เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมา ร่างของเซี่ยหลันก็สั่นเทาอย่างไม่รู้สาเหตุ
ในฐานะที่เป็นถึงองค์หญิงสามแห่งอาณาจักรต้าก้าน คงต้องบอกว่าเซี่ยหลันได้พบเจอกับยอดฝีมือมาจำนวนมาก แต่ความทะนงตนและทำให้ผู้อื่นต้องนับถือซึ่งพิเศษกว่าผู้ใดนั้นนางกลับมองเห็นได้เพียงในตัวของคนบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าคนบางกลุ่มที่หมายถึงล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอำนาจที่สูงส่งหรือเป็นเจ้าแห่งดินแดนใดสักแห่ง
นางนึกไม่ถึงเลยว่าในตัวของเมิ่งฝานจะมีสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน นั่นจึงทำให้นางรู้สึกตกตะลึงอยู่เล็กน้อย
แต่คนอย่างนางไม่มีทางยอมแพ้เป็นแน่ เซี่ยหลันกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “อวดดี ได้สิ ข้าเองก็อยากจะเห็นเช่นกันว่าสัญญาของลูกผู้ชายมันคือสิ่งใดกันแน่ หากเจ้าแพ้ก็อย่ามาหาข้าก็แล้วกัน!”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแต่ก็หาได้ตอบสิ่งใดไม่ ในเวลาต่อมาพลันมีเสียงกระแอมดังขึ้นที่ข้างกายและมีบุคคลที่สามเดินเข้ามาใกล้ เขาก็คือตงหลายต้าซือนั่นเอง
เมื่อเห็นว่าบุคคลที่สามปรากฏตัวพวกเขาทั้งสองจึงโค้งตัวคำนับ ตงหลายต้าซือคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ที่แท้เมิ่งฝานเองก็อยู่ตรงนี้ด้วย ข้านึกว่ามีแค่เด็กน้อยอย่างองค์หญิงสามผู้เดียวเสียอีก!”
“หึ ท่านอาจารย์ตงหลายลำเอียงนะเจ้าคะ!” เซี่ยหลันกระทืบเท้าคล้ายไม่พอใจแต่ก็เอ่ยพลางยิ้มขึ้น หลังจากนั้นจึงไปยืนอยู่ข้างกายของตงหลายต้าซือพลางกอดแขนอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะถลึงตามองเมิ่งฝาน
ทว่าเมิ่งฝานไม่ได้คิดจะมีเรื่อง เขาประสานมือเคารพตงหลายต้าซือแล้วเอ่ยว่า “ความจริงแล้ว ที่ข้ามาในครั้งนี้เพราะมีเรื่องอยากขอร้องเหล่าเซียนเซิงขอรับ ข้าต้องการเหล็กบริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ราวๆ หนึ่งหมื่นจิน!”
เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเมื่อสิ้นเสียงของเขาอีกสองคนที่เหลือต่างก็ชะงักงันไปตามๆ กัน ต่อให้ทั้งตงหลายต้าซือและเซี่ยหลันจะพบเจอโลกมามากมาย แต่มูลค่ามหาศาลของเหล็กบริสุทธิ์จำนวนหนึ่งหมื่นจินก็ยังทำให้ต้องสั่นสะท้าน
แล้วเซี่ยหลันที่ไม่อาจเก็บความสงสัยเอาไว้จึงเอ่ยถามออกไป “เจ้าต้องการเหล็กบริสุทธิ์มากมายเพียงนั้นไปเพื่อสิ่งใด?”
“ขออภัย มันเป็นความลับ!”
เมิ่งฝานเอ่ยเสียงเรียบ ซึ่งนี่เป็นประโยคที่ทำให้เซี่ยหลันต้องกัดฟันแน่นอย่างไม่ชอบใจ หากไม่ใช่เพราะพลังในตัวของเมิ่งฝานป่านนี้นางก็คงจะถีบอีกฝ่ายไปแล้ว
ตงหลายต้าซือลูบปลายคางของตนเองแล้วเอ่ยเสียงเข้ม
“เหล็กบริสุทธิ์หนึ่งหมื่นจิน ความจริงแล้วมันก็หายากไม่เบา อีกอย่างจำนวนที่มากมายเพียงนั้นต่อให้ใช้คนของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราในการลำเลียงก็ยังต้องใช้เวลาหลายวัน ซ้ำยังต้องใช้เงินสามแสนเหรียญทองคำเป็นอย่างต่ำ!”
สามแสนเหรียญทองคำ!
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อยก่อนจะครุ่นคิดขึ้นในใจว่าดูท่าตนเองจะต้องกลายเป็นยาจกอีกครั้งแล้ว สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงเอ่ยออกไปอย่างจนปัญญา “ไม่ว่าจะมากเพียงใดก็ขอให้เหล่าเซียนเซิงช่วยข้าด้วยเถอะขอรับ!”
ความมุ่งมั่นของเมิ่งฝานทำให้ตงหลายต้าซือครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นจึงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “ได้ สหายน้อยช่างมีความมุ่งมั่นดีเสียจริง ให้เวลาเหล่าสิ่วสามวันก็น่าจะสามารถนำของที่เจ้าต้องการไปมอบให้ถึงมือ!”
หาเหล็กบริสุทธิ์หนึ่งหมื่นจินมาได้เพียงสามวัน เช่นนั้นคงต้องบอกสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรานั้นแข็งแกร่งอย่างมากจริงๆ !
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ แล้วในเวลานี้เองที่เสียงของตงหลายต้าซือดังขึ้นมาอีกครั้ง
“พลังของสหายน้อยนั้นแข็งแกร่งอย่างมากก็จริง แต่หลังจากที่ได้รับเหล็กบริสุทธิ์ไปแล้วขอให้รีบออกจากเมืองไท่หยางโดยเร็ว เพราะถึงอย่างไรแล้วผู้ที่อยากจัดการกับสหายน้อยในยามนี้หาได้มีเพียงแค่ตระกูลเมิ่งไม่! ผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างสหายน้อยนั้น บางครั้งการรู้จักหลบเลี่ยงไว้บ้างก็ดี เพราะวันข้างหน้าอาจจะมีราชครูผูซางปรากฏตัวขึ้นในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้อีกครั้ง!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานก็หดเล็กลง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ตงหลายต้าซือรู้เรื่องใดมาอย่างนั้นหรือขอรับ?”
ตงหลายต้าซือมองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าสวีจ้านแห่งหน่วยองครักษ์แพรโลหิตซึ่งเป็นกองกำลังทหารรับจ้างที่เหี้ยมโหดนั้นกำลังออกตามหาสหายน้อยอยู่ กองกำลังที่อยู่รอบนอกของคนพวกนั้นก็มากมายไม่น้อย สมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราจึงไม่อาจออกหน้าช่วยเหลือสหายน้อยได้มากนัก ฉะนั้นแล้ว...”
เป็นเขาจริงด้วยสินะ!
ตอนอยู่ที่เทือกเขาชิงหลง เมิ่งฝานเพียงผู้เดียวก็ทำให้องครักษ์แพรโลหิตเสียหายวอดวายไม่เป็นท่า ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่มีทางปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่นอน ดูท่าคงจะรู้ข่าวจึงออกตามหาเช่นนี้
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ในใจเมิ่งฝานก็เอ่ยออกไป “ขอบคุณตงหลายต้าซือที่เอ่ยเตือนขอรับ ข้าจะระวังให้มาก!”
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ดี”
ตงหลายต้าซือเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “หวังว่าสหายน้อยจะเดินไปบนเส้นทางแห่งการเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราได้อย่างก้าวไกล แต่บางครั้งการแสดงศักยภาพมากเกินไปก็หาใช่เรื่องที่ดี”
เมิ่งฝานได้ยินแล้วยิ้มเจื่อน เขาเองก็ไม่ได้อยากที่จะมีเรื่องกับสวีจ้านและตระกูลเมิ่ง แต่ก็ไม่อาจปล่อยคนพวกนั้นไปได้ เพราะบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำ
หลังจากที่สนทนากับตงหลายต้าซืออีกไม่กี่ประโยคเมิ่งฝานก็ออกมา ในเมื่อตนเองรู้ถึงเรื่องราวของเหล็กบริสุทธิ์ก็พอใจมากแล้ว ฉะนั้นเขาจึงเดินกลับไปยังห้องพักโดยไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาอีก
ทว่าในขณะที่กำลังจะเข้าไปในห้องสาวใช้นางหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างนอบน้อม นางมีหน้าตาที่ไม่เลว ซึ่งเมื่อได้พบกับเมิ่งฝานใบหน้านางแดงก่ำเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เรียนคุณชายเมิ่งฝาน มีคนมาหาท่านและกำลังรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ บอกว่าเป็นสหายเก่ามารอพบเจ้าค่ะ”
สหายเก่า?
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ชะงักงันไปชั่วครู่ เขามีสหายเก่าอยู่ในเมืองไท่หยางแห่งนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เมิ่งฝานก็พยักหน้ารับ หลังจากนั้นจึงเดินออกไปด้านนอกโดยมีสาวใช้ผู้นั้นเป็นผู้นำทาง เขามาถึงห้องโถงในเวลาไม่นาน
โดยรอบมีคนของสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ในขณะนี้ทุกสายตาต่างก็จ้องมองไปยังใจกลางของห้องโถง บุรุษจำนวนไม่น้อยต่างก็ยืนตัวแข็งทื่อ และมีสายตาตกตะลึง
เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกอย่างสงสัยแล้วมองไปยังห้องโถง
ก่อนจะพบว่าที่ใจกลางห้องโถงนั้นมีสตรีผู้หนึ่งยืนตระหง่าน เส้นผมสวยยาวสะบัด ชุดสีขาวปกคลุมร่างอรชรได้สัดส่วน ทั้งยังมีใบหน้าที่งดงามอย่างยิ่ง สตรีที่สามารถทำให้เหล่าปรมาจารย์จิตศัสตราผู้มีแววตาอันสูงส่งมองอย่างตกตะลึงได้นั้นนับว่างดงามอย่างยิ่ง
บุรุษผู้โอ้อวดในความสง่าของตนล้วนแต่จ้องมองไปยังไป๋สุ่ยเอ๋อร์ พลางย่างกรายเข้าหาอย่างเชื่องช้า
ทว่าเมื่อเมิ่งฝานได้เห็นว่าสตรีผู้นั้นคือไป๋สุ่ยเอ๋อร์สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ก่อนจะเอ่ยด้วยความชะงักงัน “ไป๋สุ่ยเอ๋อร์!”
ไม่ผิดแน่ สตรีรูปงามที่อยู่กลางห้องโถงนั้นคือไป๋สุ่ยเอ๋อร์
นางหันมาตามเสียงแล้วยกยิ้ม ก่อนจะเดินตรงมายังเมิ่งฝานพร้อมกับกลิ่นหอมที่ลอยฟุ้งเข้าจมูกของเด็กหนุ่ม ต่อมานางจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ได้เจอกันเสียนาน!”
ระหว่างที่เอ่ยวาจาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็กะพริบตามองเมิ่งฝาน ซึ่งเมื่อบุรุษเหล่านั้นได้เห็นก็รู้สึกจนปัญญา ก่อนจะมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาซึ่งอัดแน่นไปด้วยความอิจฉา ส่วนผู้ที่คิดจะเข้ามาเอ่ยทักทายและทอดสะพานให้แก่สตรีงามต่างก็หยุดชะงักไปพร้อมกับรอยยิ้มที่คงค้างอยู่บนใบหน้า
แม้ว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์จะงามล้ำ แต่ยามนี้เมิ่งฝานก็ไม่ต่างไปจากดาวมฤตยูแห่งเมืองไท่หยาง
เพียงความกล้าที่เขาสังหารเมิ่งซีต่อหน้าผู้คนมากมายก็ทำให้บุรุษเหล่านั้นเลือกที่จะหยุดยั้งความคิดและการกระทำลงไปแล้ว ทว่าทางฝั่งของเมิ่งฝานกลับเอ่ยด้วยท่าทีที่หาได้มีความสุขแต่อย่างใด “ดูท่าเจ้าคงจะตั้งใจสืบเรื่องของข้าและออกตามหาอยู่สินะ มีเรื่องใดหรือไม่?”
“หึ ตอนนี้เจ้ามีชื่อเสียงในเมืองไท่หยางอย่างมาก ไม่จำเป็นต้องสืบหรอกนะ!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไหวไหล่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเองก็มีเรื่องให้เจ้าช่วยจริงๆ นั่นแหละ เจ้ายังจำสิ่งที่รับปากข้าไว้ได้สินะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ ก่อนจะเอ่ยด้วยความชะงักงัน “เจ้าคงไม่ได้คิดจะให้ข้าไปสังหารอสรพิษเนตรทับทิมกับเจ้ายามนี้หรอกใช่หรือไม่?”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงเบา “ถ้าข้าบอกว่าใช่ล่ะ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเมิ่งฝานพลันเปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “เป็นไปไม่ได้ สัตว์อสูรในขั้นราชาสัตว์อสูรนั้นเท่ากับจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวง อาศัยเพียงศักยภาพของเจ้ากับข้ายามนี้ไปหามันก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว!”
“แล้วถ้าหากข้าบอกว่าตอนนี้มันแทบจะดูแลตัวเองไม่ได้ล่ะ?”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววเปล่งประกายออกมา “เจ้าเองก็รู้ว่าข้านั้นเป็นผู้มีวาจาเทพ หากต้องการตามหาสัตว์อสูรก็นับว่าง่ายดายยิ่ง ช่วงนี้ข้าเองก็พบว่าบนเทือกเขาในระแวกนี้มีอสรพิษเนตรทับทิมอยู่ และดูคล้ายว่ามันจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียด้วย เจ้าไม่ต้องช่วยข้ามากนัก เพียงแค่ช่วยนำโลหิตบริสุทธิ์ของมันมาให้ข้าก็เท่านั้น!”
มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกขึ้นเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงเอ่ยอย่างจนปัญญา “นี่ยังไม่มากไปอีกงั้นหรือ?”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์หัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยว่า “มันคงจะต่อสู้เพื่อช่วงชิงพื้นที่กับวานรโบราณแห่งยุคดึกดำบรรพ์ เดิมทีข้าเองก็คิดจะทำด้วยตนเอง แต่ดูคล้ายว่ามันพร้อมจะกลับเข้าไปในถ้ำได้ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงต้องมีคนอยู่รอบนอกคอยดึงดูดความสนใจของมันเอาไว้ อสรพิษเนตรทับทิมนั้นมักจะใช้โลหิตบริสุทธิ์ของตนเองหยดลงในถ้ำเพื่อเป็นรังนอน ฉะนั้นแล้วหากคิดหาวิธีเข้าไปในถ้ำของมันได้ ก็เท่ากับว่าได้โลหิตบริสุทธิ์ของมันมาด้วย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ส่ายหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “มันอันตรายไปเสียหน่อย!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็เอ่ยพลางยิ้มขึ้น “ข้างรังของอสรพิษเนตรทับทิมมีของสิ่งหนึ่งอยู่ด้วย นามว่าศิลาวิญญาณ!”
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใด เพราะเขารู้ดีว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้โกหก
เท่าที่เขาได้ศึกษาตำรามาก่อนหน้านี้ก็พบว่าศิลาวิญญาณซึ่งเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่มักจะเกิดขึ้นในรังของอสรพิษเนตรทับทิม ซึ่งมันนับว่าเป็นวัตถุวิญญาณอันล้ำค่าที่ไม่อาจอธิบายได้
นอกจากพลังงานแห่งฟ้าดินในตัวของมันแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการเพิ่มพลังจิตวิญญาณได้อีกด้วย ซึ่งพลังงานดังกล่าวนับว่าเป็นประโยชน์ที่มากมายไร้ขีดจำกัด เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันใด เพราะหากเขาสามารถยกระดับพลังจิตวิญญาณขึ้นไปยังขั้นจิตได้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงกับตนเองมากมายเป็นแน่
พลังจิตวิญญาณในขั้นวิญญาณสามารถช่วยทำให้พลังจิตของเมิ่งฝานมั่นคงและไม่ได้รับผลกระทบจากการรบกวนภายนอก แต่หากบรรลุขั้นไปยังขั้นจิตก็จะสามารถใช้พลังจิตวิญญาณนั้นเพื่อการโจมตีได้ ทั้งยังสามารถเข้าถึงพลังลึกลับแห่งจิตวิญญาณซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อการหลอมศัสตราวุธอย่างยิ่ง!
เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่เขาจึงเอ่ยว่า “แค่ลองดูเท่านั้น หากไม่ไหวก็ให้รีบละทิ้งมันทันที!”
“ข้ารู้ดีอยู่แล้ว!”
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ไปกันเถอะ ในเมืองไท่หยางแห่งนี้ข้ามีเจ้าเป็นสหายเพียงผู้เดียว ถ้าเจ้าไม่ช่วยข้าแล้วใครจะช่วย!”
เมื่อพูดจบนางก็เป่านิ้วเสียงดัง แล้วเหยี่ยวตัวเดิมก็พลันบินโฉบลงมา
สหาย?
เมิ่งฝานมองใบหน้าเล็กของไป๋สุ่ยเอ๋อร์แล้วไหวไหล่ เพราะตนเองกับนางนั้นหากไม่ได้ต่อสู้กันก็คงไม่รู้จัก
ร่างบางขยับแล้วกระโดดขึ้นไปก่อน ส่วนเมิ่งฝานก็สั่งให้คนบอกกับตงหลายต้าซือว่าตนเองจะต้องออกไปข้างนอกสักระยะ หลังจากนั้นจึงกระโดดขึ้นไปอยู่ด้านหลังของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ จากนั้นทั้งสองก็นั่งหลังเหยี่ยวทะยานออกจากห้องโถงไปบนฟากฟ้าไกล
ส่วนผู้ที่มองมาจากโดยรอบนั้นก็จำต้องข่มความต้องการเอาไว้ในใจ เพราะดูคล้ายว่าดอกไม้เบื้องหน้าจะมีเจ้าของเสียแล้ว สายตาที่มองไปยังเมิ่งฝานอยู่ที่นั่งอยู่ด้านหลังของไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั้นจึงแฝงไปด้วยความริษยา
หลังจากที่สัมผัสได้ถึงสายตารอบกายเมิ่งฝานก็ทำได้เพียงยิ้มเจื่อน ดูท่าความสุขของเขาในครั้งนี้...คงจะไม่ได้เสพมันอย่างสุขใจสักเท่าใดนัก