บทที่ 25
หอคอยร้าง
“เราเชื่อใจเขาได้อย่างนั้นรึ!?”
ไป๋หลี่กระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน ท่าทางของโยว่ถิงนั้นไม่น่าไว้วางใจเลยสักนิด เขาดูเป็พวกเ้าเล่ห์เพทุบาย อีกทั้งยังส่งยิ้มพร่ำเพื่อราวกับว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความสุข ทั้งที่สถานการณ์นั้นย่ำแย่เกินกว่าจะมองโลกในแง่ดีได้
“ก็ไม่เชื่อหรอก! แต่หากว่าเกิดเื่ขึ้นมา เ้าต้องพาซูลี่และหย่งฉีหนีไปก่อน ข้าจะคอยขวางเอาไว้”
“พูดบ้าอะไรของเ้า!!!”
“ข้าพูดจริงไป๋หลี่ วิหคเซียนล้วนไม่กล้าต่อกรกับวิหคเทพ”
จิ่วเหรินลอบมองโยว่ถิงที่เดินนำอยู่ ปากของนางก็กระซิบถึงแผนสำรองล่วงหน้า ทว่าการพูดคุยของทั้งสองนั้นทำให้คนด้านหน้าหยุดเดินในทันที ก่อนจะหันมามองอย่างไม่ค่อยพอใจ
“ข้าบอกว่าจะช่วยก็คือช่วย ข้ามีสัจจะพอน่า!”
“...”
“พวกท่านไม่เห็นต้องทำกันถึงเพียงนี้เลย โดยเฉพาะท่าน..แม่นางจิ่วเหริน พวกเรานั้นเป็เผ่าพันธุ์เดียวกันไม่ใช่หรือไง? ท่านดูไม่ออกเชียวหรือว่าข้าจริงใจน่ะ”
โยว่ถิงร่ายยาวเพราะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสักเท่าไรนัก ทั้งที่ก็เป็ผู้ทรงคุณธรรมด้วยกันทั้งนั้น แม้ตัวเขาเองจะอยู่เผ่าฝูถูและรับใช้ประมุขที่ตอนนี้ฝักใฝ่กับปีศาจ แต่นั่นก็เป็เพราะเขาไม่รู้มาก่อนต่างหาก พอเขารู้ก็สามารถแยกแยะดีชั่วได้โดยไม่สนเื่อื่น
“ทำเช่นนี้มิเกรงประมุขเ้าหรืออย่างไร?”
ไป๋หลี่เอ่ยถามเสียงห้วน จะบอกว่านางยังไม่ไว้ใจก็คงไม่แปลก ยิ่งเห็นท่าทีของจิ่วเหรินต่อต้านอย่างหนัก นางก็ยิ่งมั่นใจว่าบุรุษวิหคนี้เป็พวกนิสัยแย่แก้ไม่ได้
“ข้ายอมโดนทำโทษ ดีกว่าต้องทำชั่วอย่างพวกเขา”
“ทำไม?”
“ตอนเด็กข้าลำบากมาก ถูกลอบทำร้ายไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ทว่าข้ารอดมาได้จากการช่วยเหลือของท่านวิหคเทพ ท่านขอแค่ให้ข้าเป็คนดี ประพฤติดี และแยกแยะดีชั่วให้ออก”
“เ้าแน่ใจนะว่ามิได้แต่งเื่ขึ้นมา”
“นิสัยข้าไม่ใช่คนชอบสร้างเื่หลอกใคร”
โยว่ถิงตอบกลับเสียงเรียบ แววตาจริงจังคู่นั้นทำให้ไป๋หลี่ต้องพยักหน้าเป็เชิงยอมรับ ส่วนจิ่วเหรินนั้นเป็ห่วงซือเหยียนที่ตอนนี้ไม่รู้เป็อย่างไร นางภาวนาให้เขามาพบเจอกับนางที่นี่ให้ได้ก็พอ
หนทางในป่านี้อึมครึมชวนผวาอยู่ไม่น้อย เสียงยอดไม้เสียดสีกันเมื่อสายลมพัด ยิ่งเดินต่อไปก็เหมือนว่าจะไม่พบเจอทางออก สุดสายตาด้านหน้าก็ยังเป็ป่าที่หน้าตาเหมือนเดิม
“นี่เ้ากำลังพาเราไปไหนกันแน่?”
“ค่ายกลส่งตัวอยู่ในหอคอยร้างสูงเสียดฟ้า ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา”
“แต่เราเดินมานานพอสมควรแล้วนะ ข้ายังมองไม่เห็นหอคอยหรือเนินเขาเลย มองเห็นแต่ป่าทึบเต็มไปหมด”
“อีกไม่นานก็ถึงแล้ว”
โยว่ถิงพูดพลางเดินนำไปอย่างคล่องแคล่ว เขาชำนาญทางในป่านี้เพราะเคยมาตั้งค่ายกลกับคนในเผ่า หากเหยียบกับดักวงกตที่วางไว้ คนผู้นั้นก็จะหลงอยู่ในนี้ไม่อาจหาทางออกไปได้
“เหตุใดจึงสร้างหอคอยอยู่ห่างไกลเช่นนี้”
“เป็ความประสงค์ของท่านจิ่วหรูเฟิ่ง ท่านเคยใช้ที่แห่งนี้สร้างเคล็ดวิชาโลหิตสีชาดที่หายไปจากดินแดน”
“เดี๋ยวนะ! เคล็ดวิชาหรือ?”
คราวนี้ไป๋หลี่เกิดความสนใจอยากรู้ขึ้นมา เพราะมันคือสิ่งที่นางสัญญากับจิ่วเหรินว่าจะช่วยตามหาให้พบ
“ท่านจิ่วหรูเฟิ่งเป็บุตรของท่านวิหคเทพจิ่วเมิ่งเซี่ย และท่านประมุขหญิงหรูฟางหนิง อ่อ..” พอกล่าวมาถึงตรงนี้โยว่ถิงก็หันมามองจิ่วเหรินอยู่แวบหนึ่ง แล้วหันกลับไปพูดต่อ “ท่านจิ่วหรูเฟิ่งเป็บิดาของแม่นางจิ่วเหริน”
“อันนี้สิที่ข้าสนใจกว่าเื่เคล็ดวิชา บิดาอย่างนั้นหรือจิ่วเหริน!” ไป๋หลี่อดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อรู้ว่าสหายได้พบเจอกับครอบครัว ซึ่งนางก็หวังมาตลอดที่จะเห็นจิ่วเหรินมีความสุขกับครอบครัว
“ข้าเองก็ไม่รู้หรอก แต่ประมุขเผ่าฝูถูเป็คนบอกข้า”
“แล้วบิดาเ้าอยู่ที่ใดตอนนี้”
จิ่วเหรินส่ายหน้าเป็เชิงตอบว่าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่เสียงโยว่ถิงก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านจิ่วหรูเฟิ่งหายไปจากดินแดนนี้นานมากแล้ว หายไปพร้อมกับเคล็ดวิชาที่ท่านสร้าง อีกทั้งท่านยังหนีงานเสกสมรสที่เป็พันธะสัญญาของ์กับเผ่าฝูถูอีกด้วย”
“น..หนีงานแต่งหรือ?”
“ลือกันว่าท่านจิ่วหรูเฟิ่งรักกับสตรีเซียนเทพที่บำเพ็ญอยู่ในป่า นางผู้นั้นเป็เ้าของหัวใจของท่าน แต่พันธะสัญญาของ์นั้นคือท่านจิ่วหรูเฟิ่งต้องเสกสมรสกับเทวีนิ่งหลางอี้ ที่เป็หลานสาวขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้”
“แบบนั้นมารดาของข้าก็คงเป็สตรีเซียนเทพ”
“ข้าว่าเื่นี้มันก็แปลกอยู่ไม่น้อย เ้ามีสายเืของบิดาเต็มตัว หนำซ้ำยังมีพลังเทพบริสุทธิ์ ไม่แน่ว่าเ้าอาจเป็ลูกของเทวีก็ได้”
“แต่ข้าว่าไม่..” โยว่ถิงส่ายหน้ายืนกรานว่ามันเป็ไปไม่ได้เลย “ท่านจิ่วหรูเฟิ่งยังไม่เคยพบเทวีด้วยซ้ำ แล้วยังหนีงานเสกสมรสอีก ข้าฟังจากผู้อื่นเล่าต่างก็บอกว่า์ปั่นป่วนไม่น้อย”
“แล้วหลังจากนั้นเล่า?”
“ท่านจิ่วหรูเฟิ่งหายไปจากดินแดนอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหายไปในอากาศ ท่านวิหคเทพรอนแรมออกตามหาผู้เป็บุตรชายก็คว้ากลับมาแต่ความว่างเปล่า”
“อ้าว.. สตรีเซียนผู้นั้นด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว แม้แต่คนรักของท่านจิ่วหรูเฟิ่งก็หายตัวไปเช่นกัน ท่านวิหคเทพตรอมใจและไม่ยอมกลับมาที่นี่อีก”
“เหตุใดจึงน่าเศร้าถึงเพียงนี้”
ไป๋หลี่รู้สึกสงสารสหายที่นางไม่เคยพบเจอความสุขเลย ต้องถูกพลัดพรากจากสิ่งที่รัก นางกลายเป็คนที่ต้องมีชีวิตโดดเดี่ยวลำพัง หรือแม้ครั้งนี้ที่ล่วงรู้แล้วว่าบิดาอยู่ที่ใด ก็ยังไม่มีโอกาสได้พบเจออีก
“ช่างเื่ของข้าไปก่อนเถอะ ท่านปู่บอกว่าอย่าไปใส่ใจกับอดีตมากนัก”
จิ่วเหรินตัดบทชีวิตอันน่าหดหู่ของตนเองทิ้ง ก่อนที่จะมีใครได้เอ่ยเล่าเอ่ยถามกันอีก โยว่ถิงหันมาบอกว่าด้านหน้านั่นคือหอคอยร้างสูงเสียดฟ้า ส่วนค่ายกลส่งตัวอยู่ด้านล่างของหอคอย
ไป๋หลี่ชักดาบออกและเตรียมที่จะเดินเข้าไปด้านใน ส่วนจิ่วเหรินนั้นยังลังเลเพราะเป็ห่วงซือเหยียน ราวกับโยว่ถิงจะล่วงรู้ความคิดของจิ่วเหริน เขาก็เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ที่นี่ปีศาจจะเข้ามาไม่ได้”
“!!!”
“หะ! หมายความอย่างไร?”
เห็นสีหน้าที่เริ่มไม่พอใจของจิ่วเหริน ก็คิดว่าตนต้องรีบอธิบายเื่ราวเสียก่อนที่จะเลยเถิด
“พลังที่แผ่ซ่านออกมานั้นคอยคุ้มกันค่ายกล เมื่อปีศาจเฉียดใกล้ก็จะเ็ปเจียนตาย อีกทั้งค่ายกลนี้ยังทำงานเป็เวลา พวกท่านต้องรอเวลาที่เหมาะสมก่อนจึงจะกลับไปได้”
“ว่ายังไงนะ!”
“มันก็ไม่ได้รอถึงร้อยปี หรือสามเดือนหรอก แค่รอให้แสงจากดาวเหนือส่องลงมาที่ค่ายกลก็พอ เมื่อถึงเวลานั้นพวกท่านก็ไปยืนบนค่ายกลส่งตัว ก็จะได้ออกจากดินแดนนี้”
“เหตุใดจึงไม่บอกแต่แรกว่าปีศาจใช้ที่นี่ไม่ได้”
“ก็ท่านไม่ถาม”
“อ่อ..” จิ่วเหรินกอดอกมองอีกฝ่ายอย่างเอาเื่ “หากส่งกลับไปด้านนอกง่ายได้เพียงนี้ เหตุใดจึงต้องประวิงเวลายื้อข้ากับซือเหยียนเอาไว้”
โยว่ถิงส่งยิ้มแหยพลางเกาหัวแกรก ด้วยไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรกับคำถามนี้ เขาเลือกที่จะตอบตามความจริงอย่างไม่คิดปิดบัง
“พวกเขาอยากพิสูจน์ท่านกับปีศาจตนนั้นว่าเป็สามีภรรยากันจริง แล้วก็อยากพิสูจน์สายเืกำเนิดของท่าน ก่อนที่ประมุขเถียนโจวจะวางแผนให้ท่านเสกสมรสกับเซิ่นหลางจวิ้น”
“สามีภรรยา? อะไรกันจิ่วเหริน คงไม่ใช่หรอกใช่ไหม?”
ไป๋หลี่หันมาซักถามสหายของตนเอง หลังจากที่ได้ยินบุรุษวิหคผู้นี้บอกเล่าเื่จิ่วเหรินกับซือเหยียน
“ข้ารักซือเหยียนน่ะเื่จริง แต่เื่สามีภรรยาก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
“แล้วที่พวกท่านโอบเอว นอนอยู่บนเตียง –”
“นี่!”
โยว่ถิงหุบปากทันทีที่เมื่อจิ่วเหรินส่งสายตาพิฆาตมา ส่วนไป๋หลี่นั้นเก็บดาบคืนฝักอย่างรวดเร็ว นาง้าความจริงเกี่ยวกับเื่ของสหายและซือเหยียน แน่นอนว่าจิ่วเหรินนั้นโกหกไม่เก่ง เม็ดเหงื่อที่ซึมออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อยนั้น คงเป็จริงอย่างที่เ้านกนั่นกล่าวมา
“ไม่มีอะไรเลยไป๋หลี่”
“เ้าโกหกข้าไม่ได้หรอกจิ่วเหริน เหตุใดจึงทำตัวเยี่ยงนี้เล่า”
ไป๋หลี่ลากสหายของตนที่ยืนนิ่งให้เข้าไปด้านในหอคอยร้าง และกำชับให้เ้านกปากสว่างดูต้นทางเอาไว้
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด