ตอนที่ 26
วิกฤตตำหนักอัคคี (8)
ร่าง ที่ไร้ศีรษะ โลหิตฉีดพุ่งพร่างพรม ก่อนจะล้มลงแน่นิ่ง เฉินฟ่าน เหม่อมองร่างนั้นอย่างฉงนงงงวย กระบี่ในมือของมันยังปรากฏคราบโลหิตแปดเปื้อนแดงฉาน หากขบคิดไม่เข้าใจ เมื่อครู่ใยตนต้องฟันมัน
ศีรษะที่กลิ้งกระดอนมิใช่ของหานเฟิง หากเป็ลิ่วล้อที่จับหานเฟิงให้คุกเข่า ส่วนหานเฟิง มันที่ยามนี้ยังคงตกอยู่ภายใต้อาคมพันธนาการ จึงทำได้เพียงแค่นั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้น
ทว่า สองั์ตาของมันกลับปรากฏมีเส้นเืฝอยแดงฉาน ฟัน บนล่างขบใส่กันจนแทบจะปริแตก สีหน้าบิดเบี่ยว มองไปมันคล้ายมันกำลังเ็ปทรมาน
เฉินฟ่าน มองดูกระบี่บนมืออย่างโง่งม ก่อนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของหานเฟิงที่เบื้องหน้า สองคิ้วจึงขมวดแน่น ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็คำกล่าวออกมา
“ เมื่อครู่นี้เป็ฝีมือเ้า?”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากสีหน้าของมันยังคงเต็มไปด้วยความกังขาสงสัย เพราะเมื่อครู่ ก่อนที่มันจะวาดกระบี่ออก เป้าหมาย ที่กระบี่นี้จะต้องปลิดปลง คือศีรษะของหานเฟิง ทว่า พอกระบี่วาดออกไปแล้ว เป้าหมายในใจของมัน กลับเลือกที่จะฟันใส่ลิ่วล้อของตนแทน
กระทั่งที่ศีรษะหลุดลงไปตั้งเนิ่นนานแล้ว หากตัวมันก็ยังขบคิดไม่เข้าใจ ว่าทำไม ตนจึงต้องเปลี่ยนความคิดในฉับพลัน จะบอกว่าเป็ถูกหานเฟิงควบผู้นี้ควบคุมความคิด นั่นก็คล้ายจะไม่ใช่อยู่ เพราะมันตรวจจับระลอกพลังอันใดไม่พบจากร่างของหานเฟิงแม้แต่น้อย แต่ที่เคลือบแคลงสงสัย ก็เพราะสีหน้าอาการที่เปลี่ยนไปของมัน
“ เมื่อครู่เป็คล้ายว่าข้าถูกชักนำความคิด ไม่รู้ว่าเ้าใช่มีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ แต่ช่างเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่คิดจะเก็บมันเอาไว้อยู่แล้ว ก็เพียงแค่ลำดับการตายก่อนหลังเปลี่ยนไป มิได้ทำให้ผลลัพธ์อันใดเปลี่ยนแปลง” เฉินฟ่านกล่าวขึ้น ขณะที่จ่อกระบี่จรดกลางหน้าผากของหานเฟิง
“ แต่ถ้าหากเมื่อครู่ เป็ฝีมือของเ้าจริง เช่นนั้นเ้าก็พลาดแล้ว ที่ไม่ชักนำความคิดให้ข้าใช้กระบี่เชือดคอตัวเอง”
หานเฟิงย่อมได้ยินคำกล่าวของเฉินฟ่าน หากมันไม่้าจะโต้ตอบ เพราะมันในยามนี้ มันกำลังทรมานกับอาการเจ็บแปลบที่สมอง ความรู้สึกที่มันได้รับนั้น ราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มทะลวง ส่วนสาเหตุที่มันกลายเป็เช่นนี้ เป็เพราะ…
ทักษะวิชา ที่แฝงมากับเคล็ดวิชาประหลาด ภาควัฏมนุษย์
ทักษะวิชานี้ไม่มีเชื่อเรียก หากความสามารถที่บ่อบอกอธิบายไว้... การชักนำความคิด
หากขอบเขตของการชักนำความคิด ต้องไม่ขัดต่อสามัญสำนึกพื้นฐานของตัวบุคคล ด้วยเหตุนั้น หานเฟิงจึงไม่อาจชักนำความคิดของเฉินฟ่าน ให้เชือดคอตัวเองจนตกตาย มิเช่นนั้น ทักษะนี้คงเป็ทักษะการลอบสังหารที่ผู้ใดก็ยากจะต่อกร แต่ทว่า เงื่อนไขการใช้งานทักษะนี้ จำต้องใช้กับผู้ที่มีระดับพลังต่ำกว่าหรือเท่ากันกับตน มิเช่นนั้นแล้ว ที่ต่อให้ใช้ออกไปเพียงน้อยนิด ก็จำต้องถูกพลังสะท้อนกลับอย่างที่หานเฟิงกำลังเผชิญ
หานเฟิง ที่ยามนี้กำลังเ็ปทรมานสุดแสน ย่อมมิใส่ใจต่อคมกระบี่ที่จ่ออยู่กลางหน้าผาก กระทั่งยังคิดหวัง ในเมื่อจะต้องตายแน่แล้ว เช่นนั้นก็รีบๆให้กระบี่นี้ทิ้มทะลวงศีรษะ ปลดปล่อยตนจากความเ็ปทรมานเสียให้สิ้นเื่สิ้นราวไป
“ เ้าดูคล้ายจะทรมานยิ่ง” เฉินฟ่านกล่าวขึ้น ก่อนจะรั้งกระบี่ถอยออกมาเล็กน้อย หากยังคงเป็ท่วงทว่าสภาวะเตรียมจู่โจม “ ใจจริงข้าอยากชมมองเ้าทรมานอีกสักเล็กน้อย ทว่า เ้าอันตรายเกินไป ปล่อยให้เ้ามีลมหายใจ ก็ยังไม่ทราบว่าเ้าจะงัดเอาลูกไม้ใดออกมามาวาดลวดลายให้ข้าต้องปวดหัว”
“ เช่นนั้นก็ลาขาดอย่างแท้จริง”
สิ้นคำ กระบี่ในมือก็เสือกแทงออก
“ กรี๊ซซซ...”
ทว่า เสียงที่ดังขึ้น กลับมิใช่เสียงของกระบี่ทะลวงศีรษะ หากเป็เสียงดังเสียดหู คล้ายกระบี่ทิ่มแทงเข้าใส่ม่านปราการอันกล้าแข็ง
เบื้องหน้าของหานเฟิง คมกระบี่ที่จ่ออยู่ห่างจากหว่างคิ้วไปไม่ถึงหนึ่งชุ่น(หนึ่งนิ้ว) ทว่า กระบี่กลับไม่อาจแทรกผ่านความว่างเปล่าที่เหลือเข้ามาได้ เพราะที่ปลายกระบี่ มวลอากาศได้ผนึกกลายเป็เกร็ดน้ำแข็งสีฟ้าใสบางเฉียบ ลอยนิ่งกีดขวางการทิ่มแทงของคมกระบี่อย่างทรนง
เฉินฟ่านที่เห็นเช่นนั้นพลันลูกตาดำหดวูบ ก่อนจะััได้ว่าบรรยากาศอันร้อนระอุโดยรอบกำลังเย็นลง เฉินฟ่านไม่รีรอลังเล แม้ไม่ทราบว่าเกิดอันใดขึ้น หากส่วนลึกของจิตใจบอกเพียงว่า ต้องสังหารบุรุษตรงหน้าผู้นี้ให้จงได้ มันชักกระบี่กลับ ก่อนเสือกแทงด้วยสภาวะกระบี่อันดุดันที่แฝงไว้ด้วยปราณวายุทะลุทลวง
“ กรี๊ซซซ...”
หากเสียงที่บังเกิดขึ้น ยังคงเป็เสียงเสียดหูของกระบี่ที่ทะลวงใส่น้ำแข็ง หากครานี้มิใช่เพียงแค่เกร็ดน้ำแข็งบางเบา แต่เป็บุปผาน้ำแข็งสีฟ้าสดใสดอกหนึ่ง กลีบดอกเบ่งบาน แผ่เป็กลิ่นอายเย็นเหยียบ ผนึกสิ้นสภาวะกระบี่ทะลุทลวง
เฉินฟ่านเห็นเช่นนั้นพลันลมหายใจขาด่ มันหันมองไปรอบด้านกลับไม่พบเห็นผู้ใด ปากจึงเปิดขึ้นะโออกมาเป็ถ้อยวาจา
“ ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใด? ไฉนจึงต้องสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวเื่ราวบุญคุณความแค้น”
เสียงของเฉินฟ่านสะท้อนก้องอยู่ในช่องทางเดิน หากทุกสิ่งอย่างกลับเงียบงัน ไม่มีเสียงใดตอบรับกลับมา
“ กล้าที่จะสอดมือไฉนจึงไม่คิดแสดงตัว” เฉินฟ่านกล่าวขึ้นต่อ มันหาได้รู้สึกหวาดกลัวต่อบุคคลปริศนาที่สอดมือเข้ามายุ่ง เพราะในสถานที่แห่งนี้ บุคคลที่สามารถผ่านเข้ามาได้ ล้วนมีระดับไม่เกินปราณบาดาลขั้นที่สิบ ซึ่งตัวมันก็อยู่ในขั้นที่สิบ แม้พลังจะไม่เสถียร แต่หากนับรวมกับศาสตร์แห่งอาคมที่มันสำเร็จ ฝีมือของมัน ก็ไม่นับว่าเป็รองผู้ใด
กระทั่งสิ้นคำกล่าวของเฉินฟ่าน ช่องทางเดินที่เงียบสงบก็บังเกิดมีสายลมเย็นเหยียบ สายลมพัดหวีดหวิวจนเฉินฟ่านััได้ถึงอันตรายจนต้องหยั่งเท้าถอยหลังออกไปหลายก้าว พริบตานั้น ตรงจุดที่มันเคยยืน ก็ปรากฏบุปผาผลึกเหมันต์ดอกหนึ่งผลิบานขึ้นมา กลีบดอกสะท้อนประกายเย็นเหยียบ แผ่เป็กลิ่นอายสังหารที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
“ บัดซบ!!!... เป็ผู้ใด ไฉนจึงไม่โผล่หน้าออกมาให้เห็น”
เสียงของเฉินฟ่านกังวานก้อง หานเฟิงที่ยังคงอดทนอยู่กับความเ็ปทรมานย่อมได้ยิน ซึ่งอันที่จริง มันล้วนเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด นับั้แ่ที่กระบี่แทงเข้าใส่ผลึกน้ำแข็ง ต่อจากนั้นก็เป็บุปผาน้ำแข็ง และบุปผาน้ำแข็งดอกสุดท้าย ที่มาดหมายเอาชีวิตนั้นก็เช่นกัน ซึ่งหากมันที่ตอนนี้ไม่ต้องอดทนต่อความเ็ป มันคงจะป่าวร้องะโขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นยินดีไปแล้ว เพราะมันทราบว่าผู้มานั้นคือใคร...
คือเทพธิดาเหมันต์ มู่เสวี่ยหลัน หานเฟิงจดจำรูปแบบน้ำแข็งของนางได้ เพราะมันเคยพบเห็นเกล็ดน้ำแข็งของนางหลังการต่อสู้กับผู้พิทัษษ์ประตู
ทว่า ที่มันตื่นเต้น กลับมิใช่เพราะนางยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หากที่ตื่นเต้น เป็เพราะกลิ่นอายของลมปราณเหมันต์ ที่ปลดปล่อยออกมากับทักษะวิชา ซึ่งปราณนั้นบริสุทธิ์ยิ่ง เหมือนดั่งเช่นอัคคีธาตุของมัน ปราณเหมันต์ของนาง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของ…
หยินบริสุทธิ์
มันจึงสรุปได้ทันทีว่า นาง ถือครองไว้ด้วยเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ ที่มัน้า ทั้งที่ในชีวิตที่แล้ว มันได้พยายามตามหามาตลอด แม้พบเจอ แต่ไม่อาจไขว่คว้ามา เพราะฐานะตัวตนของผู้ เป็สิ่งที่ตัวมันในตอนนั้น ไม่อาจเอื้อมนำมา
ทว่า กับสตรีผู้นี้ ล้วนไม่ใช่ นาง ที่ต่อให้วันหน้ากลับกลายเป็คนของแดนผู้พิทักษ์ไป แต่จะอย่างไรก็ยังเป็คนบนดาวดวงนี้ ดาว ที่ผู้คนไม่เคยก้าวไปเกินกว่าระดับมนุษย์
แต่ไม่ใช่กับตัวมัน ที่เคยไปได้ไกลเกินกว่านั้นมาก ดังนั้น กับสตรีผู้นี้ หากภายหน้า มิใช่นางได้ตกไปเป็ภรรยาของผู้ใดเสียก่อน มันเองก็ย่อมมีหวัง ที่จะได้โชควาสนาจากกายนาง
ยังคงอยู่ที่คำกล่าวสุดท้ายของเฉินฟ่าน…
สิ้นคำ สายลมอันหนาวเหน็บยิ่งมายิ่งกระโชกพัดรุนแรง บรรยากาศในช่องทางเดินที่ร้อนระอุยิ่งกลับกลายเป็เย็นลง และเย็นลง จนเฉินฟ่านตระหนักได้ถึงพลังอันกล้าแข็งของผู้มา ขบคิดคำนวนก็ทราบแน่ว่าตนไม่อาจเอาชัยโดยง่าย คิดได้เช่นนั้นจึงถีบเท้าทะยานหนี สภาวะอันเคลื่อนคล้อยของเท้าก้าวเมฆาถูกเรียกใช้ออกมาถึงขีดสุด แม้จะรู้สึกเสียดาย ที่ไม่อาจสับสังหารหานเฟิงลงได้ก็ตาม
ทว่า คล้ายดั่งผู้มาไม่้าให้มันได้กระทำเช่นนั้น เสียง “ เปรี๊ยะ….” ดังขึ้นเสียดหู ก่อนที่ทั้งสองฝากฝั่งของช่องทางเดินจะก่อขึ้นเป็ผนังน้ำแข็งปิดตาย ช่องทางเดินอันกว้างขวางกลับกายเป็ห้องปิดตายอันหนาวเหน็บไปโดยพลัน
“ เป็ผู้ใด ไฉนจึงไม่คิดออกมาคุยกันเยี่ยงสุภาพชน” เฉินฟ่านที่หยั่งเท้าหยุดลงหน้ากำแพงน้ำแข็งหมุนตัวกลับมา แล้วกล่าวขึ้น น้ำเสียงของมันอ่อนลง กระทั่งท่วงทำนองยังฟังดูสุภาพขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มัน ที่แม้ว่าจะมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน ว่าถ้าต้องสู้กัน ตนสามารถเอาชัย ทว่า สิ่งที่ต้องจ่ายออกไป กลับเป็สิ่งที่มันไม่้า ดังนั้น มันจึงมองกว่าการเจรจาจึงเป็หนทางที่ดีที่สุด
สิ้นคำของเฉินฟ่าน ความว่างเปล่าที่ตรงเบื้องหน้าของหานเฟิง ก็บังเกิดเป็รอยร้าวดุจใยแมงมุม ก่อนจะตามมาด้วยเสียง “ เพล้ง” ที่ราวกับกระจกแตกดังเสียดหู และรอยร้าวดุจใยแมงมุมที่เห็นก็กลับกลายเป็เศษน้ำแข็งสะท้อนประกายระยิบระยับไปโดยพลัน หากที่อยู่เื้ัรอยร้าว กลับเป็สิ่งที่ทุกคนชมดูต้องตกตลึง
เป็ดรุณีนางหนึ่ง
หญิงสาวร่างผอมบางในชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมดำขลับยาวสยาย ดวงหน้าขาวสลางถูกปิดทับไว้ด้วยผ้าคลุมหน้าสีขาวดุจเดียวกับชุดที่สวมใส่ ที่โผล่ออกมาให้เห็น จึงมีเพียงเรียวตาหงษ์คมกล้า ที่ั์ตาดำขลับจับจ้องมองเฉินฟ่านอย่างเยือกเย็น
เป็ เทพธิดาเหมันต์ มู่เสวี่ยหลัน อย่างที่หานเฟิงคิด
ทว่า ทันทีที่นางปรากฏกายขึ้น หานเฟิงที่ก่อนนี้ยังอดทนต่อความเ็ปทรมานก็คล้ายว่าจะหลงลืมไปสิ้น เพราะปากของมันอ้าเปิด สองตาเบิกกว้าง ที่แท้กลับกลายเป็ตะลึงงันไป
หากที่มันตกตะลึง มิใช่เพราะรูปลักษณ์อันงดงาม หรือกลิ่นอายพลังอันกล้าแข็ง แต่เป็เพราะ เคล็ดวิชาที่นางใช้ออกมาเมื่อครู่ เคล็ดวิชาที่สามารถปิดซ่อนเงาร่างและกลิ่นอายพลังจนสิ้น เป็เคล็ดวิชาเช่นเดียวกันกับเร้นประกายดาราของหานเฟิง
เป็เคล็ด เงากระจกเหมันต์
หากขอบเขตความสำเร็จของนาง คือขอบเขตที่หานเฟิงในตอนนี้ยังไม่อาจก้าวถึง
ขอบเขต การเร้นเงา…
ที่ตกตะลึงนั้น หนึ่งคือความสำเร็จของนาง ที่สามารถก้าวถึงระดับเร้นเงา ทว่า ที่ตกตะลึงยิ่งกว่า คือเคล็ดวิชาบทนี้ ไฉนจึงปรากฏให้เห็นบนดาวดวงนี้ได้ เพราะจากความทรงจำอันกระจ่างชัดของมัน เคล็ดวิชาบทนี้ เป็มันได้เคยััเรียนรู้ก็เมื่อตอนไปเยือนแดนขั้วเหมันต์อันไกลโพ้น ที่ซึ่งมันเคยไปเกี้ยวพาราสีองค์หญิงหิมะ เพราะหวังในแก่นหยินพรหมจรรย์ของนางมาฝึกปรือ ซึ่งตัวมันในยามนั้น ที่ได้ศึกษาร่ำเรียนบทวิชาของแดนขั้วเหมันต์ก็เพราะว่างเว้น หากไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างแท้จริง เพราะว่าตัวมันบ่มเพาะปราณหยาง อันเป็ขั้วพลังธาตุอันร้อนแรง ตรงกันข้ามกลับปราณเหมันต์อันเยือกเย็น
หากความแตกตื่นที่หานเฟิงได้รับยังไม่ทันได้ตกผลึก ความแตกตื่นระลอกใหม่ก็พลันบังเกิดขึ้น เมื่อ เทพธิดาเหมันต์ที่ตรงหน้า ยกท่อนแขนเพรียวบางขาวสลางขึ้น นิ้วเรียวดุจเล่มเทียนกรีดวาดไปในอากาศ เพียงพริบตา ไอเหมันต์ก็ควบแน่นเป็บุปชาติเหมันต์ดอกหนึ่ง ยังคงเป็เคล็ดวิชาที่คล้ายกับที่หานเฟิงได้พบเห็นก่อนหน้า แต่หากเพราะครั้งนี้ มันได้พบเห็นเคล็ดเงากระจกเหมันต์มาก่อนแล้ว บุปผชาติเหมันต์ดอกนี้ จึงถูกมันโยงเข้ากับหนึ่งในบทวิชาของแดงขั้วเหมันต์ไปในทันที
เคล็ด บุปผาน้ำแข็งโลกันตร์
บุปผาเหมันต์เย็นเหยียบ แผ่เป็กลิ่นอายสังหารอันน่าตระหนก เพียงเทพธิดาเหมันต์โบกวาดฝ่ามือ บุปผาเหมันต์ก็ลอยคว้างพุ่งตรงเข้าใส่เฉินฟ่านอย่างรวดเร็ว จนมองคล้ายกับว่า คำ “ ...คุยกันเยี่ยงสุภาพชน” ที่เฉินฟ่านกล่าวออกมา มิได้อยู่ในสายตาของนาง
เสียง “ เปรี๊ยะ” ดังขึ้น เมื่อบุปผาน้ำแข็งปะทะเข้ากับกำแพงวารีที่เฉินฟ่านร่ายออก หากฉับพลันก็จับตัวกลายเป็น้ำแข็ง แต่จะอย่างไร ปราณเหมันต์ยังคงนับเป็หนึ่งในปราณสายธาตุวารี เมื่อธาตุพลังดุจเดียวกัน เข้าปะทะกัน จึงจำต้องวัดกันที่ระดับพลังของผู้ใดเหนือกว่ากัน แน่นอน ต้องเป็ปราณเหมันต์ของเทพธิดาเหมันต์ เฉินฟ่านจึงจำต้องร่ายใช้กำแพงน้ำป้องกันอีกหลายครา กว่าจะหยุดยั้งบุปผาเหมันต์ดอกนั้นลง
“ บัดซบ ข้าไปมีความแค้นต่อเ้าั้แ่เมื่อใด?” เฉินฟ่านะโอย่างเกรี้ยวกราด “ เ้าจึงได้จู่โจมหมายเอาชีวิตข้าถึงสองครั้งสองครา”
เทพธิดาเหมันต์ไม่ตอบ เรียวตาหงส์คมกล้าไม่กระพริบไหว เมื่อเห็นบุปผาน้ำแข็งของตนไม่อาจฝ่าทะลวงแนวป้องกันของเฉินฟ่านไปได้ นางจึงเรียกเอากระบี่สีขาวที่แผ่เป็กลิ่นอายของน้ำแข็งเย็นเหยียบขึ้นมากระชับไว้ในมือ
ต่อจากนั้น หานเฟิงก็เห็นว่า นางย่างเท้าออกไปหนึ่งก้าว ก่อนที่ร่างของนางจะแตกกระจายเป็เสก็ดน้ำแข็งพราวระยับ
‘ ก้าวเงากระจก…’
หานเฟิงที่ััได้ว่าความเ็ปในศีรษะได้ทุเลาลงบางแล้ว ลอบร้องขึ้น ก่อนที่มันจะรีบกลอกตามองไปยังเฉินฟ่านที่อยู่ตรงมุมหางตา แม้ทั้งร่างจะถูกพันธนาการไว้จนไม่อาจขยับไหว หากลูกตาและปาก ยังคงถูกละเว้นไว้ให้ใช้งาน
ซึ่งพอหานเฟิงกลอกตามองไป ก็เห็นเงาร่างของเทพธิดาเหมันต์กำลังร่ายรำกระบี่ที่แผ่ออกเป็กลิ่นอายสังหารเย็นเหยียบคุกคามเฉินฟ่านจนมือไม้เป็ระวิง
ที่นางใช้ออกเมื่อครู่คือเคล็ด ก้าวเงากระจก เคล็ดวิชาท่าร่างของแดนขั้วเหมันต์ มีความสามารถคล้ายคลึงกับดาราวาบวับที่หานเฟิงใช้ออก หากจะต่างกันตรงที่ ยามเมื่อใช้ออกด้วยก้าวเงากระจก จะมีร่างลวงทิ้งไว้ตรงตำแหน่งที่ร่ายใช้ ซึ่งร่างลวง จะเหมือนกับร่างจริงทุกประการ กระทั่งกลิ่นอายพลังก็คงอยู่ ส่วนร่างจริงจะถูกเคลื่อนย้ายพริบตาไปยังตำแห่งเป้าหมาย หากจะอยู่ในสภาวะเร้นเงาจนกว่าจะจู่โจมออก และเมื่อจู่โจมออก ร่างลวงก็จะสลายไป
‘ นางที่มาจากนครหลวงเมฆคราม ด้วยความสำเร็จระดับนี้ อายุวัยสมควรไม่เกินยี่สิบ แต่กระทั่งก้าวเงากระจกก็ใช้ออกมาแล้ว ไหนจะเงากระจกเหมันต์ที่ก้าวถึงขอบเขตเร้นเงานั่นอีก จะกล่าวว่าเป็พร์ของนาง หรือเพราะเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ที่นางถือครองดี ’ หานเฟิงที่ยามนี้อาการเ็ปในศีรษะค่อยๆทุเลาขึ้นเรื่อยๆ มันจึงมีโอกาสให้ขบคิดชมดู
ซึ่งไม่ผิดเช่นที่หานเฟิงคิด เพราะมันเองก็เคยเส้นชีพจรลมปราณหยางพิสุทธิ์มาก่อน จึงทราบดีถึงขอบเขตความสามารถแฝงต่างๆ เพราะยามนั้น มันเองก็สามารถฝึกปรือเคล็ดวิชาธาตุอัคคีได้อย่างแตกฉานชำนาญ ไร้การสะดุดติดขัดอันใด
‘ เท่าที่เห็น นางล้วนใช่ออกด้วยเคล็ดวิชาของแดนขั้วเหมันต์จากแดนเทพ ใช่ตำหนักนางเซียนมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่? ’ หานเฟิงขบคิดขึ้นต่อ ‘ ...นั่นก็ไม่แน่นัก อาจบางที คนจากแดนขั้วเหมันต์เคยมาที่ดาวดวงนี้ แล้วสร้างสำนักอาจารย์ขึ้นมา…’
หานเฟิงขบคิดวิเคราะห์ถึงความเป็ไปได้ ขณะที่ทั้งสองกำลังร่ายใช้เคล็ดวิชาใส่กันอย่างดุเดือด เฉินฟ่านพยายามเคลื่อนตัวหลบหนีสร้างโอกาส หากช่องทางเดินกลายเป็ห้องปิดตาย เคลื่อนไปทางใดก็พบแต่ทางตัน จึงยิ่งมา ก็ยิ่งเห็นชัดว่า เฉินฟ่านเริ่มบังเกิดเป็เค้ารางแห่งความพ่ายแพ้ เพราะทุกครั้งคราที่เทพธิดาเหมันต์ลงมือ ล้วนอำมหิตไร้ใจ แต่ละเคล็ดวิชาประเคนใส่อย่างไม่ออมรั้ง ล้วนมาดหมายเอาชีวิตให้ดับสิ้นในคราเดียว
‘ แล้วเทพธิดาเหมันต์ผู้นี้ ที่แท้มีความแค้นอันใดกับเฉินฟ่านกันแน่?’
หานเฟิงยิ่งชมดูก็ยิ่งรู้สึกว่า เทพธิดาเหมันต์ผู้นี้ต้องมีหนี้แค้นกับเฉินฟ่านมาก่อน ส่วนตน ที่ถูกช่วยไว้ ก็คล้ายเพียงแค่ผลพลอยได้จากการปรากฏตัวของนาง
กระทั่งที่เสียง “ เปรี๊ยะ…” ดังเสียดหู หานเฟิงจึงเห็นว่า ผลึกน้ำแข็งเริ่มจับตัวบนร่างของเฉินฟ่าน ทั้งยังเห็นเฉินฟ่านกวัดแกว่งกระบี่อย่างคลุ้มคลั่ง สภาวะกระบี่สร้างเป็ลมพายุที่เกรี้ยวกราด ปราณวายุกระโชกรุนแรง ดูไปคล้ายการดิ้นรนครั้งสุดท้าย หากการดิ้นรนครานี้มันกลับทำสำเร็จ ชั้นน้ำแข็งที่เกาะบนร่างแตกกระจาย กระทั่งกระแสวายุยังสามารถจู่โจมถูกร่างของเทพธิดาเหมันต์ได้ในที่สุด หากเพียงแค่การจู่โจมถูก มิได้ทำร้ายเทพธิดาเหมันต์จนาเ็อันใด เพราะ กระแสวายุเพียงแค่ฉีกกระชากผืนผ้าบนร่างของนางออกไปชิ้นหนึ่งเท่านั้น ทว่า ชิ้นผ้าที่หลุดลอยไปกับสายลม กลับเป็…
ผ้าคลุมหน้าของนาง…
ฉับพลันนั้น ทุกสิ่งอย่างก็กลายเป็เงียบงัน เฉินฟ่านแข็งค้าง หยุดร่ายใช้เคล็ดวิชา มันเหม่อมองเทพธิดาเหมันต์อย่างโง่งม ซึ่งสภาพการของมัน ก็มิได้แตกต่างอันใดกับหานเฟิงในยามนี้เลยแม้แต่น้อย