อาคิระเดินตามเส้นทางลับที่พบในวิหารน้ำแข็งอย่างระมัดระวัง ลมหนาวยังคงพัดผ่านช่องทางแคบ ๆ จนเสียงหวีดหวิวของมันแทรกเข้าไปถึงกระดูก แม้เขาจะสวมชุดที่แม่มอบให้เมื่อเย็นนี้ มันก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนาวเย็นของโลกใบใหม่นี้มากนัก
เส้นทางที่ทอดยาวค่อย ๆ ลึกลงไปใต้ดิน ผนังหินที่เคยเป็น้ำแข็งใสเปลี่ยนเป็หินสีเทาเข้ม ลวดลายสลักแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นปรากฏอยู่เป็ระยะ บางลายดูเหมือนวงแหวนเวทมนตร์ซ้อนกัน หลายลายคล้ายสัญลักษณ์โบราณที่ราวกับบันทึกเื่ราวบางอย่างที่ถูกลืมเลือน แสงจากทางเข้าเริ่มเลือนหาย เหลือเพียงแสงริบหรี่ที่สะท้อนมาจากผนังและพื้น ทำให้เส้นทางดูลึกลับและวังเวง
“ทำไมมันลึกขนาดนี้…” เขาพึมพำขณะเดินไปตามทาง เขาพยายามก้าวเดินต่อ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความหวาดระแวงและความสงสัย
ยิ่งเขาเดินลึกลงไป อาคิระรู้สึกเหมือนลมหายใจของตัวเองสะท้อนอยู่ในความมืด เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องเหมือนถูกสะท้อนกลับมาจากใครบางคนที่เดินตามหลัง แม้จะไม่มีใครอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองเป็ระยะ
“มันเงียบเกินไป…” เขาคิดในใจ ความกดดันเริ่มบีบคั้น หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่เงามืดพลิ้วไหวตามแสงริบหรี่ของทางเดิน
ในที่สุด ทางเดินก็เปิดเข้าสู่ห้องโถงขนาดใหญ่ เขาหยุดยืนตรงปากทางเข้าอย่างไม่รู้ตัว สายตาของเขากวาดมองรอบ ๆ ด้วยความตื่นตะลึง
ห้องโถงแห่งนี้แตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของทางลับ เพดานคริสตัลที่ห้อยระย้าลงมาราวกับดวงดาวสะท้อนแสงสีฟ้าอ่อนดูงดงามและน่าพิศวง ผนังคริสตัลบางส่วนเรืองแสงเบา ๆ สร้างเงาพลิ้วไหวเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในมุมมืด แสงสีฟ้าอ่อนสะท้อนบนพื้นหินที่เรียบเนียน บรรยากาศเย็นะเื แต่กลับสง่างามราวกับอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ควรมีมนุษย์ล่วงล้ำ
ใจกลางห้องโถง มีรูปปั้นนางฟ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนแท่นหิน ร่างของเธอสูงตระหง่านดูสง่างามและทรงพลัง ปีกสีขาวที่สลักไว้อย่างละเอียดอ่อนพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต ใบหน้าของเธอเปล่งประกายด้วยความเมตตา แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงความน่าเกรงขาม
“นี่มัน…ที่ไหนกันแน่?” อาคิระกระซิบเบา ๆ ราวกับกลัวว่าเสียงของเขาจะรบกวนความเงียบอันศักดิ์สิทธิ์
เขาเดินเข้าไปใกล้รูปปั้นโดยไม่รู้ตัว รอบฐานของรูปปั้นมีอักษรโบราณสลักไว้อย่างประณีตเป็วงกลม แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นอักษรเหล่านี้มาก่อน แต่เมื่อเขาจ้องมองมัน ความหมายของคำเ่าั้กลับชัดเจนขึ้นในใจ ราวกับเสียงกระซิบที่บอกให้เขาอ่านออกเสียง
“แด่วัลคีรีย์แห่งแสง…” เขาเอ่ยเบา ๆ ความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นทำให้เขาชะงัก
“เราอ่านออกได้ยังไง?” อาคิระพึมพำอย่างงุนงง ดวงตาของเขาจับจ้องอักษรเ่าั้ ความรู้สึกเหมือนความทรงจำบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจถูกปลุกขึ้น
เสียงแ่เบาในใจกลับเร่งเร้าให้เขาอ่านคำเ่าั้ต่อ แม้จะลังเลในตอนแรก แต่ความอยากรู้อยากเห็นและแรงดึงดูดที่ไม่อาจอธิบายได้ทำให้เขาค่อย ๆ เอ่ยคำเ่าั้ออกมา
“แด่วัลคีรีย์แห่งแสง ผู้ปกป้องดินแดนแห่งนี้ จงสรรเสริญเธอ และแสงของเธอจะปกป้องเรา”
ทันทีที่เขากล่าวคำสุดท้าย แสงสว่างเจิดจ้าพุ่งออกมาจากรูปปั้น เสียงหวีดหวิวของลมรอบ ๆ หยุดลงในทันที บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
แสงสีทองห่อหุ้มร่างของรูปปั้น ค่อย ๆ หลอมรวมกันจนกลายเป็ร่างของหญิงสาวร่างสูงสง่า เธอสวมชุดเกราะสีทองที่สะท้อนแสงราวกับดวงอาทิตย์ ปีกสีขาวที่ดูเหมือนแกะสลักไว้กลับเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ร่างของเธอเปล่งประกายอย่างสมบูรณ์แบบ
“เ้าคือผู้ที่กล่าวคำสรรเสริญ… เ้าคือคนที่เราเฝ้ารอ…” น้ำเสียงของเธอสงบนิ่ง แต่เปี่ยมด้วยอำนาจ
อาคิระจ้องมองเธอด้วยความตกตะลึง ก่อนที่เธอจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ข้ารู้จักเ้าดีกว่าที่เ้าคิด… อาคิน”
คำพูดนั้นทำให้อาคิระสะดุ้ง ชื่อเล่นนี้มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่เรียกเขา “คุณรู้จักชื่อเล่นของผมได้ยังไง?” เขาถามเสียงแหบพร่า
“อาคิน เ้ามีสิ่งที่เรา้า—แสงแห่งจิตใจบริสุทธิ์ที่เรารอคอยมาเป็พันปี” วัลคีรีย์กล่าว น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“หลายสิ่งเ้าจะได้เรียนรู้ในภายภาคหน้า แต่ตอนนี้… จงเข้ามา” เธอยื่นมือเชื้อเชิญ
อาคิระลังเล แต่แรงดึงดูดบางอย่างทำให้เขาก้าวเข้าไปหาเธอโดยไม่รู้ตัว
“ก้มหน้าลง… หลับตา…”
เมื่อเขาทำตาม เธอแตะศีรษะของเขา แสงสีทองอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เมื่อเขาลืมตาอีกครั้ง วัลคีรีย์ได้หายไป ทิ้งไว้เพียงแหวนสีทองในมือ แหวนที่ดูเรียบง่าย แต่กลับส่งพลังงานอุ่นวาบออกมา
“นี่มัน…อะไรกัน?”
เสียงของวัลคีรีย์ดังขึ้นในอากาศ “จงเดินไปตามทางลัดที่อยู่เบื้องล่าง เ้าจะพบสิ่งที่้าความช่วยเหลือ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของภารกิจของเ้า…”
เสียงของเธอแ่เบาลง ก่อนจะเหลือเพียงคำพูดสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความอาวรณ์ “อาคิน ข้าอยากให้เ้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้ แต่โลกของเราไม่อาจรอได้อีกต่อไป เ้าคือแสงสุดท้ายของเรา”
อาคิระมองแหวนในมือ ความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงถาโถมเข้ามาในใจ
“ถ้านี่คือจุดเริ่มต้น… ฉันจะต้องไปให้ถึงจุดจบด้วยตัวเอง” เขากระซิบ ก่อนจะก้าวเดินต่อไปตามทางลับที่วัลคีรีย์บอกไว้