ตามปกติแล้วโอต้องกลับรถสาธารณะต่อรถเมล์สองต่อและนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าปากซอยเข้าบ้านจึงมักจะถึงบ้านทีหลังอันนาที่มารถโรงเรียนเสมอ
ที่จริงบ้านของอันนามีลูกจ้างที่พ่อแม่จ้างไว้สองสามคนที่พร้อมจะไปรับ-ส่งเด็กทั้งสองคนที่โรงเรียนได้ทุกวันแต่พ่อกับแม่อยากให้ลูกๆ ได้มีโอกาสฝึกรับผิดชอบตนเองจึงให้หัดเดินทางเองเหมือนเด็กๆ ส่วนใหญ่
“เล่นด้วยกันป่าว อันนา” เด็กหนุ่มร้องถามพลางะโชู๊ตลูกบาสเกตบอลลงห่วงลูกบอลลอยขึ้นกระแทกแป้นบาสแล้วหล่นลงพื้นดังตุบ กระเด็นมาทางที่อันนายืนอยู่
เด็กสาวรับลูกบอลอย่างคล่องแคล่วแล้วโยนกลับไปให้พี่ชายพลางส่ายหน้า “ไม่เอาดีกว่า วันนี้การบ้านอันนาเยอะเลย เออพี่โอเดี๋ยวทุ่มนึงราณีจะมานะพวกเราจะขอยืมดูอนิเมชั่นที่พี่โอเช่ามาเมื่อวานด้วยได้ไหม”
“อ๋อ เื่เมื่อวานพี่ดูจบหมดแล้วละอันนาเอาไปดูกับราณีที่ห้องก็ได้นะกว่าจะครบกำหนดคืนตั้งอาทิตย์หน้าแน่ะ”
เด็กสาวพยักหน้าแล้วเดินเข้าตัวบ้านบ้านของอันนาเป็บ้านสมัยใหม่โทนสีขาว-เขียวตกแต่งด้วยบานกระจกขนาดใหญ่เกือบรอบตัวบ้านแต่มีม่านหนาใหญ่ทำงานด้วยรีโมทคอนโทรลคอยป้องกันแสงและความร้อน สูงสองชั้นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ด้านหลังมีสระว่ายน้ำเล็กๆ รูปวงรีสำหรับครอบครัวและเพื่อนสนิท
ข้างตัวบ้านมีสวนเล็กๆจัดตกแต่งสวยงาม มีม้านั่งกลางสวนและไม้ประดับสูงๆ พอให้ร่มเงา ส่วนด้านหน้าบริเวณที่จอดรถถูกเด็กๆยึดเป็ลานสำหรับเล่นกีฬา มีแป้นบาสเกตบอลและอุปกรณ์กีฬาหลายชนิด
“กลับมาแล้วเหรออันนา” เสียงแม่ร้องทักดังออกมาจากในครัว “หิวหรือเปล่าแม่ทำเค้กเนยไว้เมื่อตอนบ่ายอยู่บนโต๊ะแน่ะ กินรองท้องไปก่อนนะจ๊ะกับข้าวต้องรออีกหน่อยนะลูก”
อันนาถอดรองเท้านักเรียนใส่ตู้เก็บรองเท้าอย่างเรียบร้อย “ไม่เป็ไรค่ะแม่ หนูจะรอกินข้าวพร้อมราณีค่ะแม่กับพี่โอกินก่อนได้เลยนะคะ”
“งั้นเหรอ ราณีจะมาเหรอจ๊ะ ดีจังวันนี้พ่อเราก็คงถึงบ้านค่ำเหมือนกัน เดี๋ยวรอกินข้าวพร้อมกันทุกคนเลยแล้วกันนะดีไหม”
“ค่ะแม่” เด็กสาวรับคำแล้วเดินขึ้นบันไดหินอ่อนสีขาวที่โค้งวนขึ้นไป้าไปสู่ห้องนอนของเธอเอง เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บกระเป๋านักเรียนแล้วเตรียมการบ้านลงมาที่โต๊ะในห้องรับแขกด้านล่าง
แล้วอันนาก็นั่งทำการบ้านรอเพื่อนไปเรื่อยๆบางทีก็พักสายตาดูทีวีบ้าง จนพ่อกลับจากทำงาน ราณีก็ยังไม่มา
เด็กสาวร่างสูงมองนาฬิกาด้วยความกระวนกระวาย เกือบจะทุ่มครึ่งแล้วทำไมราณียังไม่มานะ มีอะไรหรือเปล่าสมาชิกในบ้านของเธอเริ่มจัดโต๊ะอาหารมื้อค่ำแล้วแถมพี่โอก็แกล้งร้องโอดโอยว่าหิวไส้จะขาด
“แม่ว่า ราณีคงกินข้าวที่บ้านไปแล้วละจ้ะ เรากินกันก่อนดีไหม”แม่ถามขึ้น
อันนาลุกขึ้นทันที “เดี๋ยวหนูโทรตามราณีเองค่ะทุกคนรอแป๊บนึงนะคะ” เด็กสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาราณี แต่ยังไม่ทันจะรับสายก็ได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้น
“นั่นไงคะ มาแล้ว” เด็กสาวรีบวิ่งออกไปที่หน้าบ้านเปิดประตูให้เพื่อนที่กำลังยืนรออยู่
ราณียืนก้มหน้าอยู่หน้าบ้าน ยังไม่เดินเข้ามาทีเดียว “ขอโทษนะอันนา ฉันมาช้าไปหน่อย”
อันนารีบดึงแขนเพื่อนเข้ามาในตัวบ้านแต่แล้วเธอก็เห็นว่าเพราะอะไรราณีจึงต้องยืนก้มหน้าใบหน้าของราณีมีรอยช้ำเป็วงสีเขียวใหญ่บริเวณแก้ม
“อุ๊ย ราณี แก้มเธอไปโดนอะไรมาน่ะ เจ็บมากไหม”
ราณีรีบยกมือขึ้นปิดแก้ม “ไม่มีอะไรอันนา ฉันกินข้าวมาแล้วขอขึ้นไปทำการบ้านบนห้องเธอเลยได้ไหม”
“อันนา ราณีมาแล้วก็ชวนมากินข้าวด้วยกันเลยสิลูก” เสียงแม่ของอันนาร้องเรียกดังมาจากในครัว
เด็กสาวมองแก้มที่มีมือปิดอยู่ของราณีเด็กทั้งสองสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วอันนาก็เข้าใจทันที “แม่คะ พ่อแม่กับพี่โอกินข้าวกันไปก่อนเลยค่ะเดี๋ยวหนูมากินทีหลัง ขอตัวรีบไปทำการบ้านก่อนนะคะ”
ว่าแล้วเธอก็รีบดึงแขนอันนาขึ้นไปบนห้องส่วนตัวของเธอโดยไม่สนใจเสียงร้องเรียกของแม่อีก “เดี๋ยวสิอันนา กินข้าวกันก่อนสิลูก”
เมื่อถึงบนห้องของอันนา ราณีก็นั่งลงก้มหน้า น้ำตาร่วงเผาะๆเป็เม็ดใส อันนาหยิบทิชชูยื่นให้ใจคอไม่ดีที่เห็นคนเข้มแข็งอย่างราณีนั่งร้องไห้แบบนี้
“ราณี แก้มเธอไปโดนอะไรมา ทะเลาะกับใครเหรอหรือว่าที่บ้านเธอมีเื่อะไรหรือเปล่า เล่าให้เราฟังได้นะ” อันนาว่าคราวนี้คงเป็ตาเธอบ้างที่จะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของเพื่อนรัก
เด็กสาวร่างเล็กส่ายหน้า แต่ยังคงไม่พูดอะไรเสมองไปทางอื่นเหมือนไม่้าพูดถึง
“ไม่เป็ไรนะราณี” อันนาโอบไหล่เพื่อนแล้วพูด“ถ้าเธอไม่สะดวกใจจะเล่าฉันก็ไม่ว่าอะไร เอาไว้ถ้าอยากเล่าเมื่อไหร่ค่อยเล่าก็ได้ตอนนี้เรามาดูหนังกันดีไหม”
ว่าแล้วเธอก็ลุกไปเปิดหนังอนิเมชั่นเื่ล่าสุดที่พวกเธอชอบเด็กสาวร่างสูงหวังว่าหนังจะช่วยทำให้เพื่อนหายเครียดได้บ้าง
เด็กสาวทั้งสองนั่งดูหนังด้วยกันในความเงียบเพราะราณีไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลยอันนารู้สึกได้ถึงลางไม่ดีบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิตเพื่อน เธออยากช่วยแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง
เมื่อหนังจบราณีก็ดูเหมือนจะกลับมาเป็คนเดิมอีกครั้งเด็กสาวทั้งสองลงมารับประทานอาหารและช่วยกันทำการบ้านอย่างสนุกสนานจนอันนาแทบจะลืมเื่รอยแผลบนแก้มของเพื่อนไปเลย
หลังจากทำการบ้านเสร็จเด็กสาวผมดำร่างเล็กเดินไปที่ม่านระเบียงห้องของเพื่อน แง้มดูด้านนอนแล้วว่า “คืนนี้เป็คือวันเพ็ญละอันนา เธอรู้ไหมเมื่อตะกี๊นี้ตอนที่ฉันเดินมาบ้านเธอ ฉันเห็นพระจันทร์เต็มดวง สวยมากเลยทรงกลดสีทองด้วยนะ”
อันนาเดินตามมาที่หน้าผ้าม่านผืนใหญ่กดรีโมทเปิดม่านให้กว้างสุดจนมองออกไปเห็นด้านนอกถนัด แต่ก็ยังมองไม่เห็นพระจันทร์“งั้นคืนนี้ก็เป็คืนวันพระสินะ”
เด็กสาวพยายามมองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ตรงนี้ยังไงก็ไม่เห็น คงต้องออกไปที่ระเบียง”อันนาว่าแล้วก็เดินไปหยิบรองเท้าแตะสำหรับใส่เดินในบ้านมาสองคู่ยื่นให้ราณีคู่หนึ่งแล้วเปิดประตูกระจกใส พากันเดินออกไปข้างนอกระเบียง
ระเบียงห้องของอันนา ยื่นออกไปกว้างราวสามเมตรมีชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ยางพาราสีเขียวสดวางอยู่ใกล้กระถางดอกบานไม่รู้โรยสารพัดสีพื้นระเบียงเป็กระเบื้องสีฟ้าลายก้อนเมฆ
ในวันหยุด อันนาและราณีชอบมานั่งเล่นกินของว่างกันที่ระเบียงนี้นั่งกันที่โต๊ะบ้าง ปูเสื่อนอนอ่านหนังสือฟังเพลงเล่นกันบ้างเพราะ่บ่ายเงาของตัวบ้านจะบังส่วนนี้พอดีอากาศก็ปลอดโปร่งเย็นสบายเพราะมีต้นมะปรางและมะม่วงสูงครึ้มอยู่ใกล้ๆ
เด็กสาวพากันเดินไปจนสูดระเบียงแล้วชะโงกมองออกไปบนฟ้ามองหาพระจันทร์
“นั่นไงๆ สวยจริงๆ ด้วยราณีเดี๋ยวนะเดี๋ยวฉันไปเอามือถือมาถ่ายรูปก่อน” อันนารีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อถ่ายรูปพระจันทร์เด็กสาวถ่ายรูปพระจันทร์ได้หลายรูปแล้วรีบอัพขึ้นเฟสบุ๊คและได้ถ่ายรูปคู่เล่นกันอีกหลายรูป
ราณียืนมองพระจันทร์พลางยิ้มเศร้าๆ จนอันนาสังเกตได้ “โลกนี้ก็ยังมีอะไรที่สวยงามอยู่อีกเยอะนะอันนาบางทีฉันอาจจะต้องเข้มแข็งให้มากพอจะมองโลกให้มันน่าอยู่กว่านี้หน่อย”
เด็กสาวผมสีน้ำตาลกุมมือเพื่อนไว้แน่น “ราณีอย่างเธอน่ะถ้าไม่เรียกว่าเข้มแข็งก็ไม่รู้จะเรียกว่ายังไงแล้วไอ้ที่อ่อนแอน่ะต้องอย่างฉันต่างหาก แต่คนเรามันก็ต้องมีมุมเศร้ากันบ้างฉันเข้าใจ”
พระจันทร์เต็มดวงทรงกลดสีทองสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าอันนาเดินไปปิดไฟในห้อง ความมืดยิ่งขับแสงจันทร์ให้ดูสวยสว่างมากขึ้นไปอีก
“ดูสิ จริงๆ แล้วแสงพระจันทร์เวลาเต็มดวงนี่สว่างมากเลยนะสว่างจนฉันเห็นลายมือตัวเองเลย”
ราณีหัวเราะออกมาจนได้ “เพิ่งรู้หรือไงยัยบ๊อง เธอน่ะอยู่กับพวกเครื่องอำนวยความสะดวกมากไปจนไม่เคยออกมาดูพระจันทร์เพ็ญเลยหรือไง”
อันนาหัวเราะด้วย “ก็แหมฉันไม่ใช่สาวโรแมนติกอย่างเธอนี่นา”
เด็กสาวผมดำยังคงมองขึ้นไปบนฟ้า “อย่างที่เธอว่า คืนนี้เป็คืนวันพระสินะ...ฉันกับแม่ไม่ได้ไปทำบุญด้วยกันมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้”
อันนาพยักหน้า “นั่นน่ะสิพักนี้ดูบ้านเธอยุ่งๆ นะ แม่พวกเราไม่ได้ไปทำบุญที่วัดด้วยกันนานแล้วอาทิตย์นี้สิราณี เดี๋ยวฉันจะบอกแม่ให้เธอก็ชวนแม่เธอพวกเราไปทำบุญด้วยกันอีกเหมือนเมื่อก่อนดีไหม”
ราณียิ้มเศร้าๆ อีกแล้ว “ไม่รู้จะมีโอกาสอย่างนั้นอีกไหมนะอันนาบ้านฉันน่ะคงต้องรอให้ผ่านเื่ยุ่งๆ ไปก่อนน่ะ จริงๆมันก็ไม่ได้เป็ความลับอะไรหรอก แต่เอาไว้เื่คลี่คลายฉันจะเล่าเธอฟังอีกที”
“จำได้ไหมอันนา เมื่อตอนเด็กๆเราเคยอธิษฐานกับพระจันทร์วันเพ็ญร่วมกันครั้งนึงนะ” ราณีเปรยขึ้นดวงตายังคงจับจ้องดวงจันทร์เปล่งปลั่งแวววาวบนฟ้า
อันนาพยักหน้า “จำได้สิตอนนั้นเราอยู่สักปอสามมั้ง วันที่ฉันถูกพวกเด็กโข่งแกล้งเอาประทัดโยนใส่เธอคว้าไม้ไล่ฟาดพวกนั้นจนวิ่งหนีกระเจิงไปเลย”
ทั้งคู่หัวเราะเหตุการณ์นั้นทำให้ทังสองยิ่งสนิทสนมและไว้วางใจกันมากขึ้น
“คืนนั้น เธอมานอนบ้านฉัน” อันนาว่า “เราอธิษฐานว่าขอให้เราเกิดมาเป็เพื่อนรักกันอย่างนี้ทุกชาติไป เป็เพื่อนกันตลอดไป”
ราณียิ้มอย่างพึงพอใจ “จริงๆ นะอันนา แม้จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังอยากจะขออย่างนั้นเธอเป็เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย เป็เพื่อนแท้เพื่อนตาย”
เด็กสาวทั้งสองยืนชมแสงจันทร์อยู่อีกครู่หนึ่ง ราณีก็ถอนหายใจยาว “ฉันคงต้องกลับก่อนละอันนาดึกแล้วเดี๋ยวแม่เป็ห่วง”
“จ้ะ เดี๋ยวฉันให้พี่เย็นไปส่งนะ” อันนาพูดถึงคนดูแลบ้านคนหนึ่งที่คอยดูแลเธออยู่เป็ประจำ
แต่ราณีส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่เป็ไร บ้านฉันใกล้ๆ แค่นี้เอง พี่เย็นน่ะให้อยู่เป็เพื่อนเธอจะดีกว่านะ”เธอพูดพลางหัวเราะ
เด็กสาวร่างสูงทำท่างงๆ “ให้อยู่เป็เพื่อนฉัน อยู่ทำไม ?”
ราณีหัวเราะเสียงดัง “ก็เธอบอกเองว่าคืนนี้วันพระ แล้วคืนวันพระน่ะ ผีดุนะจะบอกห้ายยยย”