“คุณเองเหรอที่เป็นคนส่งเอกสารพวกนั้นมาให้ผม คุณทำอย่างนี้ก็เท่ากับว่าคุณกำลังทรยศหัวหน้าตัวเองอยู่นะ มันจะไม่ผิดวิสัยของลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ไปหน่อยเหรอ” เย่เซี่ยเฉิงพูดพร้อมกับมองหน้าหลงเฉาอย่างนิ่งเฉย
เย่เซี่ยเฉิงติดตามความเคลื่อนไหวของหลินกรุ๊ปมานาน เขาจึงรู้ดีว่าหลงเฉาเจ้าของบ่อนการพนันรายใหญ่คนนี้เป็นมือขวาของประธานหลิน เขาเป็นคนคอยเก็บกวาดเรื่องสกปรกทุกอย่างให้หลินกรุ๊ปมาเป็นเวลานานแล้ว
หลงเฉาเองก็มองหน้าเย่เซี่ยเฉิงอย่างเรียบเฉยไม่แพ้กัน เพราะเขาก็รู้ดีกว่าตั้งแต่ประธานเย่กับภรรยาของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เย่เซี่ยเฉิงก็คอยให้คนมาคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด หลงเฉายังนึกชื่นชมประธานหนุ่มเย่คนนี้อยู่เหมือนกัน ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี แต่เย่เซี่ยเฉิงก็ยังพยายามหาทางเล่นงานหลินกรุ๊ปอยู่ แต่ก็อย่างว่า ในเมื่องานมาถึงมือเขาแล้ว หลงเฉาจะปล่อยให้คนสาวมาถึงตัวเขาและเจ้านายได้ยังไง ต้องบอกว่าประสบการณ์ของเย่เซี่ยเฉิงยังน้อยกว่าเขาอยู่มากนัก
“เอกสารที่ผมส่งให้คุณน่ะมันเป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ถ้าคุณคิดที่จะโค่นหลินกรุ๊ป ผมสามารถช่วยคุณได้” หลงเฉาเริ่มบทสนทนา
“คุณมีเงื่อนไขอะไร” เย่เซี่ยเฉิงถามอย่างไม่อ้อมค้อม
ในเมื่อครั้งนี้หลงเฉาเสนอตัวที่จะเข้ามาช่วยในการทำลายหลินกรุ๊ปด้วยตัวเอง เย่เซี่ยเฉิงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรู้เหตุผลและวิธีการ เพราะเขาต้องการแค่ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยากฟังเงื่อนไขของหลงเฉาก่อนที่จะตัดสินใจในความร่วมมือนี้
“ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของหลินกรุ๊ปผมไม่สนใจ แต่ธุรกิจเสื้อผ้าคุณต้องมอบให้น้องสะใภ้ของคุณ” หลงเฉาบอกความต้องการ
เย่เซี่ยเฉิงยังไม่รับปาก เพียงแต่เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม เพื่อให้หลงเฉาอธิบายต่อ
“ผมแค่อยากตอบแทนให้น้องสะใภ้ของคุณเท่านั้น คนอย่างผมไม่เคยรับของใครมาฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นบุญคุณหรือความแค้น” หลงเฉาอธิบายสั้นๆ
“แสดงว่าที่ผ่านมา สิ่งที่คุณทำไปทั้งหมดก็เพื่อทดแทนบุญคุณประธานหลิน และที่คุณเข้ามาช่วยเหลือผมก็เพราะคุณมีความแค้นกับประธานหลินอย่างนั้นเหรอ” เย่เซี่ยเฉิงพยักหน้าพลางคิด “แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมคุณถึงอยากยกธุรกิจเสื้อผ้าให้กับน้องสะใภ้ของผม คุณคิดคำตอบให้ดีๆ หากคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ ผมคงไม่กล้ารับเงื่อนไขนี้ เพราะผมไม่อยากให้น้องสะใภ้ต้องมาเดือดร้อนทีหลัง”
“เพราะน้องสะใภ้ของคุณทำให้ผมพบว่าผมควรจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปอย่างไรก็เท่านั้น” หลงเฉาจ้องหน้าเย่เซี่ยเฉิงนิ่ง “ประธานเย่ คุณก็รู้ว่าชีวิตผมตอนนี้ไม่ได้ขาดอะไร ในวงการนักเลง ตัวผมก็ถือว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดของเมืองนี้ เงินทองที่มีอยู่ก็ไม่ได้ขัดสน ทรัพย์สินอื่นๆ ก็ยังมีอีกมากมาย ของนอกกายพวกนั้นผมมีพอแล้ว คงเพราะผมเริ่มแก่แล้วมั๊ง ความโลภของผมก็เลยลดน้อยลง”
เย่เซี่ยเฉิงไม่เชื่อกับคำพูดของหลงเฉาเลยสักนิด แต่เขาก็ยังนึกหาเหตุผลไม่ออกว่าหลงเฉาอยากเข้ามาช่วยซูเจินเพราะอะไร
“หากผมรับเงื่อนไขของคุณ ผมหวังว่าในอนาคต พวกเราคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาพบกันอีก” เย่เซี่ยเฉิงพูด
“ผมจะหายไปจากชีวิตของพวกคุณตลอดกาลเลยก็ย่อมได้” หลงเฉาตอบอย่างไม่ลังเล
มู่วั่งเจี๋ยยกอาหารและเครื่องดื่มออกมาให้ซูเจินจนครบ ก่อนที่เขาจะมานั่งดื่มเป็นเพื่อนเธอ เพราะเห็นเพื่อนมีท่าทางกลุ้มใจ เขาจึงปิดร้านเร็วขึ้นกว่าปกติ
“ไหนบอกมาซิว่าแกมีเรื่องกลุ้มใจอะไร” มู่วั่งเจี๋ยถามไปพลาง รินเครื่องดื่มใส่แก้วให้เพื่อนไปพลาง
“ฉันคิดว่ากัวจิ้งหยวนอาจจะไม่ได้ตายเพราะถูกปล้น”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก นี่อย่าบอกนะว่าแกยังมีเยื่อใยให้ไอ้ผู้ชายหิวเงินคนนั้นอยู่น่ะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” ซูเจินพูดพร้อมกับถอนหายใจ “วันนี้ฉันได้รับอีเมล์จากกัวจิ้งหยวน เหมือนกับว่าเขาจะรู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย เขาก็เลยตั้งเวลาส่งอีเมล์เอาไว้เพื่อให้ส่งมาถึงฉันหลังจากที่เขา เอ่อ...หลังจากที่เขาจากไปแล้ว จริงๆ แล้วก่อนที่จะมีข่าวว่าบ้านเขาถูกปล้น กัวจิ้งหยวนนัดให้ฉันออกไปพบเขาด้วยนะ ฉันกับชิงเฉินไปก็ตามนัด แต่วันนั้นกัวจิ้งหยวนกลับไม่ได้มา”
มู่วั่งเจี๋ยนั่งหลังตรงอย่างตื่นตัว “แกกำลังจะบอกว่ากัวจิ้งหยวนนัดแกออกไปพบเพื่อที่จะบอกอะไรบางอย่างกับแก แต่เขาไม่ได้ไปตามนัดเพราะถูกจัดการไปก่อนแล้วใช่ไหม แล้วเรื่องสำคัญนั้นคืออะไร เกี่ยวกับอีเมล์ที่แกได้รับวันนี้หรือเปล่า”
“เกี่ยวสิ มันเป็นภาพลับของหลินจิงจือ แล้วก็เป็นคลิปเสียงของหลินเจิ้งฉีที่คุยกับย่าของเขาว่าเขาเป็นคนขับรถชนฉันกับน้องชาย”
“ห๊า! คนขับรถคนนั้นคือหลินเจิ้งฉี แล้ว...แล้วเขายังมีหน้ามาเจอแก ยังมาขอเป็นเพื่อนกับแก คนตระกูลหลินนี่นิสัยเหมือนกันหมดจริงๆ แล้วแกจะเอาไงต่อ” มู่วั่งเจี๋ยพูดอย่างโมโห
“ฉันต้องตอบโต้กลับอยู่แล้ว ชีวิตของน้องชายฉันทั้งคนนะ ฉันจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ ได้ยังไง แต่ตอนนี้ฉันต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมอีกสักหน่อย แค่คลิปเสียงทำอะไรตระกูลหลินไม่ได้หรอก”
“แกกับคนตระกูลหลินไปทำกรรมร่วมกันมาตั้งแต่ชาติไหนกันนะ ทุกปัญหาในชีวิตแกมันต้องเกี่ยวข้องกับคนของตระกูลนี้ไปเสียหมด” มู่วั่งเจี๋ยยกแก้วขึ้นดื่ม
“ฉันกับคนตระกูลหลินคงอยู่ร่วมกันไม่ได้หรอก มันต้องมีใครคนใดคนหนึ่งที่ต้องล่มจมกันไปข้าง แต่ว่านะวั่งเจี๋ย ฉันเป็นห่วงจื่อรั่ว ถ้าเกิดฉันทำอะไรรุนแรงไปจื่อรั่วจะ...”
ซูเจินพูดยังไม่ทันจบ จูจื่อรั่วก็เดินเข้ามาถึงโต๊ะแล้ว
“พวกแกคุยอะไรกันอยู่ แล้วเรียกชื่อฉันทำไม กำลังนินทาฉันอยู่ใช่ไหม วั่งเจี๋ยขอแก้วใบหนึ่ง วันนี้ฉันจะดื่มให้เต็มที่ วันหยุดพักร้อนในรอบสองปีของฉันได้รับการอนุมัติแล้ว” จูจื่อรั่วพูดอย่างอารมณ์ดี
“ยังจะมาทำอารมณ์ดี แกดูหน้าเพื่อนแกสักหน่อย” มู่วั่งเจี๋ยมองเป็นทางซูเจินเป็นสัญญาณ
จูจื่อรั่วหันไปมองซูเจินอย่างงงๆ “เจินเจิน แกมีเรื่องเครียดอะไรเหรอ ฉันตกข่าวอะไรไป”
มู่วั่งเจี๋ยจึงเป็นคนเล่าเรื่องการเสียชีวิตของกัวจิ้งหยวน และข้อสันนิษฐานต่างๆ ที่เขากับซูเจินได้คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ให้จูจื่อรั่วฟังอีกรอบ
“แกก็เลยคิดไม่ตกว่าจะจัดการกับหลินกรุ๊ปยังไงอย่างนั้นเหรอ” จูจื่อรั่วหันไปถามซูเจิน
“แกฟังทันไหมเนี่ยว่าคนที่ขับรถชนเจินเจินกับน้องชายคือหลินเจิ้งฉี” มู่วั่งเจี๋ยถามจูจื่อรั่วอย่างหงุดหงิด
“ฟังทันสิ ก็หลินเจิ้งฉีเป็นคนของหลินกรุ๊ปไม่ใช่เหรอ แล้วฉันพูดอะไรผิด” จูจื่อรั่วยังคงไม่เข้าใจ
“ก็ถ้าเจินเจินจัดการกับหลินกรุ๊ป หลินเจิ้งฉีก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ก็หลินเจิ้งฉีเป็นคนสนิทของแกไม่ใช่หรือไง เจินเจินมันก็เลยเป็นห่วงแกด้วย” มู่วั่งเจี๋ยตอบ
“เดี๋ยวก่อนนะ หลินเจิ้งฉีเป็นคนสนิทของฉันอย่างนั้นเหรอ นี่พวกแกอย่าบอกนะว่าพวกแกคิดว่าฉันกับหลินเจิ้งฉีเป็น...” จูจือรั่วตะลึงกับความคิดของเพื่อนจนพูดไม่ออก
“แล้วมันไม่ใช่หรือไง พวกแกไปปีนเขาด้วยกัน แถมแกยังพาเขามาแนะนำให้พวกฉันรู้จักอีก” มู่วั่งเจี๋ยพูดต่อ
“พวกแกก็เลยคิดว่าฉันกับเขาคบกันงั้นสิ เฮ้อ...ที่ฉันไปปีนเขากับเขาน่ะเริ่มแรกก็เพราะความบังเอิญ พวกแกก็รู้ว่าฉันชอบไปปีนเขาคนเดียวอยู่แล้ว หลินเจิ้งฉีก็เหมือนกัน ส่วนเรื่องที่ฉันพาเขามาแนะนำให้พวกแกรู้จักก็เพราะวันนั้นฉันเห็นเขายืนตะโกนปลดปล่อยความเครียดอยู่ที่หน้าผา ทีแรกฉันก็นึกว่าเขาจะคิดสั้น ก็เลยยืนดูเขาอยู่พักหนึ่ง ท่าทางเขาตอนนั้นมันดูโดดเดี่ยวและเศร้ามาก ฉันคิดว่าเขาคงไม่ค่อยมีเพื่อน ฉันก็เลยพาเขามารู้จักกับเพื่อนในกลุ่มเรา แต่พอพาเขามาแล้วฉันถึงรู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของหลินจิงจือ ก็รู้พร้อมแกนั่นล่ะนายวั่งเจี๋ย” จูจื่อรั่วอธิบายยาว
“แกกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันแน่นะ” มู่วั่งเจี๋ยยังสงสัย
“ไม่ได้เป็น และไม่มีโอกาสเป็นด้วย ฉันไม่ได้ชอบผู้ชายแบบนั้น ผู้ชายของฉันต้องมาดแมนบึกบึน พร้อมที่จะปกป้องฉันในทุกเรื่อง” จูจื่อรั่วตอบพร้อมกับอมยิ้มหน้าแดง
“หมอจู ท่าทางอย่างนี้...เขาชื่ออะไร” มู่วังเจี๋ยถาม
“ถึงเวลาพวกแกก็รู้เองล่ะ ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อม” จูจื่อรั่วตอบยิ้มๆ “เจินเจิน แกเลิกห่วงเรื่องของฉันได้เลย แกจะเดินหน้าทำอะไรตระกูลหลินก็ตามสบาย แต่ตอนนี้ฉันไม่พอใจพวกแกทั้งสองคนมาก เห็นฉันไม่มีสมองไม่มีตาไปแล้วหรือไง ถึงคิดว่าฉันจะไปคว้าคนตระกูลหลินมาเป็นสามี พันธุกรรมชั้นแย่แบบนั้น อัจฉริยะอย่างฉันไม่สนใจหรอกย่ะ”
“โอว...คุณหมอจู อย่าเพิ่งโกรธไปเลยนะครับ วันนี้คุณแม่ของผมทำขาหมูตุ๋นของโปรดของคุณไว้ ผมจะไปยกมาให้คุณเดี๋ยวนี้” มู่วั่งเจี๋ยเดินหายเข้าไปในครัว
“จื่อรั่วบอกฉันมาตามตรง แกไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม” ซูเจินถามเพื่อนอย่างจริงจัง
“เจินเจิน ฉันกับหลินเจิ้งฉีพวกเราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ ฉันไม่เคยปิดบังแกอยู่แล้ว แต่ฉันก็ขอบใจนะที่แกเป็นห่วงความรู้สึกฉัน ตอนนี้แกสบายใจได้ เดินเครื่องชนได้อย่างเต็มที่” จูจื่อรั่วจับมือซูเจินอย่างให้กำลังใจ