หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 97 ลงไปถิ่นทุรกันดาร

            “เดือนสามดอกไม้ไฟลงไปจิ่นโจว ล่องลอยเดียวดายใต้ฟ้าคราม”

            เช้าตรู่บนหัวเรือมีชายหนุ่มในอาภรณ์ขาวยืนอยู่ เรือนผมยาวตลอดศีรษะ ชายอาภรณ์พลิ้วตามลมเอื่อยๆ ที่ปะทะมา

            ชายหนุ่มกำลังอ่านกลอนออกมาสองประโยค

            ดวงตายังทอดมองไปแสนไกล ดวงใจยังคงไหวกระเพื่อมดุจคลื่นที่สาดซัด

            “ท่านอารอง ท่านอ่านกวีขององค์หญิงแคว้นเชินอีกแล้วหรือ”

            ด้านหลังชายหนุ่มยังมีเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบ เขาสวมอาภรณ์ตัวยาวสีฟ้าอ่อนตลอดร่าง ตรงเอวห้อยจี้หยกเนื้อมันวาวที่สลักลายศีรษะพยัคฆ์เอาไว้ ใบหน้าทรงเมล็ดแตง ริมฝีปากเรียวบาง คิ้วเรียวยาวดูแล้วก็คล้ายทั้งบุรุษและสตรี หากเขาไม่เอ่ยปากออกมาแล้วเปลี่ยนมาสวมกระโปรงแสร้งว่าตนเป็นสตรี ก็ดูงดงามไม่แพ้ยามเป็นบุรุษ

            ชายหนุ่มหันกลับมายิ้มน้อยๆ เพียงแค่มองก็รู้ว่าพวกเขาเป็นอาหลานกัน ด้วยรูปลักษณ์คล้ายกันเหลือเกิน ทว่าชายหนุ่มในอาภรณ์ขาวนั้นดูแล้วสุขุมกว่า ทั้งยังดูอ่อนโยน ส่วนเด็กชายในชุดสีฟ้าอ่อนนั้นดูมีชีวิตชีวากว่าสักหน่อย ท่าทางก็หยิ่งยโสกว่าเช่นกัน

            “กวีบทนี้ดีนัก มีความเศร้าแฝงอยู่ ทั้งยังกล่าวถึงจิ่นโจวของพวกเรา องค์หญิงอียังเด็กกว่าเจ้าอีกกระมัง ยังสามารถรู้ว่าจิ่นโจวของพวกเราทิวทัศน์งดงามที่สุดในเดือนสาม ทั้งยังอธิบายถึงดอกไม้ไฟ ช่างอัศจรรย์ใจนัก อัศจรรย์เสียจนไม่รู้จะกล่าวอย่างไร” มือของหยินหัวจับราวบนขอบเรือไว้ มองไปยังหมอกอึมครึมด้านหน้าตนพร้อมทั้งทอดถอนใจ

            หมอกขาว เรือใหญ่ แม่น้ำสายยาว เด็กหนุ่มผมยาว เมื่อมองจากหัวเรือแล้วก็ดูโดดเด่นเหนือใคร

            หยินหัวคือชายหนุ่มจากตระกูลหยิน ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นซี ส่วนเด็กหนุ่มข้างกายคือบุตรชายคนเล็กของตระกูลหยิน นามหยินสง

            หยินสงตั้งแต่เล็กก็ไม่ชอบใบหน้าของตนเอง เขารู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่าใบหน้าของตนนั้นเหมือนสตรี โดยเฉพาะตอนที่รู้เรื่องวัยเด็กของตนที่ท่านแม่เคยจับตนแต่งตัวเป็นเด็กหญิงแล้วพาออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน ทว่ากลับไม่มีใครสักคนดูออกว่าเขาเป็นเด็กชาย

            ช่างน่าอับอายนัก

            เมื่อเห็นท่านอารองยืนรับลมอ่านกวีอยู่เช่นนี้ก็พลันรู้สึกปวดฟันขึ้นมา

            “มีอะไรน่าอัศจรรย์ใจกัน ได้ยินมาว่าท่านราชครูน้อยของแคว้นเชินมีนามว่าจ้งเยียน รูปลักษณ์งามดุจบุปผา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นราชครูที่องค์หญิงอีตรัสไว้ ได้ยินมาว่าเขารูปงามนัก ท่านอารองท่านว่าหากแข่งกับท่านแล้วใครจะหน้าตาดีกว่า” หยินสงเงยหน้าขึ้นถาม

            หยินหัวหมดคำจะกล่าวกับหลานชายคนนี้ของตนแล้วจริงๆ ได้แต่ยกพัดในมือขึ้นเคาะหัวหลานชายเบาๆ ทว่าเด็กชายก็ว่องไวเบี่ยงตัวหลบพัดได้ มิรู้เช่นกันว่าเจ้าเด็กนี่เหมือนใคร ตระกูลหยินของเขาล้วนแต่มีชื่อเสียงด้านภาพลักษณ์ของปัญญาชนผู้ครองตัวเป็นอิสระ ทว่าเจ้าหลานชายคนนี้กลับซุกซนนัก

            หยินหัวยามยังอยู่แคว้นซีก็เป็นถึงหนึ่งในคนที่ได้สมญานามว่าเป็นสี่ยอดบุรุษแห่งฉินโจว ทุกคราที่ออกจากจวนก็มีเหล่าแม่นางน้อยเป็นโขยงคอยวิ่งตามรถม้ามาโยนถุงหอมให้ตลอด จนบัดนี้แทบจะเปิดร้านถุงหอมได้หลายร้าน

            หลังจากแคว้นซีเริ่มเปิดเส้นทาง ชาวแคว้นซีก็กล้าหาญออกเดินทางไกลสำรวจเส้นทาง

            จะให้พวกเขาอยู่แต่ในแคว้น หยินหัวก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย ประจวบเหมาะที่เขาได้ยินว่าทุ่งหญ้าห่างไกลแห่งนี้กำลังจะเปิดตลาดใหม่ จึงได้เตรียมตัวมาเที่ยวเล่นเสียหน่อย ทว่าเขาก็ไม่อาจต้านทานความดื้อรั้นของหลานชายที่จะขอติดตามมาด้วย เขาจึงได้แต่ลากเจ้าเด็กนี่มากับตน

            สองอาหลานที่กำลังสนทนากันอยู่ ทันใดก็พบว่าม่านหมอกพลันแหวกออก เห็นดวงอาทิตย์สีทองดวงโตอยู่ตรงหน้า ทั้งยังมีทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตาทอดยาว ราวกับฟ้าและดินผสานกันเป็นหนึ่ง

            เด็กหนุ่มและเด็กชายราวกับถูกมนตร์สะกด

            ช่างงดงามยิ่งนัก

            ทิวทัศน์ที่นี่แตกต่างจากภูเขาเขียวและน้ำใสของแคว้นซี บรรยากาศตรงหน้าให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่า ทั้งยังให้ความรู้สึกลึกลับในทันทีที่ได้เห็น ทำให้จิตใจคนเฝ้าฝันถึงบางสิ่ง ทั้งยังรู้สึกปลอดโปร่งนัก

            หยินหัวพลันรู้สึกว่าวันวานที่ผ่านมาตนนั้นใช้ชีวิตราวกับสุนัขตาบอด ยามนี้ได้พบแสงตะวันสาดส่องลงมาอย่างไร้สิ้นสุดเช่นนี้ก็ทำได้เพียงกู่ร้องออกมา

            ทว่าหยินสงนั้นกลับซื่อตรงยิ่งกว่าเขา เจ้าเด็กนั่นตะโกนเสียงดังขึ้นมา “อา! อา! อา! ข้าคือหยินสง ต่อไปข้าจะเป็นวีรบุรุษให้ได้”

            ฟ้าดินไม่ได้ตอบอันใดกลับมา

            ไม่เหมือนยามอยู่ที่หมู่บ้านริมน้ำในอำเภอเจียงหนานของจิ่นโจว ยามตะโกนออกไป ภูเขาก็จะตอบกลับมาเช่นกัน

            ที่นี่กว้างใหญ่เกินไป

            ยามตะโกนออกมา เสียงที่ตะโกนก็ค่อยๆ จางหายไปกับฟ้าดิน

            ใบหน้าของหยินสงแดงซ่าน ในใจรู้สึกตื่นเต้นนัก เด็กหนุ่มรู้สึกชอบที่นี่ตั้งแต่แรกเห็น

            “งดงามนัก ท่านอารอง ไม่แปลกใจที่ท่านพ่อบอกว่าจำต้องเดินทางนับหมื่นลี้” หยินสงตื่นเต้นเสียจนดึงชายเสื้อท่านอาของตนไม่หยุด

            หยินหัวที่โดนดึงชายเสื้อจนเกือบจะเสียรูปก็ทำหน้ามุ่ย “นี่คือผ้าหูเตี๋ยเชียวนะ ทั้งใต้หล้ามีอยู่เพียงไม่กี่ตัว หากเจ้าดึงจนขาดก็หาใหม่ไม่ได้แล้ว”

            หยินสงที่กำลังลิงโลดได้ยินเช่นนั้นก็พลันขมขื่นขึ้นมา ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้ท่านอารองยังมีแก่ใจมาคิดมากเรื่องอาภรณ์ มันช่าง...มันช่างน่าโกรธเคืองนัก!

            ถึงกระนั้นหยินสงก็ยอมปล่อยมือจากชายเสื้อของท่านอาตน แล้วจึงเดินไปอีกฟากหนึ่ง หยุดมองทิวทัศน์ตรงหน้าตนอย่างหลงใหล

            หยินหัวส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย เจ้าเด็กหน้าเหม็นนี่ยังไม่โต เมื่อโตแล้วก็จะรู้เองว่าเนื้อหนังคนเราสำคัญนัก อาภรณ์ที่ใช้ตกแต่งเนื้อหนังของเรายิ่งสำคัญ เขาเองที่ได้เป็นสี่ยอดบุรุษแห่งแคว้นซีได้ก็เพราะอาศัยการแต่งกาย อีกทั้งรายได้หลักที่เข้ามาในตระกูลก็มาจากอาภรณ์เหล่านี้

            ใกล้จะถึงที่หมายแล้ว หยินหัวกำชับให้ทุกคนเริ่มเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนหยินสงยังคงจ้องไปที่ขอบฟ้าตาไม่กะพริบ มองดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ทว่าเพราะจ้องอยู่นานเกินไป เมื่อกลับเข้าไปในห้อง นัยน์ตาพลันเห็นเพียงความมืดมิดราวกับดวงตาได้มืดบอดไปแล้วก็ไม่ปาน ต้องงุนงงวุ่นวายอยู่พักใหญ่

            รอจนเรือจอดเทียบฝั่งแล้วต้องลงเรือ หยินสงก็กลับมาเป็นปกติดังเดิม เพียงแค่เรือจอดสนิทเด็กชายก็กระโดดลงไปบนพื้นหญ้าทันที คิดจะห้ามก็ห้ามไม่ทันเสียแล้ว

            “ท่านอารอง ท่านอารอง พื้นหญ้านี่นุ่มนัก นุ่มจนลงไปกลิ้งได้เลยทีเดียว” หยินสงตื่นเต้นมากจนต้องกระโดดโลดเต้น

            บ่าวรับใช้ชราคนหนึ่งจำต้องมาห้ามเด็กหนุ่มไม่ให้ลิงโลดจนเกินไป

            “นายน้อย นายน้อย ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ บนพื้นหญ้ามีทั้งงูพิษและแมลงพิษ หากโดดกัดขึ้นมาจะแย่เอาได้”

            หยินหัวมองท่าทางของหลานชายแล้ว ศีรษะก็พลันหนักอึ้งขึ้นมา

            หากรู้เช่นนี้เขาก็จะไม่พามาตั้งแต่แรก ในบรรดาหลานชายทั้งหมดเจ้าเด็กชายตรงหน้าคือคนที่ดื้อดึงที่สุด แต่ก็เป็นหลานชายคนที่เขาชมชอบที่สุดเช่นกัน หลานคนอื่นล้วนแต่รู้ความเช่นเขา ดังนั้นเมื่อเห็นพวกเขาก็ราวกับเห็นตัวเองก็ไม่ปาน มีเพียงเจ้าเด็กคนนี้ที่ไม่เหมือนตน แม้ว่าจะหน้าตาเหมือนเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่นิสัยกลับต่างกันคนละขั้ว

            ดังนั้นกับหลานคนนี้จึงเรียกได้ว่าทั้งรักทั้งชัง

            แต่เมื่อถูกบ่าวรับใช้ชราขวางไว้ เด็กชายก็ยอมขึ้นรถม้าไปแต่โดยดี

            รถม้าของตระกูลหยินนั่งสบายนัก ด้านในทั้งเครื่องหอมและเตาอุ่นก็ล้วนมีพร้อม

            เมื่อนั่งในรถม้าแล้ว หยินหัวก็เอนหลังพิงผนังรถม้าอย่างเกียจคร้าน ในมือยังถือตำราเล่มหนึ่งที่กำลังอ่านอย่างออกรสออกชาติ ส่วนหยินสงก็เกาะขอบหน้าต่างรถมองบรรยากาศด้านนอกอย่างตื่นเต้น

            “อา ท่านอารอง ข้ามองเห็นม้าตัวหนึ่ง ม้าตัวเล็กสีขาวด้วยอีกตัว จริงๆ นะท่านอา” หยินสงอยู่ดีๆ ก็ร้องดังขึ้น อีกมือก็ยื่นมากระตุกอาภรณ์ท่านอารองของตนแรงๆ

            หยินหัวกังวลนักว่าชุดของตนจะโดนเจ้าเด็กนี่ดึงจนขาด จึงได้แต่ยืนขึ้นมองตาม

            เดิมทีเนื้อผ้าหูเตี๋ยนั้นไม่เหมาะกับการสวมใส่ภายนอกนัก แม้จะดูงดงามโดดเด่นและบางเบาทว่าก็งดงามจนเกินควร ถึงกระนั้นวันนี้ยังต้องรีบมางานเปิดงานในฐานะตัวแทนผู้เป็นหน้าเป็นตาของตระกูลหยิน วันนี้จึงจำเป็นต้องแต่งกายให้ดูดี ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจสวมชุดนี้

            ทว่าเมื่อมีเจ้าหลานชายที่เอาแต่ดีดดิ้นไม่หยุดมาอยู่ข้างกาย ก็นับว่ากลายเป็นหายนะโดยแท้

            เขาถูกลากมาข้างหน้าต่างให้ดูบรรยากาศด้านนอก ก็เห็นเพียงว่าด้านนอกนั้นมีจุดขาวๆ จุดหนึ่งแต้มอยู่ ทว่าเมื่อหยินสงร้องเรียกขึ้นเจ้าม้าตัวนั้นก็ค่อยๆ วิ่งมาทางตน

            “เจ้าม้านี่เป็นม้าป่า มิมีใครจับมันได้”

            “ทว่าก็งดงามนัก ยามวิ่งอยู่ใต้แสงตะวัน ตัวเล็กๆ ของมันราวกับสัตว์เทพก็ไม่ปาน ท่านดูสิ มันอาจจะเป็นภูตกลางทุ่งหญ้าจริงๆ ก็ได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเทพม้าก็ได้ มันงามขนาดนี้ ท่านจะไม่เห็นได้อย่างไร” หยินสงอธิบายอย่างตื่นเต้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ชัดเจนได้อย่างไร ขณะนี้เขาเกิดนึกอิจฉาองค์หญิงแคว้นเชินขึ้นมาทันทีที่นางประพันธ์บทกวีได้ ด้วยเจ้าม้าตัวเมื่อครู่นั้นควรค่าแก่การร่ายกวีให้สักบทจริงๆ

            “ม้าภูตม้าเทพอะไรกัน ปกติให้เจ้าตั้งใจเรียน เจ้าก็ไม่เรียน ยามอยู่ด้านนอกก็อย่ามาเรียกข้าว่าท่านอารองเชียว ช่างน่าขายหน้านัก”

            ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง หยินหัวก็ได้ยินเสียงหลานชายดังขึ้นอีกครั้ง “อ๊าก!”

            หยินหัวเตรียมตัวไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องอยู่ให้ห่างมือหลานชายสักหน่อย ทว่าไม่คิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะไม่พุ่งมาดึงชุดเขาอีก ท่าทางหลังร้องขึ้นเสียงดังยังคงนิ่งค้างเช่นเดิม ดวงตายังคงจดจ้องมองไปด้านนอก

            หยินหัวเห็นเช่นนั้นก็นึกสงสัย อดจะวางหนังสือลงแล้วลุกขึ้นไปดูกับเจ้าหลานชายไม่ได้ เขาเห็นว่าบนทุ่งหญ้ามีม้าสีนิลปลอดตลอดร่างตัวหนึ่งกำลังวิ่งไล่เจ้าม้าสีขาวบริสุทธิ์อยู่

            ทั้งยามที่เจ้าม้าสี่นิลกำลังออกวิ่งไล่ตามนั้นก็ดูคึกคักราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกโหมก็ไม่ปาน ทว่าบนหลังเจ้าม้าสีนิลกลับมีคนคนหนึ่งนั่งอยู่

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371