังวางแผนอะไรกันอยู่ตอนนี้ ขาเรียวลุกขึ้นยืนหันหน้ากลับไปเผชิญกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบนเวทีประกาศตำแหน่ง ดวงตาประกายมุ่งมั่น ถ้าวันนี้ไม่รู้เื่ก็ให้มันรู้ไป
พิธีประกาศยกตำแหน่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมากก่อน เพราะเ้าสัวเป็คนสร้างบริษัทนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวท่านเอง ตอนนี้เหล่าบรรดาไฮโซทั้งหลายต่างพร้อมใจกันเข้ามาอวยพรให้กับคเชนทร์อย่างหนาแน่น สีหน้าของคเชนทร์ไม่สบอารมณ์เท่าใดนักเขายิ้มแบบเจือๆ ก่อนที่พิธีกรจะเรียกท่านประธานให้ขึ้นไปบนเวที เ้าสัวไพรโรธในวัยห้าสิบสองกำลังสละตำแหน่งและหน้าที่การงานทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงวัยอันควร เป็ที่น่าจับตามองของเหล่าบรรดานักข่าวสื่อมวลชน และทุกคนในห้องนี้เป็อย่างดี เสียงเพลงบรรเลงทำนองจังหวะเร้าใจเื่เ้าสัวเดินขึ้นไปยันบนเวทีใหญ่ ความสง่าและงดงามของมาดนักธุรกิจรุ่นใหญ่นั้นไม่ได้หายไปไหนเลย ยังคงติดตัวเขาไปในทุกย่างก้าวที่เดิน เ้าสัวเดินขึ้นไปบนเวทีและกล่าวเปิดงาน
“ขอบคุณทุกท่าน ที่ได้ให้เกียรติมาในงานนี้ อย่างที่รู้ๆ กัน มินตรากรุ๊ป คือชื่อของภรรยาและลูกสาวเพียงคนเดียวของผม ผมจึงอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เป็ของขวัญของเขา”
เ้าสัวหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองสีหน้าทุกคนรอบข้างด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม คเชนทร์มองดูปฏิกิริยารอบข้างที่ผู้คนกำลังมองมาที่เขา และสาวสวยดาราดังที่ต่างจับจ้องเขาตาเป็มัน ทำให้ชายหนุ่มเลือกที่จะหันไปมองบนเวทีต่อไปเพราะรู้สึกรำคาญลูกกะตาขึ้นมาตะหงิดๆ
“ลูกสาวผมเป็เด็กดื้อครับ หลายครั้งที่แกเอาแต่ใจจนทำผมปวดหัวไปหมด แต่ว่าผมก็รักลูกคนนี้ และพร้อมที่จะทำเพื่ออนาคตของลูกได้ทุกอย่าง ถึงแม้ว่าหลายๆ ครั้งผมจะต้องปวดหัวกับเธอไปบ้าง ก็ไม่เป็ไร ถ้านั่นคือความสุขของลูกสาวของผม ...คงจะแปลกใจไม่น้อยสินะครับ ที่ผมพูดถึงแต่บุตรสาว ไม่ได้เอ่ยถึงบุตรชายของผมเลย ...ผมเชื่อลูกชายคนนี้เป็คนที่มีความสามารถมากพอที่จะดูแลมินตรากรุ๊ป และมินตราได้เป็อย่างดี” เ้าสัวหยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะเดียวกันก็หันไปมองใบหน้าของมินตราที่จ้องมองอยู่
“แต่ก่อนอื่น ผมมีเื่หนึ่งที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ที่นี่เป็ครั้งแรกที่ผมจะประกาศผ่านทางสื่อมวลชนและประกาศบอกให้บุตรสาวผมเข้าใจ ที่ผมเชิญทุกคนมาในงานวันนี้ก็เพื่อยกตำแหน่งให้กับบุตรชายก็จริง แต่บุตรชายของผมนั้นจะมีหน้าที่และภาระที่หนักอึ้งมากกว่า คือการดูแลมินตรากรุ๊ปและดูแลมินตราไปพร้อมๆ กัน ...ดังนั้นเพื่อให้เกียรติเพื่อนรักของผมที่ได้จากไปเมื่อยี่สิบสองปีก่อน ผมจึงใคร่ขอประกาศยกตำแหน่งของผม ประธานบริษัทมินตรากรุ๊ป ให้แก่ นายคเชนทร์ เดชะไพศาล บุตรชายเพียงคนเดียวของ ศิลา เดชะไพศาล เพื่อนสนิทของผมที่จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อยี่สิบสองปีก่อน”
สิ้นเสียงของเ้าสัวแห่งตระกูลนิติวงศ์ เรียกเสียงฮือฮาจากทุกคนที่มาร่วมเป็สักขีพยานให้กับงานนี้เป็จำนวนมาก ไม่เว้ยแม้แต่ มินตรา ที่ดวงตาเปิดโพล่งด้วยความใ เมื่อได้รู้ถึงความลับที่เก็บไว้มาเนิ่นนาน คเชนทร์ในชุดสูทสีเทาเดินย่างก้าวขึ้นมาบนเวทีอย่างองอาจ สีหน้าและท่าทางไม่ได้ดูเป็เดือดเป็ร้อนกับสิ่งที่บิดาเธอพูดเมื่อครู่ ราวกับเขาเองก็รู้เื่นี้อยู่แล้ว
มินตรายืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จับจ้องใบหน้าที่กำลังยิ้มบางๆ ของคเชนทร์ ชายหนุ่มไม่ได้สะทกสะท้านกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่รอบตัวเลย ทุกคนกำลังมองมาที่เขาด้วยสาตาค้นหาคำตอบ เ้าสักระแอมเสียงดังเรียกความสนใจจากทุกคนในงานให้เงียบลง
“อย่าพึ่งใครับ ยังมีเื่ให้ใมากกว่านั้น” เ้าสัวกล่าวอย่างติดตลก แต่คนที่ดูจะไม่ตลกที่สุดในงานนี้คงเป็มินตรา เธอจับจ้องมองบิดาและคนที่เธอนับถือว่าเป็พี่ชายมาตลอดชีวิตอย่างตื่นตะลึง
“ผมรักลูกสาวของผมมากและก็รักลูกชายคนนี้มากเช่นกัน หากจะมีใครสักคนที่จะมาดูแลลูกสาวของผมไปตลอดชีวิต เขาคนนั้นจะต้องเป็ผู้ที่มีความสามารถและเพียบพร้อม และมีความเป็ผู้นำให้ผมได้เห็น และเขาคนนั้นผมได้เลือกแล้วครับ ....ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมขอประกาศกับทุกท่านอย่างเป็ทางการว่า ประธานบริษัทคนใหม่ คเชนทร์ เดชะไพรศาลกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับลูกสาวคนเดียวของผม มินตรา นิติวงศ์ ภายในเร็ววันนี้แน่นอน”
เสียงฮือฮาเกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับมินตราที่ลุกขึ้นยืนตัวตรงแข็งทื่อ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เธอและบิดาสลับกันไปมาทั้งสับสน งงงวยกับคำประกาศของเ้าสัวตรงหน้า เทพทัศที่ยื่นอยู่ไม่ห่างกันนั้นอยากจะปรบมือให้กับเ้าสัวเป็อย่างมาก แต่เกรงใจหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงต้องเก็บเงียบเอาไว้ มินตรารู้สึกแทบจะยืนอย่างอ่อนแรงเมื่อได้ฟังคำพูดที่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นของเ้าสัวเมื่อครู่ นี่มันอะไรกัน เื่ที่เธอกับพี่ชายไม่ใช่พี่น้องกันนั้นก็ทำให้เธอช็อคมากแล้ว และคำสั่งเมื่อครู่อีก ที่บอกให้เธอแต่งงานกับพี่ชายของเธอเอง? มินตราแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย นี่ต้องมีเื่ตลกอะไรเกิดขึ้นแน่
“ผมเลือกเขา เพราะรู้จักเขาดีกว่าใคร และรู้ว่าเขาจะดูแลและรักลูกสาวของผมมากได้แน่นอน” เ้าสัวพูดขึ้นและหันไปหาบุตรชายที่ยืนอยู่ ชายหนุ่มไม่ได้ยิ้มอย่างดีใจหรือปลาบปลื้มอะไร เขาเพียงแค่ยืนเฉยปล่อยให้ความจริงพรั่งพรูออกมาจากคนที่เป็บิดาตลอดมา
ทว่า ทันใดนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น เสียงกระจกแตกดังสนั่นห้อง ก่อนที่ะุเม็ดเล็กจะพุ่งทะลุเสื้อสูทของบุคคลที่กำลังยืนอยู่บนเวที เสียงกรีดร้องดังสนั่น ผู้คนรีบวิ่งกันชุลมุน มินตราเงยหน้ามองขึ้นไป้า และกรีดร้องดังลั่นอย่างใสุดขีดเมื่อเห็นคนบนเวทีกำลังล้มลงไป