ลูกชายอยากได้แบบไหนหนิงเฟิ่งก็จัดการให้ตามนั้น ตอนที่เข้าเมืองมานั้นเธอซื้อขนมให้เ้าหนู 2 กล่อง จึงแบ่งขนมครึ่งกล่องออกมามอบให้หัวหน้าหมู่บ้านด้วย
ทันทีที่เห็นหนิงเฟิ่งหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับสำลักออกมา เขารีบเอาผ้าขึ้นมาเช็ดใบหน้าและร่างกายลวกๆ ทำตัวสุขุมปกปิดความลนลานของตัวเอง “แม่หนูหนิงมีเื่อันใดหรือ”
“ข้าคิดจะสร้างบ้านใหม่จึงมาแจ้งแก่ท่าน”
หัวหน้าหมู่บ้านตาโต ไม่นานมานี้หนิงเฟิ่งพึ่งซื้อที่ดินไปใช้เงินถึง 6 ตำลึง เหตุใดถึงมีเงินมาสร้างบ้านแล้วล่ะ “หือ เ้าจะสร้างบ้านหรือ? ่นี้แม่หนูหนิงดูร่ำรวยเหลือเกินนะ”
“บ้านของข้าจะถล่มวันไหนก็ไม่รู้ หากไม่สร้างใหม่มันก็คงอยู่ไม่พ้นปีนี้เหมือนเดิม” หนิงเฟิ่งเลือกจะตอบไปอีกแบบหนึ่งให้ท่านผู้เฒ่าไปตีความเอง
ยังไม่มีใครรู้ว่าเธอขายหมีป่าได้ เพราะบ้านของเธอและบ้านของกงไห่อยู่ท้ายหมู่บ้าน อีกทั้งบ้านของกงไห่ยังติดชายป่า ตอนที่ช่วยกันแบกหมีออกมาพวกเขาไม่ได้มาตามเส้นทางปกติ แต่ลัดเลาะฝ่าดงหญ้ามาออกทางบ้านของกงไห่แทน
วันนี้มีรถม้าประทับตราของเหลาอาหารเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านอาจจะเดาได้ว่าเธอล่าสัตว์มาได้ แต่ไม่มีใครคาดคิดแน่นอนว่าสัตว์ตัวนั้นจะเป็หมีป่าตัวใหญ่
พอหนิงเฟิ่งกล่าวถึงความลำบากของตัวเอง หัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่คุยซอกแซกอันใดต่อ เวลาจะสร้างบ้านทีหนึ่งหัวหน้าหมู่บ้านจะช่วยกะเกณฑ์หาคนมาทำงานให้ ในหมู่บ้านมีคนทำงานช่างเป็อยู่ไม่กี่คนหนึ่งในนั้นคือลูกชายของป้าโจว...
สร้างบ้านต้องมีเงิน 7-8 ตำลึงเป็อย่างต่ำสำหรับค่าอิฐค่ากระเบื้อง เื่นี้สำหรับหนิงเฟิ่งไม่ได้มีปัญหา เธอตอบรับการสาธยายของหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหมด แล้วนัดแนะไปดูพื้นที่ที่จะสร้างบ้านหลังใหม่กับช่างในวันพรุ่งนี้
เสร็จธุระหนิงเฟิ่งก็มอบขนมที่นำมาให้แก่หัวหน้าหมู่บ้านก่อนจะกล่าวลา “ขนมนี่ข้าซื้อมาจากในเมือง ขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือเ้าค่ะ”
หัวหน้าหมู่บ้านมองถุงขนมด้วยสายตาวาววับ ของกินเล่นทำนองนี้ใครจะใจใหญ่มามอบให้ผู้อื่น มือเหี่ยวหย่นรีบยื่นออกไปคว้ามาด้วยกลัวว่าหนิงเฟิ่งจะเอากลับ กล่าวกับหญิงสาวอีกประโยคเขาก็ไม่สนใจหนิงเฟิ่งอีกต่อไป
หนิงเฟิ่งไม่ได้ใส่ใจอาการแบบนี้ของหัวหน้าหมู่บ้าน เสร็จธุระแล้วเธอก็ก้าวออกจากบ้านหลังนี้ทันที
วันต่อมาโจวเหวินลูกชายป้าโจวก็พาช่างประมาณ 2-3 คนมาดูสถานที่ โจวเหวินผู้นี้มีร่างกายหล่อเหลากำยำ พอเห็นหน้าของเขา หนิงโก่วเซิ่งก็รู้สึกขวางหูขวางตาแปลกๆ
นี่เป็คนที่แม่แอบชอบ!
ตอนที่รู้ว่าโจวเหวินจะมาสร้างบ้านให้ เ้าหนูก็มีสีหน้าบึ้งตึงทันที ก่อนหน้าแม่ของเขามีพฤติกรรมน่าอายหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่จำได้ดีคือการไล่ตามจีบโจวเหวินผู้นี้นี่แหละ
หนิงเฟิ่งได้รับสายตาพิฆาตมาจากเ้าหนูหลายครั้งระหว่างพูดคุยเตรียมงาน เธอมีความทรงจำของร่างเดิมจึงรู้ว่าเ้าหนูกำลังไม่พอใจอะไรอยู่
“อะไร? คิดจะนั่งตาเหลือกใส่แม่ทั้งวันเลยหรือ?”
“ข้าก็ปกติดีนี่ ไม่ได้เป็อะไรซะหน่อย แค่นั่งอยู่ข้างๆ แม่ก็ไม่พอใจข้าแล้วรึไง?”
นี่มันอาการฟาดงวงฟาดงาชัดๆ
หนิงเฟิ่งทนอาการมันเขี้ยวลูกชายไม่ไหว จึงบีบแก้มเ้าหนูน้อยไปหลายที ปากช่างจ้อของเขาประท้วงอู้อี้ไม่หยุดทำเอาคนเป็แม่หัวเราะออกมา
“อ้า แม่ทำร้ายร่างกายข้า!”
“หึ ไหนบอกว่าจะหาคนหล่อๆ ให้แม่ไง แม่รอลูกชายโตขึ้นแล้วหาสามีให้ ไม่รีบหรอกน่า”
“จริงนะ” เ้าหนูทำท่าไม่ไว้ใจ
“อื้อ ลูกชายน่ารักขนาดนี้แม่จะหาสามีมาทำไมล่ะ” นี่เธอกล่าวเอาใจเ้าหนูขี้งอนผู้นี้เลยนะ เกิดมายังไม่เคยทำตัวน่าขนลุกแบบนี้กับใครเลย
หนิงโก่วเซิ่ง เ้าจงภูมิใจซะเถอะ!
เ้าหนูน้อยพยักหน้า “ข้าก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ แม่ถึงรักข้ามากๆ เลยไง”
ดูเหมือนลูกชายจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว หนิงเฟิ่งจึงคิดจะไปคุยงานกับโจวเหวินต่อ แต่ว่าอารมณ์ดีก็ส่วนอารมณ์ดี ส่วนอาการหวงแม่ก็ยังมีอยู่เ้าหนูจึงเดินตามแม่ของตนไม่ห่าง
หนิงเฟิ่งก็ปล่อยให้หนูน้อยทำตามความ้า ปล่อยให้ลูกชายจับชายเสื้อไปเรื่อยๆ
เดิมโจวเหวินยังรู้สึกกังวลภายในใจ ด้วยกลัวว่าการมาทำบ้านให้หนิงเฟิ่งครั้งนี้จะไม่ราบรื่นมากนัก ถึงจะรู้ข่าวจากมารดาและคนในหมู่บ้านว่านางเปลี่ยนไปแล้วก็เถอะ
วีรกรรมของนางมีมากมายจนเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่พอมาเจอจริงๆ นางแทบจะไม่พูดอะไรนอกจากเื่บ้านเลยด้วยซ้ำ สายตาที่มองมาก็เฉยชาให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเอามือไปจุ่มแม่น้ำยามหน้าหนาว
แม้จะรู้สึกแปลกๆ กับความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันนี้ แต่โจวเหวินก็คิดว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นดีกว่าเมื่อก่อนนัก
ไหว้วานคนมาช่วยสร้างบ้าน หนิงเฟิ่งก็คิดว่าตนควรจะแสดงน้ำใจหุงหาอาหารมาให้พวกเขากินบ้าง เธอไปขอให้ป้าโจวมาช่วยงาน ด้วยไม่มั่นใจกับฝีมือการทำอาหารของตัวเองมากนักจึงคิดใช้เงินแก้ปัญหาซะเลย
วันถัดมาหนิงเฟิ่งก็พาเ้าหนูน้อยเข้าเมืองั้แ่เช้าเพื่อเตรียมซื้อของมาทำกับข้าวให้คนงาน
นอกจากไปซื้อของแล้วก็ถือโอกาสพาลูกชายไปเที่ยวเล่นในเมืองอีกสักรอบ หนิงโก่วเซิ่งยิ้มกว้างให้กับความสุขสบายของเขา นอกจากได้กินขนมอร่อยแล้วแม่ยังพาเขาไปกินอาหารที่เหลาอีกต่างหาก!
“แม่นางหนิงวันนี้ท่านมีอะไรดีๆ มาขายหรือ!” เสี่ยวเอ้อร์ทักทายหนิงเฟิ่งที่กำลังจูงมือลูกชายของนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“วันนี้ไม่มี ข้าพาลูกชายมาทานข้าวน่ะ”
“อ้อ งั้นข้าจะพาท่านไปนั่งขอรับ”
“อืม”
หนิงเฟิ่งพาเ้าหนูไปนั่งโต๊ะมุมร้าน ได้โต๊ะเสร็จก็สั่งอาหารมาให้ตัวเองและลูกชาย 3 อย่าง อาหารของเหลาแน่นอนว่าแค่หน้าตาก็น่ากินแล้ว เ้าหนูกินไปคำแรกก็ออกอาการดี๊ด๊าทันที
เห็นลูกชายกินด้วยใบหน้ามีความสุข หนิงเฟิ่งจึงถามขึ้น “อร่อยหรือไม่?”
“อื้อ อร่อยสิ” หนูน้อยพยักหน้าลงอย่างแรง
“อาหารเหลากับอาหารแม่อันไหนอร่อยกว่า”
หนิโก่วเซิ่งเงยหน้าเหล่มองแม่ของตน “แม่จะให้ข้าตอบจริงๆ รึไง”
คนเป็แม่ตอบกลับหน้าตาย “ไม่ต้องตอบหรอก แม่รู้อยู่แล้วล่ะ”
หนิงโก่วเซิ่งแค่นเสียงก่อนจะก้มกินข้าวของตนต่อไป เวลาแม่ทำอาหารอะไรดีๆ แม่ก็ใส่ให้เขาทุกอย่าง รู้หรอกว่าแม่้าเอาใจเขา แต่บางทีแม้แต่เกลือแม่ก็ใส่เยอะเกินไป...
กินเนื้อย่างของแม่ทีหนึ่งเขาต้องกินข้าวคำใหญ่ๆ เข้าไปอีก 3 คำ
ก่อนหน้านี้ที่เขาโตมาได้อาจจะเพราะไม่ได้กินข้าวฝีมือแม่ก็ได้!
หนิงเฟิ่งกินข้าวไปอมยิ้มไป เ้าหนูนี่ช่างเป็คนเถรตรงเหลือเกิน โตไปคงกลายเป็ผู้ชายปากจัดคนหนึ่ง แต่การแกล้งลูกก็เป็ความสุขเธอเหมือนกัน จึงเอ่ยเย้าแหย่บุตรชายต่อ
“เ้าว่าแม่เปิดร้านอาหารดีไหม?”
“แม่ทำให้ข้ากินคนเดียวก็พอเถอะ!” หนิงโก่วเซิ่งสวนกลับทันควัน ทำเอาหนิงเฟิ่งหัวเราะออกมา
ชาติก่อนเธอเป็ทหารนะแถมเป็ทหารที่ออกรบบ่อยอีกต่างหาก เวลาทำอะไรก็ต้องรีบร้อนจะมามัวประณีตกับอาหารการกินได้ยังไง? อยากกินอาหารอร่อยก็ซื้อกินเอาเถอะ เอาเวลาว่างๆ ก็ไปนอนพักดีกว่า!
หนิงโก่วเซิ่งอิ่มจนแทบจะเรอออกมา สองแม่ลูกนั่งพักให้อาหารย่อยกันครู่หนึ่ง ระหว่างนี้หนิงเฟิ่งก็คอยสำรวจร่างกายของลูกชายไปด้วย แม้ฝีมือการทำอาหารของเธอไม่ได้ดีมากแต่ว่าเ้าหนูก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นแล้ว แต่ความสูงเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
หากเทียบกับเด็กคนอื่น ลูกชายเธอทั้งตัวเล็กทั้งตัวเตี้ย
จู่ๆ หนิงเฟิ่งก็คิดไปถึงน้ำนม ั้แ่เกิดเ้าหนูน้อยแทบจะไม่ได้กินนมมารดาไม่แปลกที่เขาจะโตมาตัวเท่านี้
5 ขวบยังสามารถบำรุงได้อยู่ แต่ยุคนี้ไม่รู้เหมือนกันว่ามีนมขายหรือไม่ ความทรงจำของร่างนี้ดูจะไม่คุ้นเคยกับนมวัวหรือนมแพะเลย หากมีมันก็คงเป็สิ่งหายากแน่ๆ