ตอนที่สิบ ความเงียบที่กัดกินหัวใจ
ในคืนที่คริสตัลเสียงแตกสลายเป็ผงธุลีสีฟ้าละเอียด หัวใจของเอเดนก็แตกสลายไปพร้อมกัน เสียงกรีดร้องของลูน่าที่แหลมคมก่อนที่คริสตัลจะะเิยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ภาพสุดท้ายของประกายแสงสีฟ้าที่สว่างวาบก่อนทุกอย่างจะมืดมิด ยังคงติดตาตรึงใจราวกับภาพหลอนที่ไม่มีวันจางหายไป เอเดนทรุดตัวลงกับพื้นห้องทำงานอันมืดมิด ปล่อยให้ความเ็ปจากการสูญเสียกัดกินหัวใจของเขาอย่างรุนแรง
ความเงียบเข้าปกคลุมชีวิตของเอเดนอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่ความเงียบสงบที่เขาเคยคุ้นเคย แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้ง ความเงียบที่ไร้ซึ่งเสียงดนตรี เสียงหัวเราะ หรือแม้แต่เสียงลมหายใจของคนที่เขารัก โลกทั้งใบของเขาดูเหมือนจะพังทลายลงไปพร้อมกับคริสตัลเสียงนั้น ความรู้สึกผิดที่เขาไม่สามารถช่วยลูน่าไว้ได้กัดกินเขาอย่างไม่หยุดหย่อน เขามองเห็นตัวเองเป็ต้นเหตุของเื่ทั้งหมดนี้
หลายวันผ่านไป เอเดนจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความเศร้าโศกอย่างลึกซึ้ง เขาไม่กินไม่นอน ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ร้านซ่อมเครื่องดนตรีที่เคยเป็ชีวิตจิตใจของเขา บัดนี้กลับถูกทิ้งร้าง เครื่องมือช่างวางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างไม่เป็ระเบียบ เสียงค้อนกระทบโลหะหรือเสียงสายกีตาร์ที่ถูกปรับแต่ง ได้เงียบหายไปจนหมดสิ้น
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งนิ่งๆ อยู่ในมุมเดิมของห้องทำงาน จ้องมองไปยังเศษผงสีฟ้าละเอียดที่เขาเก็บรวบรวมไว้ในขวดแก้วเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันคือสิ่งที่เหลืออยู่จากคริสตัลเสียง เป็สิ่งเตือนใจถึงลูน่า ถึงบทเพลงสุดท้ายของเธอ และถึงความเ็ปที่ไม่มีวันจางหายไปจากใจ
“ลูน่า...” เอเดนพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความเศร้าที่กัดกิน
“ทำไมคุณถึงทิ้งผมไปแบบนี้... ทำไมผมถึงช่วยคุณไม่ได้”
ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจของเขาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไป
เขามองเห็นตัวเองเป็คนไร้ค่า เป็คนที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากยืนมองคนที่เขารักจากไป ความคิดมืดบอดเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจที่อ่อนล้าของเขา เขาเริ่มคิดว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นไร้ความหมาย ไร้จุดประสงค์ และ เต็มไปด้วยความเ็ปที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ในขณะเดียวกัน เมโลดี้ น้องสาวของลูน่า และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเอเดน เธอสังเกตเห็นว่าร้านซ่อมเครื่องดนตรีของเขาเงียบผิดปกติ แสงไฟในร้านมักจะดับมืดั้แ่หัวค่ำ และเธอไม่เคยเห็นเอเดนออกมาจากร้านเลยใน่หลายวันที่ผ่านมา ความรู้สึกเป็ห่วงเริ่ม
ก่อตัวขึ้นในใจของเธออย่างรุนแรง
เมโลดี้รู้สึกเป็ห่วงเอเดนมาก เธอรู้ว่าเอเดนต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ และ เธอเองก็เข้าใจความเ็ปนั้นดี เพราะเธอเองก็สูญเสียพี่สาวที่เธอรักมากที่สุดไปเช่นกัน แต่ในฐานะจิตแพทย์ เธอรู้ว่าการจมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกนานเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง
และอาจนำไปสู่ความคิดที่อันตรายได้
ในบ่ายวันหนึ่งที่แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมา เมโลดี้ตัดสินใจที่จะเข้าไปหาเอเดนที่ร้าน เธอเคาะประตูเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เธอพยายามเปิดประตู แต่ก็พบว่ามันไม่ได้ล็อก เธอจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปในร้านอย่างช้าๆ
บรรยากาศภายในร้านมืดสลัวและเงียบสงัด มีเพียงแสงสลัวๆ จากหน้าต่างที่ส่องเข้ามา เมโลดี้ก้าวเข้าไปลึกขึ้น แล้วสายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่ร่างของเอเดนที่กำลังนั่งอยู่บนพื้นห้องทำงานอันมืดมิด มือของเขากำลังถือบางสิ่งบางอย่างที่ส่องประกายวาววับในมือ
หัวใจของเมโลดี้หล่นวูบ เธอรู้ทันทีว่าสิ่งที่เอเดนกำลังถืออยู่นั้นคืออะไร และเขากำลังคิดจะทำอะไร
“เอเดน!” เมโลดี้กรีดร้องสุดเสียง เธอพุ่งตัวเข้าไปหาเอเดนอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
เอเดนสะดุ้งสุดตัว เขาเงยหน้าขึ้นมองเมโลดี้ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใ และ ความว่างเปล่า มือของเขากำลังจะยกสิ่งที่อยู่ในมือขึ้น...
เมโลดี้คว้าข้อมือของเอเดนไว้แน่น เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อดึงสิ่งที่อยู่ในมือของเขาออกไป มันคือมีดแกะสลักที่คมกริบ มีดที่เอเดนใช้ซ่อมเครื่องดนตรีมาตลอดชีวิต บัดนี้มันกำลังจะกลายเป็เครื่องมือที่ทำลายชีวิตของเขาเอง
“คุณจะทำอะไรคะเอเดน!” เมโลดี้พูดเสียงสั่น น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่หยุดยั้ง ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันทีด้วยความใและความกลัว
เอเดนมองเมโลดี้ด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและสับสน เขาพยายามดึงมือกลับ แต่เมโลดี้ก็จับไว้แน่นกว่าเดิม
“ปล่อยผมไปเมโลดี้... ผมไม่อยากอยู่แล้ว” เอเดนพูดเสียงแหบพร่า น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเ็ปและความสิ้นหวัง
“ไม่!” เมโลดี้ตอบเสียงแข็ง
“ฉันไม่ปล่อยคุณไปไหนทั้งนั้น! คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะเอเดน! คุณจะทิ้งฉันไปไม่ได้!”
เมโลดี้โยนมีดแกะสลักทิ้งไปไกลๆ แล้วโอบกอดเอเดนไว้แน่น เธอซบหน้าลงกับไหล่ของเขา ปล่อยให้เสียงสะอื้นไห้ที่เก็บกดไว้มานานะเิออกมาอย่างรุนแรง
“คุณยังมีฉันอยู่นะเอเดน... คุณยังมีฉันอยู่” เมโลดี้กระซิบข้างหูเขา
“ฉันจะไม่ยอมให้คุณจากไปไหนทั้งนั้น”
เอเดนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเมโลดี้ ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความเ็ป ความสิ้นหวัง และความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเมโลดี้ ทำให้เขาสับสนไปหมด
หลังจากที่เอเดนสงบลง เอโลดี้ก็คลายอ้อมกอดของเธอออกช้าๆ เธอมองใบหน้าของเอเดนที่ซีดเผือด ดวงตาของเขาแดงก่ำและบวมช้ำจากการร้องไห้
“คุณเอเดนคะ” เมโลดี้พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น “ฉันรู้ว่าคุณกำลังเ็ปมาก... แต่คุณไม่ควรจะทำแบบนี้เลยนะคะ”
เอเดนไม่ตอบ เขาหลบสายตาไปทางอื่น
“ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดีค่ะ” เมโลดี้กล่าวต่อ
“ฉันเองก็สูญเสียพี่สาวที่ฉันรักมากที่สุดไปเหมือนกัน... ฉันรู้ว่ามันเ็ปแค่ไหน”
เธออธิบายถึงความสำคัญของการเยียวยาจิตใจ การยอมรับความรู้สึก และการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เธอเสนอที่จะให้คำปรึกษาแก่เอเดนในฐานะจิตแพทย์ เพื่อช่วยให้เขาผ่านพ้น่เวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
“คุณ้าความช่วยเหลือนะคะเอเดน” เมโลดี้กล่าว
“และฉันพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
เอเดนเงยหน้าขึ้นมองเมโลดี้ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเ็ป ความสิ้นหวัง และความหวังเล็กๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตใจที่มืดมิดของเขา เขาเห็นความห่วงใย ความเข้าใจ และความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าของเมโลดี้
“ผม... ผมจะลองดูครับ” เอเดนตอบเสียงแ่เบา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
“ผม... ผมไม่อยากรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว”
เมโลดี้ยิ้มอ่อนโยน “ดีเลยค่ะคุณเอเดน เราจะเริ่มต้นกันในวันพรุ่งนี้นะคะ”
เธอช่วยพยุงเอเดนให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วพาเขาไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เขาเคยนั่งทำงาน เธอเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กๆ มาชุบน้ำอุ่น แล้วนำมาเช็ดใบหน้าของเอเดนอย่างแ่เบา
“คุณควรจะพักผ่อนบ้างนะคะเอเดน” เมโลดี้กล่าว
“คุณดูเหนื่อยมากเลยค่ะ”
เอเดนพยักหน้า เขาหลับตาลง ปล่อยให้ความอบอุ่นจากผ้าขนหนูและััที่อ่อนโยนของเมโลดี้ปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้าของเขา
หลังจากนั้น เมโลดี้ก็อยู่พูดคุยกับเอเดนอีกพักใหญ่ เธอไม่ได้บังคับให้เขาพูดอะไรมากนัก เพียงแค่รับฟังสิ่งที่เขา้าจะบอก และให้กำลังใจเขาเสมอ เธออยู่กับเขาจนกระทั่งแน่ใจว่าเขาปลอดภัยดี ก่อนจะลากลับไป
เมื่อเมโลดี้กลับไปแล้ว ความเงียบก็เข้าปกคลุมร้านซ่อมเครื่องดนตรีอีกครั้ง แต่คราวนี้ความเงียบนั้นไม่ได้หนักอึ้งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มันกลับเต็มไปด้วยความหวังเล็กๆ ความหวังที่จะได้เริ่มต้นใหม่ ความหวังที่จะได้เยียวยาจิตใจที่แตกสลาย และ
ความหวังที่จะได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เอเดนมองไปยังขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุเศษผงสีฟ้าจากคริสตัลเสียงไว้บนโต๊ะทำงานของเขา มันยังคงเป็สิ่งเตือนใจถึงลูน่า แต่ตอนนี้มันไม่ได้นำมาซึ่งความเศร้าเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่มันกลับเป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ สัญลักษณ์ของการเยียวยา และสัญลักษณ์ของบทเพลงบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในชีวิตของเขา
Alice คนชอบทะเล