“เออ…ช่างเถอะ เอาละ…เ้าบ่าวก็เรียบร้อย เพื่อนเ้าบ่าวก็แต่งตัวเสร็จแล้วแต่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปแต่งกันที่ไหน”
“มันมีโบสถ์เล็กๆ อยู่ที่หนึ่งนะขับรถจากที่นี่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็ถึง เดี๋ยวเราไปที่นั่นกันนายเสร็จเรียบร้อยแน่นะ?” เบนพยักหน้ารับ
“เออ…เสร็จก็ได้แต่บอกไม่ถูกว่ะ มันตื่นเต้นยังไงไม่รู้ อย่างกับคนประสาทเสียแน่ะนายล่ะเป็อย่างฉันหรือเปล่า…?”
“ไม่มีทาง”
“นั่นสิ…” เบนสนองรับไปตามเพลง“อาจจะเป็เพราะนายรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ได้แต่ฉันไม่รู้นี่หว่า…แต่งงาน...เฮอะ…น่าตื่นเต้นฉิบหายเลย”เขาส่ายหน้าอยู่ไปมาทำท่าคิดก่อนจะเอ่ยต่อว่า “แต่ที่จริง แนนซี่ก็เป็คนดีคนหนึ่งนะ”
“ไม่ใช่แค่ดีเท่านั้นแต่เขาเป็ทุกสิ่งทุกอย่างของฉันด้วยเป็ผู้หญิงที่มีคุณค่าที่สุด”
“เออ…แล้วฉันควรจะใช้คำพูดยังไงมันถึงจะเหมาะสมกับโอกาสนี้ล่ะ…เอาเป็ว่า…ขอให้ชีวิตแต่งงานของนายมีความสุขมากๆก็แล้วกันนะ”
“เออ…ขอบใจมากเบน”
“เอ้า…ดูสิ…ฉันแต่งตัวถูกใจนายหรือยัง…เอ…กุญแจอยู่ไหนหว่า?”
“อย่าห่วงเลยน่า ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยว…ไอ้ห่ะ…กุญแจหาย…ต้องหากุญแจก่อน”
“ก็นั่นไงเล่า…ที่หูกางเกงนั่นน่ะ”ไมเคิลหัวเราะเสียงดังด้วยความขบขัน
“เออ ถ้ายังงั้นก็ไปกันได้แล้ว”
ชายหนุ่มทั้งสองคล้องแขนเข้าด้วยกันเดินร้องเพลงไปตามทางเดินของหอพักชายที่ขณะนี้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ปิดภาคนอกจากผู้ที่รอรับปริญญาเท่านั้นที่จะอยู่หอแต่ก็มีเพียงส่วนน้อย…
แนนซี่โบกมือไหวๆ อยู่ตรงหน้าต่างห้องหัวอกหัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นร่างของบุคคลทั้งสองโผล่ออกมาจากรถ่เวลานั้นดูจะนานนับชั่วโมงกว่าที่เธอจะได้เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของไมเคิลเสียงเขากระซิบแ่อยู่ข้างหู
“คุณสวยเหลือเกิน แนนซ์ ใครช่วยจัดเสื้อผ้าให้ล่ะ?”
“ที่จริงก็มีอยู่แล้ว” ใบหน้าที่เงยขึ้นตอบนั้นหวานซึ้งดวงตาวาววามเปี่ยมสุข
ด้วยเสื้อชุดที่ตัดเย็บด้วยแพรเยื่อไม้สีขาวมีแพรต่วนสีฟ้าใสคาดอยู่บนเรือนผมสีน้ำตาลเข้มมันระยับทำให้แนนซี่ดูเป็เ้าสาวอย่างแท้จริงทั้งๆ ที่เครื่องแต่งกายชุดนี้เป็ชุดธรรมดาที่เธอเคยสวมใส่มาแล้วเมื่อครั้งที่เป็เพื่อนเ้าสาวเมื่อสามปีก่อน แต่ไมเคิลก็ยังเห็นว่าเธอช่างสะสวยเสียเหลือเกินโดยเฉพาะในค่ำคืนวันนี้
“นี่ไงล่ะคะ ชุดที่คุณบอกว่าชุดเก่าที่ยังดูใหม่อยู่น่ะ” เธอหัวเราะเบาๆ อย่างเปี่ยมสุขเมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มทั้งสองที่มองเธออย่างพิจารณา
“คุณสวยอย่างกับเ้าหญิงแน่ะ แนนซ์” เบนว่า
“ขอบคุณเบน”
“เฮ้…เดี๋ยว… ไมค์บอกว่าให้คุณใช้เสื้อผ้าชุดเก่าที่ยังใหม่อยู่ใช่ไหมแล้วคุณมีของอะไรที่ขอยืมเขามาบ้างหรือเปล่าล่ะ?”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“ก็ถ้าคุณมีของเก่าที่ยังใหม่ๆ แล้วก็จะต้องมีของที่ขอยืมเขามาด้วยสิ”
“ไม่มีหรอกค่ะ”
“โอเค ไม่เป็ไร เอ้า…ให้ขอยืมนี่”เขาถอดสายสร้อยออกจากคอ “นี่พี่สาวผมส่งมาให้ผมนะเป็รางวัลที่อุตส่าห์เรียนจนสำเร็จ เอาละ ผมอยากให้คุณสวมสร้อยนี่เข้าพิธีด้วยขอโทษนะ” เขาคล้องสร้อยคอเส้นนั้นให้เธอ
“โอ…สวยจังค่ะ”
“ใช่ สวยจริงๆ ด้วย เอ้า…ขึ้นรถกันเสียทีเบนคุณไปนั่งข้างหลัง ที่รักคุณมานั่งหน้านี่”
“ก็ให้เ้าสาวของนายนั่งตักฉันไปก็ได้นี่หว่า วะ…มือไม้สั่นเชียวหรือเพื่อน...ไม่ต้องตื่นเต้นให้มันมากไปหนักหรอกน่ายังไงคืนนี้นายก็ได้แต่งงานแน่ๆอยู่แล้ว…เบนเดินไปเปิดประตูหลังก้าวขึ้นไปนั่ง”
แวบหนึ่งที่จิตแนนซี่ประหวัดไปถึงมาเรียน...มารดาของไมเคิลจะคิดอย่างไรถ้ารู้ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแต่แล้วเธอก็ปัดความคิดนั้นออกไปจากสมองนี่เป็เวลาที่เธอควรจะคิดถึงตัวเองและไมเคิลมากกว่าใครอื่น
“เออ…คืนนี้มันบ้าๆ บอๆดีนะ แต่ผมก็ชอบ” เสียงเบนพูดเบาๆ มาจากข้างหลัง
หลังจากนั้น ก็เหมือนทุกคนต่างจมดิ่งอยู่ในภวังค์แห่งความคิดโดยเฉพาะไมเคิลที่หวนคิดไปถึงถ้อยคำที่เขากับมารดาเพิ่งตอบโต้กันมาและแนนซี่…ซึ่งไม่มีคืนใดที่น่าจะจารึกลงในความทรงจำมากเท่าคืนนี้อีกแล้ว
“ยังอีกไกลไหมคะที่รัก?”
“เกือบถึงแล้ว อีกไม่เกินห้าไมค์หรอก” เขาหันมายิ้มให้เธอ “อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เราก็จะแต่งงานกันแล้วนะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็เร่งเครื่องให้มันเร็วกว่านี้อีกสักหน่อยสิหนาวเท้าจะตายห่าอยู่แล้ว” ทุกคนต่างหัวเราะออกมาเบาๆ และไมเคิลก็เหยียบคันเร่งลงไปอีกขณะที่รถกำลังวิ่งเข้าโค้งพอดี
ทันใด…เสียงหัวเราะก็ขาดหายไป เมื่อรถบรรทุกน้ำมันคันหนึ่งซึ่งวิ่งกินทางสวนมาเปิดไปสาดสว่างจ้าไปทั้งถนนไมเคิลพยายามหักพวงมาลัยอย่างเต็มที่เพื่อให้พ้นรัศมีของการปะทะกัน แต่ในขณะที่รถกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูงเช่นนั้นดูจะเป็ความพยายามที่ไร้ผล เขาไม่มีทางที่จะบังคับรถไว้ได้อีก…และคนขับรถน้ำมันคันนั้นก็อาจจะอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น…!
แนนซี่ได้ยินเสียงร้องของตัวเองที่กรีดร้องด้วยความตระหนกเสียงกระจกหน้ารถแตกเปรื่อง เสียงโลหะที่พุ่งเขากระทบดังสนั่น และแล้ว…โลกทั้งโลกก็มืดสนิทลง…
เมื่อเบนฟื้นขึ้นมา...ดูราวกับเขาได้หลับไปนานนับปีเขาผงกหัวขึ้นมาจากใต้เบาะ ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ภายใต้ความมืดที่มือดสนิทรู้ว่าว่ามันนานนับชั่วโมงทีเดียวกว่าที่เขาจะลืมตาขึ้นได้
ในตอนแรก เขาไม่ใคร่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้เห็น...แต่แล้ว เมื่อสติกลับคืนมา เขาจึงรู้ได้ว่าภาพที่เขากำลังจ้องมองอย่างงงงันอยู่นั่นคือร่างของไมเคิลซึ่งเขาก็ไม่รู้หมือนกันว่าขึ้นมานอนเคียงข้างกันได้อย่างไรมีรอยเืเป็ทางลามไหลจากใบหน้านั้นลงมาตามซอกคอแต่ทำไมใบหน้าของไมเคิลถึงมีเืล่ะ...? เบนรวบรวมสติสัมปชัญญะอย่างสุดความสามารถ…พระเ้า...อุบัติเหตุ...ใช่...เกิดอุบัติเหตุขึ้นนั่นเอง
เขาจำได้ว่า เขากับไมค์กำลังจะขับรถเพื่อจะไป…และแล้ว…ดูเหมือนโลกจะหยุดหมุนไปเป็ครู่ เบนหลับตาลงด้วยความรุ้สึกสยดสยองและเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งไมเคิลก็ยังคงนอนอยู่ที่เดิม...ตรงหน้าเขานั่นเอง...เบนสำรวจตัวเองเงียบๆแล้วก็รู้ว่า ที่แท้เขายังหายใจอยู่ เมื่อเหลียวมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ารถคันที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุตะแคงอยู่ข้างถนนเห็นร่างของคนขับที่นอนตายอยู่ใต้ท้องรถนั่นเอง ขณะเหลียวมองต่อไปรอบๆ นั้นเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไป...แนนซี่...
แนนซี่...คุณพระช่วย...เบนรู้สึกเหมือนสมองจะะเิเขาพยายามตะเกียกตะกายกว่าจะพาตัวเองออกมาทางประตูที่บานฉีกขาดหลุดออกไปกองอยู่กลางถนนพยายามลากขาที่ปวดจนชาไปยังกองผ้าขาวๆ แดงๆที่ดูเหมือนจะหล่นลงไปกองอยู่ข้างถนนนั้น...แนนซี่...หรือว่าเธอตายแล้ว...เขารู้สึกใจนสมองชาไปหมดไม่ได้...แนนซี่จะต้องไม่ตาย...แนนซี่กำลังจะเป็เ้าสาวของเพื่อนรัก...เพื่อนที่เขาเคยคิดว่าเขาอาจตายแทนได้
เบนพยายามรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายตะเกียกตะกายไปจนถึงร่างเล็กๆที่นอนจมกองเือยู่...
มือของเขาสั่นระริก เมื่อประคองใบหน้าเล็กๆ นั้นขึ้นแต่แล้วก็ต้องร้องออกมาด้วยความใ ใบหน้าที่เคยสะสวย...บัดนี้ แหลกยับเยินอาบไปด้วยเื...!
“คุณพระคุณเ้าช่วย...” เบนภาวนาอยู่ในใจ“ขออย่าให้เธอต้องตายเลยแนนซี่...สาวน้อยผู้น่าสงสาร...โอ...พระเ้า...เธอกำลังจะเป็เ้าสาว...”
น้ำตาของเขาหยดลงบนใบหน้าที่เกรอะกรังด้วยรอยเืก่อนที่เขาจะหมดสติไปอีกครั้ง...