ดินแดนเผ่าวิหค ดินแดนที่อยู่ด้านทิศเหนือของป่าเทียนสุ่ยกั้นด้วยเทือกเขาสีเขียวโอบโค้งคล้ายเกือกม้า เป็ที่ตั้งของชุมชนเผ่าวิหคที่มักจะปลูกสร้างบ้านเรือนไว้บนต้นไม้ใหญ่ซึ่งบริเวณใกล้ๆ กับเทือกเขาจะเป็ที่ประทับของประมุขน้อยเผ่าวิหค ด้านหน้ามีลานชุมนุมกว้างสำหรับหารือเวลามีเื่สำคัญภายในเผ่าด้านหลังติดกับูเาเป็คุกใต้ดินสำหรับกุมขังนักโทษ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ใช้กุมขังภูตน้อยจากสำนักเซียนนามว่าเยว่ซิน
ณ ตำหนักจูเชว่ ตำหนักที่สร้างจากไม้และเถาวัลย์บนต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุกว่าหมื่นปีอี้ฉางเฟิงนั่งดื่มชาอยู่บนโต๊ะนอกระเบียงไม้ โดยมีปีศาจปักษารัตติกาลยืนเยื้องไปทางด้านข้างปีศาจนกผู้มีใบหน้าสะอาดสะอ้านกำลังรายงานความคืบหน้าเื่ของเยว่ซิน ตามที่คนเป็นายสั่งให้ไปเป็ธุระบัดนี้เขาได้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ติดก็ตรงข้อสงสัยที่ว่าเหตุใดท่านประมุขถึงยอมให้นางพักยังเรือนเฟิ่งหย่าซึ่งอยู่ใกล้กับเรือนเฟิ่งิที่ใช้เป็ที่พำนักหลัก
“เหตุใดถึงไม่ให้นางพักอยู่เรือนรับรองของเผ่าวิหคขอรับให้นางอยู่ใกล้เรือนเฟิ่งิเช่นนั้นหากว่านางคิดร้ายหมายชีวิตท่านขึ้นมาจะทำเช่นไร?”
ทันทีที่เฟยฉีเอ่ยปากถาม อี้ฉางเฟิงก็วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ“ก็ต้องดูว่านางมีความสามารถหรือไม่ ยิ่งนางอันตรายยิ่งต้องเก็บไว้ใกล้ตัว...อีกอย่างข้าก็มีเ้าไม่ใช่หรือ ถ้าปล่อยให้นางทำสำเร็จเช่นนั้นข้าจะมีเ้าไว้ทำไมอีก” เขาปรายตามองอย่างตำหนิเห็นปีศาจปักษาหนุ่มยิ้มแหยเล็กน้อย “ข้าต้องหาคำตอบเื่พลังลึกลับนั่นให้ได้”เขายังติดใจเื่ที่ถูกกระชากิญญา ที่ยอมให้นางอยู่ใกล้ก็เพื่อจะสืบหาเื่นี้
“เช่นนั้นท่านมีแผนการแล้วหรือขอรับ?”
ผู้เป็นายส่ายหน้า ปกติเขาไม่สันทัดในการใช้กลอุบายกับอิสตรีขนาดที่นางล่วงเกินเขาเมื่อวานนี้เขายังคิดแต่จะสังหารนางให้ตาย “ยังไม่มี กลัวแต่ถ้านางยุ่มย่ามมากนักข้าจะพลั้งมือฆ่านางเท่านั้นเอง”
“ไม่ได้นะขอรับ เช่นนั้นท่านจะไม่รู้จุดประสงค์ของนางอีกทั้งเื่พลังนั่นด้วย ที่สำคัญ หากนางเป็ศิษย์สำนักเซียนจริงเกรงว่าจะมีปัญหาได้นะขอรับ” เฟยฉีทัก ถึงจะไม่ชอบที่นางมาล่วงเกินประมุขน้อยแต่ก็ไม่ถึงขั้น้าให้นางถูกสังหาร
“ข้ารู้ ก็ถ้านางไม่กระทำตนเช่นวันนั้นข้าก็คงจะปรานีนางอยู่”
ปีศาจปักษาหนุ่มพยักพเยิดหน้าอย่างเข้าใจ“วันนั้นนางก็ทำเกินไปจริงๆ แต่ก็ถือว่าประมุขน้อยปรานีต่อนางมากแล้วนะขอรับ มีอย่างที่ไหนมาเปลื้องผ้าท่านในที่สาธารณะต่อหน้าบรรดาปีศาจนับร้อยๆ ช่างกล้าหาญไม่รู้จักความตายยิ่งนัก”
ยิ่งเฟยฉีพูดก็ยิ่งเหมือนตอกย้ำให้รู้สึกอับอาย
“ไร้ยางอายสิไม่ว่า...เ้าเองก็พอได้แล้ว”เขาตำหนิ ก่อนจะพุ่งเป้าเอาผิดผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็องครักษ์ประจำกาย “แล้ววันนั้นเ้ามัวแต่ทำอะไรอยู่เหตุใดปล่อยให้เกิดเื่เช่นนั้นกับข้า?” ด้วยความไวระดับปีศาจปักษารัตติกาลมีหรือที่จะพุ่งเข้ามาห้ามไม่ทันหากอีกฝ่ายกลับตอบอย่างสัตย์จริงว่า
“ตอนนั้นข้าน้อยก็มัวแต่อึ้งอยู่ขอรับ”
อี้ฉางเฟิงเหลือบตามองอย่างคาดโทษ “น่าขายหน้านัก”
“ข้าน้อยผิดไปแล้วข้าน้อยยินดีให้ท่านประมุขลงโทษขอรับ” ปีศาจปักษาหนุ่มขอรับผิดอย่างไม่บ่ายเบี่ยง
อี้ฉางเฟิงถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น “ช่างเถอะอย่างไรเสียเวลานี้นางก็อยู่ในกำมือข้าแล้ว ส่วนเ้า ข้าให้เวลาเจ็ดวัน หาทางไปสืบเื่ของนางมาที่นางบอกว่านางเป็ศิษย์สำนักเฉินคุน ข้าอยากรู้ว่านางพูดจริงหรือเท็จ แล้วศิษย์พี่ของนางที่นามว่าเหยียนโม่โฉวผู้นั้นเป็ใครถูกปีศาจจับมาจริงหรือไม่”
เฟยฉีรับคำสั่งแต่ก็ยังมีอีกเื่ที่ยังข้องใจจึงเอ่ยถาม “ท่านจะให้นางมารับใช้ท่านแทนข้าน้อยจริงๆหรือขอรับ”
“ไม่ดีหรือ เ้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยภายในหนึ่งเดือนข้าก็อยากดูสิว่านางจะลงมือทำอะไรกับข้า”
“แต่ที่จะช่วยท่านเปลี่ยนอาภรณ์แล้วไหนยังเื่ปรนนิบัติท่านเวลาส่วนตัว...”
“เื่พวกนั้นก็ยังต้องเป็เ้า”เขารีบสวน เห็นเฟยฉีก้มหน้าเหมือนอมยิ้มก็คิดว่ารายนั้นคงแกล้งถาม
ด้านเฟยฉีอมยิ้ม รู้สึกภาคภูมิใจ รู้อยู่แล้วว่าหน้าที่พวกนี้อย่างไรเสียก็ต้องเป็ตนแน่เพราะแต่ไหนแต่ไรมาประมุขน้อยไม่เคยให้สตรีนางใดปรนนิบัติใกล้ชิด แม้แต่แม่นางอวี้ก็น้อยนักที่จะได้อยู่ลำพังสองต่อสองกระทั่งที่ตำหนักหรือแม้แต่เรือนเพิ่งิก็ไม่รับภูตรับใช้ที่เป็สตรีเห็นจะมีก็แต่เยว่ซินเป็ตนแรก
ก่อนจากไปเฟยฉีได้เอ่ยเตือนผู้เป็นายถึงเื่ที่าาอี้เฟิ่งเรียกให้ไปพบที่ตำหนักเลี่ยงเฟิ่งอี้ฉางเฟิงพยักหน้ารับรู้ เดาว่าคงหนีไม่พ้นเื่ของภูตน้อยเยว่ซินนั่น บิดาคงอยากทราบว่าเขาจะจัดการกับนางอย่างไร
“หรือท่านาาจะทวงถามเื่ของท่านกับแม่นางอวี้ขอรับ”เฟยฉีเสริมพลางยกมุมปากยิ้มเหมือนจะเย้า แน่นอนว่าคำพูดเช่นนี้ย่อมไม่เข้าหูประมุขน้อย
เพราะแบบนี้อี้ฉางเฟิงจึงรีบตัดบท
“น่าเบื่อ...เ้าจะไปไหนก็ไป ”
เรือนเฟิ่งหย่า...
เรือนไม้หลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเทียนสุ่ยสถานที่ซึ่งอุดมไปด้วยต้นไม้หลากสีสันและสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆกับแนวเขาเขียว ภายใต้อาณาเขตการปกครองของหุบเขาปีศาจ
ร่างบอบบางทิ้งตัวลงบนฟูกนุ่มๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเสาเตียงที่ประดับด้วยผ้าม่านบางจากนั้นก็ดีดตัวขึ้นนั่งแล้วกวาดสายตาไปยังรอบๆ ห้อง ฝั่งตรงข้ามมีโต๊ะเขียนหนังสือตั้งอยู่ด้านหลังประดับด้วยภาพวาดลายทิวทัศน์ูเา ซ้ายขวาเป็เชิงเทียนสูงห้าชั้น ชั้นไม้วางของถูกตกแต่งด้วยแจกันและโถเคลือบมีราคา
ด้านหลังฉากผ้าลายดอกบัวซ้ายมือเป็ตู้และราวแขวนเสื้อผ้าของใช้ที่จำเป็ถูกพ่อบ้านหลี่จัดเตรียมไว้ให้แล้วรวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่ที่วางอยู่บนโต๊ะด้านขวามือ...จะว่าไปที่นี่ก็ไม่เลว
เยว่ซินลงจากเขาหลุนซานมาเป็สัปดาห์แล้วเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่สิบวัน อาจารย์ของนางก็จะเสร็จสิ้นจากการบำเพ็ญเพียรและกลับลงมายังสำนักถึงตอนนั้นถ้ารู้ว่านางกับศิษย์พี่หายตัวไปจะต้องเป็กังวลมาก ยิ่งถ้ารู้ว่านางบุกมายังแดนปีศาจตามลำพังเช่นนี้นางจะต้องถูกลงโทษขึ้นไปสำนึกผิดในถ้ำสงบใจแน่
‘ไม่ได้ ข้าต้องหาความจริงเื่ศิษย์พี่ให้กระจ่างโดยไวเพื่อจะได้กลับไปขอไถ่โทษจากท่านอาจารย์’ นางคิดและเตรียมการไว้เช่นนั้นแต่ระหว่างนี้ยังไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนก่อนภายในอาณาบริเวณป่าเทียนสุ่ยกว้างขวางเกินไป ทั้งยังหุบเขาปีศาจด้านทิศเหนือทิศใต้นางก็ยังท่องไปไม่หมด
‘มิสู้สำรวจบริเวณใกล้ๆนี้ก่อนดีกว่า ในป่ากว้างใหญ่แห่งนี้ย่อมมีปีศาจเผ่าอื่นอาศัยอยู่ด้วย อย่างน้อยหากเจอปีศาจตนใดยังพอได้ถามหาเบาะแส’ ในหัวของเยว่ซินไม่ได้มีความคิดที่จะรับใช้อี้ฉางเฟิงเลยสักนิด คิดแต่จะสืบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหยียนโม่โฉวที่ยอมเสนอตัวเป็ภูตรับใช้ประมุขเผ่าวิหคก็แค่ข้ออ้าง
ท้องฟ้าของป่าเทียนสุ่ยนั้นกระจ่างใสบางส่วนปกคลุมไปด้วยริ้วเมฆขาว บริเวณเทือกเขาด้านเหนือนั้นเป็ที่อยู่อาศัยของเผ่าวิหคซึ่งคาดว่าเวลานี้ประมุขน้อยกับผู้ติดตามของเขาก็คงจะอยู่ที่นั่น
หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เปิดประตูห้องออกไปเพื่อสำรวจด้านนอกตรงที่ยืนอยู่นี้เป็ลานศิลาโล่งกว้างเชื่อมต่อกับทางเดินไปยังส่วนอื่นๆ ด้านซ้ายมือมีสวนขนาดเล็กจัดวางด้วยโต๊ะหินชุดหนึ่งถัดออกไปอีกราวสิบลี้[1]เป็เงาของูเาจากทิศนั้นได้ยินเสียงน้ำตกกระเซ็นดังแว่วมาตามลม
สถานที่แห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นมองไปตามทางเดินด้านขวามือ ดูเหมือนที่ไกลๆ นั่นจะเป็ที่ตั้งของเรือนหลังใหญ่โออ่าบนเนินหญ้าสีเขียวชะอุ่มตัวเรือนไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีหลังคาสูงโปร่งคล้ายปีกนกด้านข้างเป็ระเบียงกว้างและทอดยาวออกไปยังสระบัวที่อยู่ทางซ้าย สวยงามใหญ่โตเช่นนี้สันนิษฐานว่านั่นคงเป็ที่พำนักของประมุขน้อยเผ่าวิหคไม่ผิดแน่
แต่แทนที่เยว่ซินจะเลือกไปทางนั้น นางกลับหมุนซ้ายมุ่งไปยังที่มาของเสียงน้ำตกกระทั่งเห็นสายน้ำที่ไหลคดเคี้ยวลงมาจากูเาสูง
‘นั่นจิ้งจอกใช่หรือไม่’ นางเพ่งสายตาไปยังโขดหินห่างจากน้ำตกเล็กน้อย ก่อนตรงดิ่งเข้าไปหาจิ้งจอกน้อยขนสีขาวสะอาดตามันยังคงนอนหลับนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงนั้นอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย ‘ไยขนของเ้าช่างดูนุ่มฟูเช่นนี้’
ด้วยความคุ้นชินกับสิงสาราสัตว์บนเขาหลุนซานทำให้นางไม่ลังเลที่จะเอื้อมมือไปลูบยังบั้นท้ายกลมๆ ที่เชื่อมติดกับพวงหางขาวฟูฟ่องราวกลีบเมฆนั่นทว่าจู่ๆ เ้าจิ้งจอกน้อยก็ลืมตาพรวด กระโจนตัวลงจากก้อนหินแล้วแปลงร่างเป็สาวน้อยรูปร่างหน้าตาน่าเอ็นดู
“ใครบังอาจจับก้นข้า!” นางโวยวายลั่น ก่อนจะหันมาเห็นสตรีแปลกหน้ายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น “เ้านั่นเองเ้าเป็ใคร?”
“ขอโทษด้วยๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินเ้าข้าชื่อเยว่ซินเป็ภูตต้นอิงเถา ข้านึกว่าเ้าเป็จิ้งจอกน้อยธรรมดาก็เลยอยากเล่นด้วยขนของเ้าฟูนุ่มน่ารักดีข้าเลยอยากจับดู” พูดพลางยิ้มน้อยๆ อย่างรู้สึกผิดจนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ได้กลิ่นอายปีศาจของจิ้งจอกน้อยตนนี้เลย
อีกฝ่ายเห็นว่าภูตน้อยตนนี้ดูไม่เป็พิษเป็ภัยทั้งยังตรงไปตรงมา รูปร่างหน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู หากคบหาไว้ก็คงจะไม่เสียหาย
“ที่เ้าว่าก็ไม่ผิด ข้าก็เป็จิ้งจอกจริงๆเ้าเรียกข้าว่าลู่เสียนก็ได้...ว่าแต่ เ้าคงไม่ใช่ภูตน้อยที่บุกเข้ามาทำลายงานมงคลของประมุขน้อยหรอกนะ”
“บังเอิญว่าข้าใช่” เยว่ซินยิ้มแหย “ไม่อยากเชื่อว่าข่าวลือของข้าจะแพร่สะพัดไปไวขนาดนี้นี่ไม่รู้กันทั่วหุบเขาปีศาจแล้วหรือ?” นางพึมพำกับตนเองหากแต่ลู่เสียนเกิดพยักหน้ารับ
“แน่นอนปีศาจทุกตนในหุบเขาย่อมรู้เื่นี้ แต่เ้าระวังไว้หน่อยนะเผ่าวิหคค่อนข้างจะไม่พอใจเ้ามากทีเดียว”
“หา...แย่แล้วๆ” คนก่อเื่ใเล็กน้อยใช้นิ้วเขี่ยไรผมอย่างครุ่นคิด นี่นางสร้างศัตรูโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้นหรือ
“เ้านี่ช่างใจกล้าเสียจริงๆว่าแต่เหตุใดเ้าจึงได้ไปล่วงเกินท่านประมุขน้อยเช่นนั้น?”
“เื่เข้าใจผิดน่ะข้าคิดว่าเขาคือศิษย์พี่ของข้า”
“จะเป็ไปได้อย่างไร นั่นประมุขเผ่าวิหคใครๆ ในหุบเขาต่างก็รู้กันดี จะไปเป็ศิษย์พี่เ้าได้อย่างไร...แต่ก็ช่างเถอะในเมื่อเ้าทำผิดเช่นนี้แล้ว เหตุใดถึงได้ยังอยู่ที่นี่เล่า?”
“เ้าอย่าเพิ่งไล่ข้า คือว่าข้าจำเป็ต้องอยู่ต่อน่ะข้าก็เลยทำข้อตกลงกับประมุขของพวกเ้า...” เยว่ซินเล่าเื่ที่อี้ฉางเฟิงยอมให้นางเป็ภูตรับใช้หน้าตาของลู่เสียนดูประหลาดใจมาก คิดไม่ถึงว่าประมุขน้อยนอกจากจะไม่สังหารนางแล้วยังยอมให้ภูตที่ก่อเื่น่าอับอายเช่นนี้อยู่ในป่าเทียนสุ่ย ซ้ำยังให้นางมารับใช้ที่เรือนเฟิ่งิอีก
“แปลกมากจริงๆ”ลู่เสียนถึงกับส่ายหน้าไม่อยากเชื่อ เสียดายที่วันนั้นนางไม่ได้ไปร่วมงานด้วยจึงได้แต่ฟังวีรกรรมของเยว่ซินจากคำบอกเล่าของเหล่าปีศาจตนอื่นเท่านั้น เนื่องจากนางไม่ถูกกับอวี้หนิงเหอแม้จะได้ชื่อว่าเป็ปีศาจจิ้งจอกเหมือนกันแต่ก็มาจากคนละเผ่าจิ้งจอกแดงขึ้นชื่อเื่เสน่ห์และความเ้าเล่ห์แต่จิ้งจอกขาวขึ้นชื่อเื่ความชื่อสัตย์จริงใจ
เวลานั้นหางตาเยว่ซินเหลือบไปเห็นอะไรแว่บผ่านเข้ามาจู่ๆ เฟยฉีก็พุ่งมาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าคนทั้งสอง แน่นอนว่าลู่เสียนสีหน้าปกติมากแต่เยว่ซินยังไม่คุ้นชินกับพฤติกรรมฟึ่บไปฟึ่บมาเช่นนี้
“อาคมเคลื่อนที่เร็วของท่านทำให้ข้าใทุกที”
ปีศาจปักษาหนุ่มยกมือลูบท้ายทอยอย่างเก้อๆก่อนจะมองอย่างแปลกใจที่เห็นนางอยู่กับลู่เสียน
“เยว่ซิน ประมุขน้อยเรียกเ้าไปพบ”
“เรียกข้าหรือ มีเื่อะไรกัน?” เยว่ซินทำหน้าเหมือนไม่อยากไปลืมเสียสนิทว่าตนอยู่ที่นี่ในฐานะใด
ลู่เสียนเห็นว่าธุระไม่เกี่ยวกับนางจึงบอกลาทั้งคู่ก่อนแปลงร่างเป็จิ้งจอกน้อยแล้วกระโจนหายเข้าไปในป่าด้านเฟยฉีเมื่อพูดธุระเสร็จก็เอ่ยปากขอตัวแล้วพุ่งตัวหายไปเช่นเดียวกัน
“อะเอ้าไปกันหมดเลย เฟยฉีท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าประมุขของพวกท่านอยู่ที่ไหน”
ไม่ทันแล้วตอนนี้บริเวณนั้นนอกจากนางก็ไม่เหลือใครอยู่อีกแล้ว เยว่ซินได้แต่ถอนใจทิ้งไม่รู้ว่าปีศาจนกตนนั้นจะทำอะไรกับนางอีกเอาเป็ว่านางลองไปหาเขาที่เรือนเฟิ่งิก่อนแล้วกัน
ั้แ่ก้าวขึ้นบันไดมาจนถึงชานเรือนด้านหน้าก็รู้สึกถึงความเงียบสงบเหนือประตูกว้างมีแผ่นไม้เขียนด้วยตัวอักษรสีน้ำตาลทองว่าเรือนเฟิ่งิเยว่ซินไม่รู้ว่าคนที่้าพบนางจะอยู่ด้านในหรือไม่แต่เมื่อมาถึงแล้วจึงได้เคาะประตูเรียกและส่งเสียงออกไป
“ข้าเยว่ซินไม่ทราบว่าท่าน้าพบข้าใช่หรือไม่?”
ด้านในยังเงียบไม่มีเสียงตอบแต่แล้วจู่ๆ ก็มีพลังบางอย่างพุ่งเฉียดตัวนางไป ผลักประตูทั้งสองบานให้เปิดอ้าพร้อมกันเยว่ซินหันไปด้านหลังเห็นเ้าของเรือนกำลังมุ่งมาทางนี้ ร่างสูงของประมุขน้อยเดินผ่านหน้านางเข้าไปด้านในก่อนส่งเสียงนุ่มเรียกคนที่อยู่ด้านนอก
“เข้ามา”
ตอนเยว่ซินก้าวเข้าไปด้านในก็เห็นอี้ฉางเฟิงยืนหันหลังอยู่กลางห้องโถงสองมือประสานไพล่ไว้ด้านหลังอย่างมีมาด เมื่อเห็นว่านางเงียบผิดสังเกตจึงได้หันกลับมามองปรากฏว่านางไม่ได้สนใจเขาเลย หากแต่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง
“เ้ามองหาอะไร?”
“ฮูหยินของท่านไม่ได้อยู่ด้วยหรอกหรือ?”ที่แปลกเพราะทั้งคู่เพิ่งจะแต่งงานกัน หรือเวลานี้ฮูหยินน้อยอาจจะอยู่ที่ตำหนักของเผ่าวิหคแต่กลายเป็ว่าคำถามนี้ทำให้นางโดนดุ
“ไม่ใช่เื่ของเ้า”
เยว่ซินงงว่านางทำผิดอะไร เช่นนั้นจึงได้แต่ดึงสายตากลับมายังคนตรงหน้าแล้วเอ่ยถามเขาถึงสาเหตุที่ให้นางมาพบ
“ลืมไปแล้วหรือว่าเ้าอยู่ที่นี่ในฐานะภูตรับใช้”
“ข้าไม่ได้ลืม แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอะไร”
“เช่นนั้นก็นี่...”เขาเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วชุดหนึ่งจากบนโต๊ะไม้ “เอาไปซัก...แล้วอีกเดี๋ยวเ้าก็ปัดกวาดเช็ดถูเรือนข้าให้เอี่ยมเฟยฉีจะเป็ผู้ชี้แนะเ้า” เขาเบนหน้าไปยังผู้ติดตามหนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านนอก
“เริ่มเลยหรือ?” น้ำเสียงนางดูอิดออดเกียจคร้านแต่อีกฝ่ายพยักหน้าว่าเป็เช่นนั้น เยว่ซินถึงต้องยื่นมือไปรับเสื้อผ้าจากเขามาอย่างไม่เต็มใจ“แล้วไม่มีของฮูหยินท่านหรือ?”
“ไม่ต้องถาม” เขาดุอีกพร้อมสะบัดมือไล่นางออกจากห้องไป
เยว่ซินถึงเพิ่งนึกได้ว่าถ้าเป็ถึงขั้นฮูหยินน้อยคงมีคนคอยจัดการให้คงไม่ต้องตกมาถึงมือนางกระมัง ‘ข้านี่ก็โง่เขลาเสียจริงเชียวสมแล้วที่โดนเขาเอ็ด’ นึกพลางอยากเอามือยีหัวตัวเอง
‘เหตุใดนางถึงสนใจเื่ฮูหยินข้านัก?’
คล้อยหลังภูตน้อยตนนี้ อี้ฉางเฟิงเดินกลับเข้าไปในห้องนอนพลางนึกย้อนไปถึงวันที่ตนได้รับาเ็จากการถูกแทงด้วยกระบี่สยบมารของเทพาบัดนี้รอยแผลนั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ที่อกซ้าย
ความเ็ปที่เสมือนิญญาสลายพร้อมจะแตกดับร่างวิหคอัคคีของเขาตกลงไปในหุบเหวร่ำไห้จนััได้ถึงไอร้อนของลาวาเบื้องล่าง จากนั้นก็สิ้นสติตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนนอนอยู่บนแท่นศิลาในถ้ำแห่งหนึ่งใบหน้าของอวี้หนิงเหอเป็ภาพแรกที่เขาเห็นเมื่อลืมตาตื่นและนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการสมรสระหว่างเขาและนาง
เยว่ซินกลอกตาไปมามองเฟยฉีอยู่หลายรอบ เสียงถอนหายใจลอยขึ้นมาเป็ระยะๆนอกจากปีศาจนกไฟตนนั้นแล้วยังต้องเจอความจู้จี้ของปีศาจปักษาตนนี้อีก ‘มัวแต่ยืนจับผิดข้า มิสู้มาช่วยกันก็สิ้นเื่’
เป็ครั้งแรกที่ปีศาจปักษาหนุ่มได้ทำหน้าที่ชี้นิ้วสั่งแทนที่จะเป็คนคอยปฏิบัติเขายิ้มพรายอย่างภูมิใจ จะว่าไปก็ดีไม่น้อย มีนางอยู่ที่นี่เขาก็ไม่ต้องเหนื่อยวันพรุ่งจะได้ออกจากหุบเขาไปสืบข่าวที่ประมุขน้อยไหว้วานได้อย่างสบายใจ
แต่ในความรู้สึกกลับกัน ภูตอิงเถาได้แต่ทำหน้าเบื่อหน่ายเพราะแทนที่นางจะได้เอาเวลาไปสืบข่าวของเหยียนโม่โฉว กลับกลายเป็ต้องมานั่งทำความสะอาดเรือนเฟิ่งิ
‘เ้านกบ้านี่!’ ร่างบอบบางทำไปก็บ่นไป นอกจากห้องของอาจารย์แล้วนางก็ไม่เคยต้องถูเรือนให้ผู้ใดนึกหงุดหงิดปีศาจนกไฟตนนั้นนัก ปากก็บอกว่าไม่้าภูตรับใช้ แต่ไฉนถึงสั่งเอาๆ ‘หากรู้เช่นนี้ข้าอาสาทำอย่างอื่นเสียดีกว่า ไม่เสนอตัวเป็ภูตรับใช้ก็ดี’
ขณะที่เยว่ซินกำลังปัดกวาดบริเวณโถงเรือนนั้นอี้ฉางเฟิงก็เหมือนจะจับตาดูนางตลอดเวลา บางครั้งก็เดินวนไปรอบๆ ขณะที่นางกำลังนั่งลงเช็ดถูสายตามุ่งร้ายประหนึ่งนายพรานที่มองเห็นนางเป็กระต่ายติดบ่วงลังเลว่าจะเอาไปย่างหรือผัดหม่าล่าดี
‘นี่ก็อีกคน หากหิวไยไม่กินอาหารเล่า เหตุใดทำเหมือนจ้องจะกินแต่ข้า’
ใน่ที่นางก้มหน้าเช็ดถูโคมไฟในห้องนอนอี้ฉางเฟิงถือวิสาสะวางมือไปที่กลางหลังของเยว่ซิน เพื่อทดสอบดูว่านางจะเผยพลังที่ซ่อนเร้นออกมาหรือไม่ปรากฏว่าไม่มี! ไม่มีพลังอะไรพวยพุ่งออกมาจากตัวนางทั้งนั้น มีแต่สายตาหวาดระแวงของนางที่จ้องกลับมา
“ท่านจะทำอะไร?” คนแปลกใจเหลียวมามองอย่างนิ่งๆแล้วก็เห็นคนข้างหลังชี้นิ้วไปยังชั้นไม้สานข้างประตู
อี้ฉางเฟิงทำเฉไฉ “เอ่อข้าแค่จะบอกเ้าว่าอย่าลืมไปเช็ดตรงด้านนั้นด้วย” พูดจบก็ทำเนียนหมุนตัวกลับ ปล่อยให้ภูตน้อยทอดตามองตาม
“ข้าทราบแล้วๆ”
เยว่ซินรับคำอย่างอิดออด มองดูเขาเดินออกไปจากห้องอย่างงวยงงอันที่จริงแค่ะโบอกก็ได้ไม่เห็นต้องเดินมาด้วยตัวเอง ‘เ้านกไฟนี่ดูไม่น่าไว้ใจจริงๆ…หรือว่าเขากำลังคิดไม่ดีกับข้า?’
[1] 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร หรือระยะทาง ½ กิโลเมตร