“คุณรู้จักกับ... ท่านถังซือได้ยังไง?”
เมื่อได้ยินคำเอื้อนเอ่ยจากผู้มาใหม่อี้เฟยก็เพียงแค่ยิ้มบางๆ... นั่นสินะ จะเป็ถังซือไปได้ยังไง
แต่ยังไม่ทันได้มีใครได้กล่าวอะไรต่อ จงิที่ยืนอยู่ข้างๆอี้เฟยก็เป็ผู้เอ่ยเรียกผู้มาใหม่พลางช่วยทำลายบรรยากาศที่เขารู้สึกแปลกๆนี้ด้วย “รุ่นพี่ถัง”
เมื่อจงิเรียกผู้มาใหม่อี้เฟยจึงได้รู้ว่าเขาคนนี้เป็ใคร ที่แท้คนผู้นี้ก็คือ รุ่นพี่ถัง หรือก็คือคุณถังเ้าของถังแกลเลอรีแห่งนี้นี่เอง
อี้เฟยมองชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าดูแล้วน่าจะอายุไม่ยี่สิบห้าปี มีส่วนสูงมากกว่าเขาเล็กน้อย ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นหากเทียบกับจงิค่อนข้างแตกต่าง เรียกได้ว่าหล่อเหลากันคนละแบบทีเดียว โดยจงิมีใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มบาดลึก ส่วนคุณถังคนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาอันแสนอ่อนโยนนุ่มนวลนัก แม้บนใบหน้านั้นจะฉายแววความเป็บัณฑิตหนุ่มนุ่มนวลชัดเจน แต่อี้เฟยก็มองออกว่าภายใต้กรอบใบหน้าอันอ่อนโยนนั้นซ่อนความย้อนแย้งในตัวและมีความแข็งกร้าวอยู่ไม่น้อย
‘ถัง’ หึๆ ถึงว่าคลับคล้ายคลับคลาไปทางเ้านั่นมากแทบไม่มีผิดเลย จนเขาเผลอลืมตัวเอ่ยเรียกชื่อนั่นออกมา
“จงิ”
จงิค้อมศีรษะน้อยๆทักทายชายหนุ่มผู้มาใหม่ก่อนพลางยกยิ้มกว้างให้ รุ่นพี่ถังเป็อีกคนหนึ่งที่เขาไม่แสดงบทบาทคุณชายใหญ่ผู้แสนเย่อหยิ่งด้วย เมื่ออยู่ต่อหน้างานศิลป์เขาก็เป็เช่นนี้แหละรวมถึงผู้สร้างสรรค์งานศิลป์ที่เขาถูกใจด้วย... พอเห็นแววตาความสงสัยฉงนใจของอีกฝ่ายจงิก็ไม่รีรอรีบกล่าวแนะนำอี้เฟยให้
“อ๋อคนนี้ไง อี้เฟยเ้าของภาพวาดที่ผมจะให้รุ่นพี่ช่วยประเมินราคาให้น่ะ”
“อี้เฟย?” คุณถังมองพลางทวนชื่อของเด็กหนุ่มตรงหน้า... ความเป็เอกหล่อเหลาสง่างาม และความสมบูรณ์แบบฉายชัดออกมาอย่างชัดเจน นั่นคือสิ่งที่เขาเห็นเมื่อมองไปที่อี้เฟย
แต่ว่า... ผมยาว? ช่างเป็ผู้ชายไว้ผมยาวที่ยังคงความหล่อเหลาสง่างามยิ่งนัก เสมือนดั่งกับว่าหลุดมาจากในยุคสมัยนั้นที่บุรุษของแผ่นดินเรายังนิยมไว้ผมยาวเลย
“สวัสดีครับคุณถัง ผมชื่ออี้เฟยครับ ยินดีที่ได้รู้จักและได้พบกันนะครับ” อี้เฟยค้อมศีรษะให้คุณถังเล็กน้อยถูกต้องตามมุมองศาเป๊ะสำหรับการทักทายรุ่นพี่คนอายุมากกว่าคนหนึ่ง พร้อมกับกล่าวแนะนำตัวอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มนวล บนใบหน้าของเขาประดับดามด้วยรอยยิ้มสุภาพนุ่มนวลเช่นกัน ทุกกิริยาท่วงท่าการขยับกายล้วนสมบูรณ์แบบ มีความองอาจสง่างามพาชวนให้คนมองรู้สึกลึกซึ้งได้
ส่วนภายในใจของท่านอ๋องนั้น... อ๋องอย่างข้าต้องมาทักทายเกรงอกเกรงใจลูกหลานของเ้าพวกนั่นน่ะรึ นี่มันเื่บัดซบชัดๆ!
“สวัสดีครับ ผม ‘ถังโม่โฉว’ ยินดีที่ได้รู้จักและพบกันเช่นกันครับ”
คุณถัง หรือถังโม่โฉว ศิลปินจิตรกรชื่อดังที่อายุน้อยที่สุดในตอนนี้ ซึ่งปีนี้เขาเพิ่งจะอายุเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น แต่ด้วยเพราะความสามารถที่มีทั้งพร์และพรแสวงอันมากล้น ทำให้แม้ว่าจะอายุยังน้อยแต่ก็มีชื่อเสียงขึ้นแล้ว และยังสามารถสร้างอาณาจักรจวนแกลเลอรีใหญ่อันเป็เอกลักษณ์เป็ของตัวเองได้อีกด้วย
ถังโม่โฉวแนะนำตัวกลับแล้วมองเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย... มีความสงสัย? นั่นแน่นอนว่าเขาต้องมีความรู้สึกสงสัยอยู่แล้ว สงสัยว่าเหตุใดอี้เฟยจึงได้รู้จักกับ ‘ท่านถังซือ’
มุมมองในของศิลปินจิตรกรมีความรู้สึกที่เกิดเป็ศิลป์ มองให้เป็ภาพศิลป์และความจริง... ถังโม่โฉวไม่แน่ใจว่าบนโลกใบนี้จะคนที่ชวนมองแล้วให้ความรู้สึกหล่อเหลา งดงาม สง่างาม สมบูรณ์แบบ มีความเป็เอกได้ถึงเพียงนี้อยู่จริงๆน่ะหรือ?
์ช่างรักใคร่เมตตาต่อเด็กหนุ่มอี้เฟยนัก วาดบรรจงปรุงเสกสรรปั้นแต่งเขาออกได้อย่างวิจิตรงดงามสมบูรณ์แบบจริงๆ ชวนมองแล้วให้รู้สึกถึงความแก่นลึกซึ้งนัก
“ฉันเป็เ้าของถังแกลเลอรีและเป็รุ่นพี่มหาวิทยาลัยเดียวกับจงิด้วยน่ะ... อี้เฟยนายก็เรียกฉันว่ารุ่นพี่ถังเหมือนจงิเถอะ ไม่ต้องเกรงใจมากนักหรอก”
เมื่อถังโม่โฉวเอ่ยอนุญาตเช่นนั้น อี้เฟยก็เอ่ยเรียกอีกฝ่ายเหมือนกับที่จงิเรียกได้อย่างลื่นไหล ไม่มีความเคอะเขินแต่อย่างใดๆ “ครับ... รุ่นพี่ถัง”
“อืม แล้วเมื่อกี้ที่นายเรียก...” ถังโม่โฉวอยากจะถามออกไปอย่างตรงไปตรงมาเลยมากกว่าว่าที่อี้เฟยเรียกชื่อก่อนหน้านี้นั่น อีกฝ่ายรู้จักและรู้เื่ของท่านถังซือมากน้อยแค่ไหนและได้ยังอย่างไร แต่พอเห็นท่าทางคล้ายไม่รู้อะไรของอี้เฟยเขาจึงได้หยุดประโยคลง ส่วนจงิเองก็กำลังมองมาอยู่เช่นกัน
“ครับ?”
“เปล่าไม่มีอะไร... เพียงแค่การชื่นชมภาพของนายเข้าใจอย่างลึกซึ้งมาก คงจะชื่นชอบและมีความรู้เื่เกี่ยวกับงานศิลป์ไม่น้อยเลย” ถังโม่โฉวไม่ได้ถามอี้เฟยต่อให้จบประโยค ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มนุ่มนวลแต่งแต้มอยู่ ก่อนที่จะหันไปกล่าวชมเด็กหนุ่มเพื่อกลบประโยคประเด็นก่อนหน้านี้ที่ตนจะเอ่ยถามอี้เฟยออกไป ส่วนสำหรับคำชมเมื่อสักครู่ที่เขากล่าวออกไปนั้น เขาไม่ได้หลอกลวงแต่อย่างใดล้วนกล่าวออกมาจากใจจริงทั้งสิ้น
เด็กหนุ่มอี้เฟยดูจากรูปลักษณ์แล้วอายุอานามไม่น่าจะเกินมัธยมปลายเท่าไหร่ เด็กเพียงเท่านี้เองแต่กลับสามารถมองเห็นและเข้าใจในความรู้สึกลึกซึ้ง ทั้งลึกซึ้งภายนอกและลึกซึ้งภายในสิ่งแอบแฝงของภาพวาดพู่กันที่เขาวาดนั้น น่าจะไม่ใช่ธรรมดาแน่ๆ ถือว่าเป็เด็กที่น่าสนใจและคงจะมีฝีมือความสามารถไม่เบา
“จงิบอกว่าภาพวาดโดยฝีมือของนาย... หากว่าฉันได้มีโอกาสได้คุยแลกเปลี่ยนความรู้งานศิลป์ด้วยกันก็คงจะดี”
ใช่... หากว่ามีโอกาสเขาก็จะถามถึงในสิ่งที่เขาสงสัยด้วย
“ขอบคุณมากครับ ผมยินดีเป็อย่างมากเลย... เป็ตัวผมเองมากกว่าที่ควรจะเป็ฝ่ายพูดว่าหากได้รับโอกาสได้รับการชี้แนะอันสูงส่งจากรุ่นพี่คงจะดีไม่น้อยเลย ฝีมืออันอ่อนด้อยของผมคงจะพัฒนาไปได้มากขึ้นอีกแน่นอน”
อี้เฟยค้อมศีรษะน้อยๆขอบคุณแล้วกล่าวต่ออย่างสุภาพและเกรงอกเกรงใจต่อถังโม่โฉวที่าุโกว่าอยู่หลายส่วน และยังไม่ลืมกล่าวประโยคต่อมาที่แสดงถึงความถ่อมตัวของตน
ส่วนภายในใจของท่านอ๋องนั้น... รับการชี้แนะอันสูงส่งงั้นหรือ? พูดไปนั่น มันใช่ซะที่ไหนเล่า... อ๋องอย่างข้า บุรุษอันดับหนึ่งไม่มีสองที่ทั้งศาสตร์และศิลป์ทุกแขนงล้วนเข้าใจอย่างถ่องแท้ั้แ่อายุสิบสามหนาวเนี่ยนะ ข้าไหนเลยจะไปสนใจฝีมือการวาดภาพกับจวนถังเด็กน้อยของเ้ากัน
“หึๆ ได้รับการชี้แนะอันสูงส่งจากฉันงั้นหรือ?... คำกล่าวนี้ดูเกินจริงไปนะ หึๆ นายประเมินฝีมือของฉันสูงเกินไปแล้ว”
“ฉันไม่กล้ารับคำว่าสูงส่งไว้ได้หรอกนะ ขอกล่าวอย่างถ่อมตัวบ้าง” ถังโม่โฉวมองอี้เฟยแล้วกล่าวยิ้มๆ ใบหน้าของเขาก็ยังคงประดับแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลอยู่เช่นเดิม... ส่วนภายในใจของถังโม่โฉวนั้นคิดไว้แล้วว่า อี้เฟยก็หาใช่เด็กหนุ่มที่จะพูดเล่นๆได้ คงจะไม่ธรรมดาเหมือนกับรูปลักษณ์ของเ้าตัวนั่นแหละ
ไม่รู้ว่าจงิไปรู้จักกับอีกฝ่ายได้ยังไง ในฐานะที่เขาเป็รุ่นพี่และรู้จักกับจงิมาพอสมควร ทั้งรู้จักกับท่านปู่จงด้วย เขาก็อดห่วงไม่ได้เกรงว่าจงิอาจจะถูกความหล่อเหลาสง่างามนี้หลอกลวงหลอกใช้ประโยชน์อะไรบางอย่าง อย่างไรซะตระกูลจงก็ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ ยิ่งจงิเป็คุณชายใหญ่คนสำคัญด้วย แน่นอนว่าอำนาจ เงินทอง ล้วนรอเขาอยู่ พวกที่ล้วนเข้ามาเพื่อผลประโยชน์ก็ไม่น้อย
“หากเทียบในวงการนี้ฉันก็ยังเป็เพียงแค่เด็กน้อยหัดเดินเท่านั้นแหละ... ยังต้องพัฒนาฝีมืออีกมาก”
อี้เฟยฟังถังโม่โฉวพูดจบก็ถึงกับชะงักไป...
‘ยังต้องพัฒนาฝีมืออีกมากพ่ะย่ะค่ะ’
คำกล่าวประโยคหนึ่งที่คุ้นหูดีย้อนกลับมาให้เขาระลึกถึง... คนสกุลถัง! คนสกุลถังไม่ว่าจะรุ่นไหนๆก็มักจะพูดแบบนี้ติดปากหรือยังไง
อี้เฟยคิดอย่างหมดอารมณ์ร่วมจะพูดอะไรต่อละ แต่ก็ยังคงต้องคงรอยยิ้มสุภาพชนและความนุ่มนวลสง่างามไว้ภายนอกเช่นเดิม
“หึๆ จวนถังแกลเลอรีใหญ่โตและมีชื่อเสียงถึงเพียงนี้ก็เป็สิ่งการันตีเื่ฝีมือของรุ่นพี่แล้วล่ะครับ”
“หึๆ นายคิดว่าอย่างงั้นหรือ?”
“หึๆ หรือว่ารุ่นพี่ไม่คิดเช่นนั้นหรือครับ”
ใช่ ไม่มีฝีมือแล้วจะอยู่ได้มาจนถึงยุคปัจจุบันหรือไง ได้ยินว่าคนสกุลถังอยู่ยากไม่ใช่รึ...
อี้เฟยแอบถอนหายใจในใจอย่างมองอะไรๆทะลุปรุโปร่ง ถ้าเป็คนสกุลถังก็คงจะต้องคิดแล้วว่าเขาคงจะมีเจตนาที่ไม่ชัดเจนต่อจงิเป็แน่ และเขาเชื่อว่าเขาคิดถูกด้วย... เป็สกุลที่ชอบสอนให้ลูกหลานอยู่อย่างเจนโลก และพวกเจนโลกมากๆก็มักจะคิดทุกเื่ๆไปในทางแง่ร้ายไว้ก่อนเสมอ
ความนุ่มนวลคือดาบเล่มหนึ่ง... ถังโม่โฉวกำลังคิดถึงอี้เฟยแบบนั้นเลย
จงิถูกทิ้งแยกให้ออกจากสนทนาตอนไหนเขาก็ไม่รู้สึกและไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าตัวเขาได้แต่มองถังโม่โฉวทีมองอี้เฟยที เขาทั้งคล้ายและไม่คล้ายว่าจะเข้าในใจในสิ่งที่ทั้งสองกำลังพูดกัน พอจะทราบว่ามีอะไรนัยๆในการพูดและสายตาของทั้งคู่ แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจกับทั้งสองคนจริงๆนั่นแหละ จิตใจบัณฑิตช่างลึกลับซับซ้อนจริงๆ
มันมีเจตนาอะไรลึกๆด้วยหรือ? ทำไมเหมือนคุยกันยากจัง รุ่นพี่ถังจิตรกรหนุ่มกับเสี่ยวเฟยจิตรน้อยกำลังคุยถกเปลี่ยนเรียนรู้หรือว่าสื่อสารกันยังไงกันแน่?
แต่เมื่อได้โอกาสที่จะได้พูดเสริมบ้างแล้ว จงิก็พูดเพื่อดึงตัวเองเข้าสู่บทสนทนาด้วยทันที “อื้มใช่! ฝีมือการวาดภาพของรุ่นพี่ถังนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ”
“ใช่ครับ พี่ิพูดถูก ฝีมือของรุ่นพี่ถังดีจริงๆ ผมต้องขอคำแนะนำดีๆบ้างแล้ว”
“เอาเถอะๆ งั้นฉันขอรับคำชมนั้นไปก็แล้วกัน... พวกเราไปที่ห้องนั่งเล่นกันเถอะ”
หลังจากที่ได้ทำความรู้จักและคุยกันไปพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ได้เวลาเข้าสู่่เวลาจริงจังสักที อี้เฟยเดินตามคนทั้งคู่เข้ามาในบริเวณพื้นที่ส่วนตัวของถังโม่โฉว จงิดูคุ้นเคยเป็พิเศษน่าจะมาหลายครั้งแล้ว พวกเขาเข้ามานั่งภายในห้องนั่งเล่นสำหรับรับแขกส่วนตัวของถังโมโฉว
“จงิแล้วภาพที่จะให้ช่วยประเมินราคาล่ะ”
“นี่ครับ รุ่นพี่ดูสิฝีมือของอี้เฟยวาดเองเลยนะ!” เมื่อถังโม่โฉวถามหา จงิก็ยื่นภาพวาดฝีมือของอี้เฟยให้อีกฝ่ายดูทันที เขาอาการตื่นเต้นของตัวเองไม่อยู่จริงๆ ต้องยอมรับว่าเขาจงิคุณชายใหญ่ยอมพ่ายแพ้แก่ภาพวาดงานศิลป์จริงๆนะ มาดอันใดกันไม่มีหรอกเมื่ออยู่ต่อหน้างานศิลป์!
จงิอยากจะเห็นจริงๆ หน้าตาของถังโม่โฉวตอนที่เห็นภาพวาดพู่กันนี้
“ภาพวาดพู่กันนี่...” ถังโม่โฉวถึงกับตะลึงงันหลังจากที่แกะกระดาษครอบภาพออกแล้วได้เห็นถึงความงดงามที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน... จิติญญาแห่งภาพวาดพู่กันงดงามยิ่งนัก
‘เพียงภาพวาดแต่กลับเสมือนมิใช่ภาพวาด’ ประโยคเดียวรวบรัดกระชับสั้นแต่ได้กล่าวถึงภาพๆนี้ทั้งหมดแล้ว ทุกลายเส้นพู่กันมองแล้วพาให้รู้สึกถึงชีวิตจริงๆ นี่คือภาพวาดที่มีชีวิตจริงๆ!
“รุ่นพี่ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ราคาอยู่ที่เท่าไหร่ว่ามาได้เลย ผมไม่เกี่ยงราคาแน่นอน” จงิเห็นท่าทางของถังโม่โฉวแล้วเขาก็คิดไว้แล้วว่าราคาของภาพวาดนี้อาจจะมากกว่าเขาที่คิดก็ได้ แต่ยังไงซะไม่ว่าจะราคาเท่าไหร่เขาก็ยินยอมพร้อมจ่ายทั้งนั้น
ถังโม่โฉวมองภาพงานศิลป์อย่างหลงใหลและตั้งใจชื่นชม เสมือนตอนนี้เขาได้หลุดเข้าไปอยู่ภายในภวังค์ของภาพวาดนกยูงคู่ผัวตัวเมียคลอเคลียกันอยู่ภายใต้แสงจันทราอย่างหวานชื่นไปชั่วขณะหนึ่งทีเดียว ก่อนต่อมาถังโม่โฉวจะดึงสติกลับมาพลางพินิจพิจารณาภาพอยู่อย่างเนิ่นนานมากกว่าที่อีกฝ่ายจะพูดออกมา...
“23,000,000 หยวน”
ยี่สิบสามล้าน... จะได้หรือเปล่านะ?
ถังโม่โฉวมองอย่างเนิ่นนานและใช้วิธีการตรวจสอบอยู่สักพัก ก่อนจะบอกราคาจากการประเมินราคาภาพวาดพู่กันจีนนี้กับจงิ แล้วหันมามองอี้เฟยอย่างไม่วางสายตา... ส่วนในความคิดนั้นไม่แสดงออกมา
อี้เฟยยิ้มรับอย่างเข้าใจ มองสบสายตากับถังโม่โฉวกลับอย่างคนมองอะไรทะลุปรุโปร่ง อ๋องอย่างเขาไม่มีเื่อันใดให้ต้องหวั่นไหวอยู่แล้ว....
ประเมินราคาอย่างงั้นหรือ? หึ นี่มันประเมินคนชัดๆ
-------------------------------------
Talk
ความนุ่มนวลคือดาบเล่มหนึ่ง... ไม่ใช่การประเมินราคาแต่ประเมินคนค่ะ!
ถังโม่โฉวกับท่านอ๋องนี่ยังไง เพิ่งเจอกันแท้ๆ... อ๋อ แค่คุยอย่างลองเชิงกันนิดๆเฉยๆ ส่วนพี่จงิก็ฟังๆไปงงๆไปเถอะ
และเหนือสิ่งอื่นใดคราวนี้ท่านอ๋องของพวกเราจะรวยจริงๆแล้วนะ! [Tips : 23 ล้านหยวน แปลงเป็เงินบาทโดยประมาณก็ประมาณเกือบร้อยล้านค่ะ]
ตอนนี้ได้มารู้จักกับ 'ถังโม่โฉว' คุณคิดว่าเขาเป็ยังไงบ้างคะ [หึๆ] ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)