.
.
.
.
.
.
.
.
.
…………………….
เสียงสัญญาณอพยพดังลั่นไปทั่ว ในขณะที่แผ่นดินเริ่มทรุดตัวลงไปเรื่อยๆ
“ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านขึ้นยานพาหนะโดยด่วน ภัยพิบัติฉุกเฉินระดับเก้า ขอย้ำ ภัยพิบัติฉุกเฉินระดับเก้า ขอให้ผู้โดยสารขึ้นยานโดยด่วน”
“ได้โปรดช่วยลูกฉันด้วย ลูกของฉันยังอยู่ข้างล่าง!!”
“คุณช่วยตามภารยาของผมให้หน่อย ขอเถอะ! ผมหาเธอไม่เจอ...”
“ทุกท่านครับโปรดอยู่ในความสงบด้วยครับ!!
“วอนพระผู้เป็เ้าทรงเมตตา โปรดช่วยพวกเราให้รอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้ด้วยเถอะ…”
“อึก…ฮือ…อึก คุณตา…”
“ว่าไง”
“ผมรักคุณตานะครับ”
.
.
“ตาก็รักหลานจ่ะ”
.
.
“ได้โปรดช่วยเราด้วยฉันยังไม่อยากตาย!”
“ที่รัก…”
.
.
.
.
.
.
.
“ลาก่อน…”
.
.
.
.
.
.
.
.
“ว่าไงนะ! ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น!”
“ก็เราไม่มีทางเลือกหนิครับ ตอนนี้เราไม่เหลืออะไรแล้ว”
“มีแต่คุณต่างหากที่บอกว่าเราไม่เหลือ”
“คุณว่าไงนะคุณผู้หญิง!!”
“เรามีอิสระภาพ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม!”
“ในสถานการณ์แบบนี้ไม่มีใครมีสิทธิอะไรทั้งนั้น!!”
“ต่อหน้าขนาดนี้เราจะไม่ให้เกียรติในการเจรจากันเลยใช่มั๊ย…”
.
.
.
.
“ว่าไงนะ?”
“ก็อย่างที่พูดนั่นแหล่ะครับ”
“คุณแน่ใจงั้นหรอ?”
“คุณถามเขาแบบนั้นแต่คุณก็เอาด้วยไม่ใช่รึ”
.
.
.
“ห้ะ!”
“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นั่นมีอะไรบ้าง!”
“ดิฉันเห็นด้วย”
“เราอาจเจอสิ่งที่เราไม่อยากเจอที่สุดก็เป็ได้! ใครจะไปรู้”
“หรืออาจจะไม่”
“เราทำลายมันไม่ได้หรอ”
“ทำลาย?”
“คุณคิดว่าเรามีทรัพยากรหรืออาวุธเพียงพอจะทำแบบนั้นรึไง? แต่ถึงมีผมก็ไม่เอาด้วย พวกคุณสอนให้เด็กแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงั้แ่เมื่อไหร่!!”
“เราไม่ใช่เด็ก...”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง!”
.
.
.
“หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้ พวกเราจะมีดินแดนที่มีทรัพยากรอย่างไม่จำกัด และมันเขื่อมต่อกับเราเป็เหมือน์ที่มนุษย์สร้างขึ้น....” .
“ผมขอเสนอทางเลือกนี้”
“แต่ไม่มีอะไรการันตีว่ามันจะเป็ไปได้”
“ยังไงซะที่เขาเสนอก็ดูเป็วิธีที่ส่งผลดีที่สุด…”
“ไม่มีทาง… มันเป็ไปไม่ได้!”
.
.
“มันเป็ไปได้”
“คุณรู้ได้ไง คุณเคยทดลอง?”
“ใช่ ผมเคยเห็นพวกเขาสร้างมันมาแล้ว มีหนึ่งในประเทศที่ใช้มันในการสร้างความเจริญ... แต่โชคไม่ดีข้อมูลทั้งหมดสูญหายไปกับภัยพิบัติครั้งนั้น แล้วคนที่รู้เื่ทั้งหมดก็ได้ตายไปหมดแล้ว”
“เคยเห็น? ความคิดเวิ้นเว้อกับเื่เหนือธรรมชาติที่คุณว่าอะไรนั่น”
“เวทย์มนต์ในยุคใหม่”
“ใช่... คำนั้นแหล่ะ จะให้ผมเสี่ยงเชื่อคำพูดแบบนั้นได้ยังไง?”
“ไม่ว่าคุณจะเชื่อเขาหรือไม่ เราก็เสี่ยงอยู่ดี ดูจากสถานการณ์แล้ว เราน่าจะไปได้ไม่ถึงสิบปี”
“โปรเจ็คของคุณใช้เวลาเท่าไหร่”
“ท่านประธาน!”
“ปีเดียวครับ…”
“แค่ครึ่งปี ทำมันให้ได้”
“ครับ”
.
.
.
“ผมขอลงนาม...”
“ท่านประธาน! คุณต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!!”
“ถ้าท่านประธานบ้า ผมก็คงบ้าเหมือนกัน ผมเอาด้วย…”
.
.
.
“ผมด้วย!”
“ฉันเห็นด้วย”
“ฉันด้วยค่ะ!”
“ผมด้วย… ผม… ผมด้วย… เห็นด้วยค่ะ… ฉันด้วย……….!!”
.
.
.
.
.
.
.
.
.
“ล้มเหลว เป็ไปได้ยังไง คุณรู้มั๊ยว่าพวกเราเสี่ยงลงทุนกับโปรเจ็คนี้มากแค่ไหน?”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“มีบางอย่างแทรกแทรงครับ ระบบกำลังจะล่ม”
“ไวรัส?”
“ไม่ทราบเช่นกันครับ แต่อยู่ๆก็เกิดขึ้น”
“ไม่มีวิธีแก้เลยรึไง?”
“ทางทีมของผมลองทดสอบดูแล้ว แต่เหตุไม่ได้เกิดที่เรา”
“หมายความว่าไง?”
“ไม่ทราบครับ”
“….”
“แล้วมันจะส่งผลร้ายอะไรอีกรึเปล่า?”
”อันนี้เราก็ไม่ทราบเช่นกันครับ”
“ท่านประธาน ระบบนั่นเชื่อมต่อกับศูนย์กลางของเราซึ่งครอบคลุมเครือขายและองค์กรระหว่างประเทศแทบทั้งหมด ถ้าเกิดมันถูกไวรัสที่ไม่ทราบสาเหตุแล้วละก็...”
“ขออภัยครับ”
.
.
.
.
.
“ปิดมันซะ…”
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
“ปิดซะ”
เขาดับจอคอมต่อหน้าฉันแบบไม่เกรงใจเลยสักนิด “คุณทำอะไร?”
“ฉันบอกนายไปแล้วว่าเราไม่รับงานแบบนี้ ถึงลูกค้าเขาจะใจดีแต่นี่เราแก้กันมาห้ารอบแล้วนะ” ผู้ชายใส่เสื้อเชิ๊ตเอ่ย
“ก็เพราะเรายังทำได้ไม่ดีไง”
“อาจจะใช่แต่...” เขาดูไม่มั่นใจในคำพูดเลยด้วยซ้ำ
ฉันลุกแล้วเดินผ่านหน้าไปทั้งแบบนั้น หนังที่ดูเมื่อวานทำให้ฉันเกลียดคำว่า ‘แต่’ เข้าไปซะแล้ว ถึงแม้ตัวเองจะพูดอยู่บ้างก็ตามที
“นี่เรย์...”
เขาดึงไหล่เพื่อให้ฉันหันไปมอง
“ฉันเข้าใจว่านายเสียความรู้สึก แต่นี่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายแค่คนเดียว มันยังรวมถึงฉัน! หน้าตา และรายได้ของบริษัทด้วย ถ้านายมัวแต่ทำงานที่ไม่มีตรงกลางแล้วยอมลูกค้าไปซะหมดแบบนี้ สักพักเราคงได้เจ๊งกันพอดี”
เห่อ... “ให้มันเจ๊งไป” ฉันพยายามเดินหนีแต่เขาก็ยังตามตื้อเดินมาดักไม่เลิก
“จะบ้ารึไงนายทำแบบนี้ไม่ได้”
“งั้นเอางี้ ผมจะขอแก้งานอีกครั้ง ถ้าส่งไปแล้วยังไม่ถูกใจเขาอีกล่ะก็ผมจะยอม” ฉันปลีกตัวเดินออกมาทันทีที่พูดจบ
“ไม่เอาหน่าเรย์... ยังมีงานอื่นที่ดีกว่านี้รอนายอีกตั้งเยอะ จะมัวเสียเวลากับคนพรรคนั้นทำไม?”
“ตกลงตามนั้น” ฉันเปรยจนเขาได้แต่เรียกอยู่ด้านหลัง
“นี่ เรย์!”
“มีอะไรหรอครับบอส?” ชายหนุ่มเดินมาถามพร้อมแก้วกาแฟในมือ
บอสคว้าแก้วที่ว่ามาสตก่อนย่นคิ้วพร้อมเอียงคออย่างหัวเสีย “หมดแล้วหนิ!”
“ใช่ครับ ผมกำลังไปทิ้ง” เ้าของกาแฟตอบ
“เห่อ! ไปๆๆๆ” เขาส่งแก้วนั่นคืนก่อนเดินจากไปอย่างไม่ใยดี “เรย์!!”
“อะไรของเขาวะ?” ชายหนุ่มพลิกแก้วพร้อมมองเหมือนอยากถามหาความผิดจากสิ่งที่อยู่ในมือ “โอ้ย... ชั่งแม่ง” เขาโยนแก้วทิ้งลงถังแล้วะโว่า “บอสครับ! รอด้วย!”
“นายทำแบบนั้นไม่ได้นะเว้ย นี่ฉันพูดในฐานะเพื่อนร่วมงานไม่ใช่หัวหน้าของแก”
“ทำไมถึงทำไมได้”
“ฉันเข้าใจแต่นี่ลูกค้าเขาเื่มากเอง ปล่อยๆไปเถอะ ฉันดูงานแกแล้วบอกตามตรงว่าทำเกินราคาไปไกลมาก” เฟรมขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายเข้าขั้นสุด
“ฉันไม่คิดว่านายจะพูดแบบนั้นเลย”
“ก็เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกับแกนี่แหล่ะพูด ฉันไม่ใช่หัวหน้าบัญชีเหมือนบอสนะเว้ย อย่างน้อยลองฟังความเห็นจากฉันบ้าง” เขาตีหน้าจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย
ฉันส่ายหัวอย่างเสียดาย “งั้นฉันขอถามนายในฐานะเดียวกัน ระหว่างออกแบบเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีกับออกแบบเพื่อเงินในกระเป๋าของนายอันไหนมาก่อนกัน ถ้าอย่างที่สองมาก่อนสำหรับนาย ฉันว่าเราคงคุยกันไม่ได้” ฉันลุกแล้วเดินออกไปโดยไม่ฟังคำตอบ
นี่ถึงยุคที่ฉันต้องทะเลาะกับเพื่อนคนเดียวเพราะเต็มที่กับสิ่งที่ทำมากเกินไปใช่มั๊ย? โลกนี้มัน...
“ไอเรย์!” เฟรมะโ
บ้าชัดๆ!...
“เรย์!...” เขายังคงแหกปาก
ฉันไม่คิดหันไปมองเสียงเรียกนั่นเลยสักนิด ถึงแม้รู้สึกผิดกับคำพูดตัวเองอยู่บ้างก็เถอะ
อุ้ย... เวร! ฉันเผลอชนเข้ากับพนักงานที่เดินผ่าน อารมณ์เสียจนลืมมองทางซะได้ “ขอโทษครับ”
ไม่เป็อะไรค่ะ... นั่นเป็คำพูดจากปากก่อนเธอจะเดินจากไปตามปกติ ฉันคงไม่ได้ตาฟาดรอบที่ล้านเพราะสิ่งที่เห็นคือเขาแพะบนหัวของเธอ
เขาแพะ! เธอใส่เขานั่นมาทำงานจริงๆเรอะ?
“เออ... คุณครับ” เขาหันมามองทั้งสีหน้าเหมือนถามว่ามีอะไรหรอคะ? อันนี้ฉันเดา... “ไอที่อยู่บนหัวนั่นมัน...”
เธอเอียงคอเพราะไม่เข้าใจคำถาม “เขาค่ะ”
“จริงๆหรอครับ”
“จะลองจับดูก็ได้นะคะ” พูดจบเธอทำท่าจะเดินเข้ามาแต่ฉันยกมือห้ามไว้ซะก่อน
“ไม่เป็ไรครับ” ฉันยิ้มแห้งๆตอบ... “ว่าแต่.. มันต่างจากที่ผมเคยเห็นมากเลย มันคือเขาของอะไรหรอครับ แล้วคุณเอามันมาจากไหน” เธอเอียงคออีกครั้งหนักกว่าเก่า เหมือนอยากถามว่า ‘คุณไม่ทราบจริงๆหรอคะ’ อันนี้ฉันก็เดาอีก
“พาร์ราลัยค่ะ” เธอลูบเขาตัวเองอย่างนาเอ็นดู “ฉันได้มันมาเพราะไปสนิทกับเด็กเผ่าสเตรย์ตนหนึ่งเข้า เธอเลยมอบสิ่งนี้ให้ฉันก่อนเราจะจากกัน เธอบอกว่ามันเป็สิ่งล้ำค่ามากสำหรับพวกเธอ แต่เธอก็ให้ฉันอยู่ดี” เขายิ้มพร้อมมองมาจนฉันต้องอดพยักหน้าไม่ได้
“แบบนี้นี่เอง... เอ่อ... ขอบคุณที่ยอมเสียเวลาตอบคำถามนะครับ” ฉันพูดพร้อมก้มหัวอย่างเป็กันเอง
“ด้วยความยินดีค่ะ” เธอเม้มปากยิ้มอีกครั้งก่อนพูดลา “ฉันไปนะคะ”
“ครับ...” หลังฉันพูดจบเธอก็เดินจากไปแล้วไม่หันกลับมาอีกเลย ใจจริงอยากถามให้รู้แล้วรู้รอดไปว่าเขานั่นมีดีอะไรแต่...ไม่ดีกว่า ฉันเลิกคิดก่อนเดินตามพนักงานอีกคนเพื่อหวังออกจากบริษัท
ตอนนี้ก็จวบจะเลิกงานแล้ว ั้แ่ฉันทำงานที่นี่มายังไม่เคยออกงานเวลานี้เลยสักครั้ง ยังไงซะตอนนี้ก็เดินออกมาจนได้ ถึงแม้จะไม่ตั้งใจก็เถอะ แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาบนหัวของผู้หญิงคนนั้นจะทำฉันใจเย็นลงได้ขนาดนี้ หายหงุดหงิดเฉยเลย... เห่อ... ฉันถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง
“กลับขึ้นไปดีมั๊ยเนี่ย...” ฉันหันไปมองตึกสูงเสียดฟ้าที่อยู่ด้านหลัง ขืนกลับไปล่ะก็มีหวังหงุดหงิดขึ้นมาอีกแน่ คราวนี้ก็ไม่รู้จะมีเขาบนหัวใครช่วยฉันได้อีกมั๊ย กลับเลยละกัน…
“เลิกงาน!”