โจลี่จับตามองอยู่ตรงโคนต้นไม้ ซึ่งขณะนี้กำลังมีร่างของผู้ชายคนหนึ่งเอนอิงอยู่กับโคนต้น ความรู้สึกอึดอัดแกมแปลกใจที่บังเกิดขึ้น ทำให้เธอร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เพราะผู้ชายคนนั้นกำลังจับจ้องมองเธออยู่อย่างเปิดเผย
เธอรีบรั้งแขนเสื้อที่เป็เพียงเส้นสายเล็กๆ กลับขึ้นที่เดิมทันที เมื่อเห็นว่าเธอได้รับรู้ ว่าในที่นั้นมีเขารวมอยู่ด้วยอีกคนหนึ่งแล้ว ผู้ชายคนนั้นจึงได้ลุกขึ้นและเดินออกจากใต้ร่มเงาของต้นไม้ ซึ่งทำให้โจลี่ต้องชะงักงันอีกครั้ง ไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนกายออกจากที่
“น่าเสียดายจริงที่คุณต้องปิดไหล่สวยๆ นั่นเสีย”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา แต่เป็น้ำเสียงที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้หัวใจเธอเต้นรัวแรงขึ้นด้วยความรู้สึกตื่นกลัว
โจลี่รวบรวมข้าวของที่เอาออกมาจัดเรียงไว้ทันที...
“ฉัน...ฉันขอโทษค่ะ”
เธอพูดอึกอัก
“ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีใครอยู่แถวนี้ เอ้อ...ฉันไปนั่งที่อื่นก็ได้”
“ไม่จำเป็หรอก”
เขาตอบ
“ผมยินดีที่จะมีเพื่อนช่วยชมวิวของเบยูด้วยอีกคน”
มีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเขาที่เป็ไปในลักษณะบีบบังคับ ซึ่งทำให้โจลี่ต้องเหลือบตาขึ้นมอง และเธอก็ได้พบว่าตัวเองกำลังประสานสายตาอยู่กับดวงตาคู่สีน้ำเงินเข้มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาคู่นั้นเป็ประกายคล้ายเงา ที่มองจ้องเธอมาจากในความมืด ดวงตาที่ล้อมกรอบด้วยแผงขนตาหนาๆ ยิ่งกว่านั้นทั้งขนคิ้วและเรือนผมของเขาก็เป็สีดำสนิท ดำเสียยิ่งกว่าปีกของนกดุเหว่า ผิวพรรณของผู้ชายคนนี้ค่อนข้างคล้ำจนเกือบจะเป็สีน้ำตาล...เป็สีเดียวกับท่อนขาส่วนที่เปิดเผยออกมาจากขอบขากางเกงขาสั้น จนถึง่แขนทั้งสองข้าง เขาเป็คนร่างสูง น่าจะสูงกว่าหกฟุตเสียด้วยซ้ำ เรือนร่างสะโอดสะอง ไม่ถึงกับผอมเพรียวเสียทีเดียว กล้ามเนื้อตรง่แขนบอกให้รู้ถึงความเป็คนแข็งแรง ไหล่ค่อนข้างกว้าง หน้าท้องแบนราบและสะโพกค่อนข้างแคบ
ซึ่งสัดส่วนทั้งหลายบนเรือนร่างของเขาที่ปรากฏอยู่นั้น ถูกบันทึกลงไว้ในความทรงจำอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนเขาเองก็สังเกตเห็นในสายตาของเธออยู่ ดังนั้น เขาจึงยิ้มออกมา เผยให้เห็นไรฟันขาวสะอ้านทั้งยังทำให้โจลี่เห็นรอยลักยิ้มที่กดลึกลงสองข้างแก้มของเขาได้
“ผมขอรับรองว่าผมไม่ทำอะไรคุณหรอก” มีอารมณ์ขันแฝงอยู่เื้ัคำพูด ซึ่งทำให้นวลแก้มของเธอแดงเรื่อขึ้น
“ฉันก็ไม่คิดว่าคุณจะทำอะไรหรอกค่ะ...”
โจลี่ตอบออกไป ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ตรงต่อความจริง เพราะในตอนแรกนั้นเธอรู้ว่าความคิดของตัวเองที่เกี่ยวกับเขาเป็ไปในลักษณะใด
“ที่จริงมันก็น่าเป็ไปได้นะ เพราะตอนแรกความคิดอย่างนั้นก็เกิดขึ้นในใจผมเหมือนกัน”
เขาหรี่ตาลงอย่างมีเลศนัย จับตาดูท่านั่งคุกเข่าของเธออยู่
“โจลี่ต้องใช้ความพยายามที่จะสูดลมหายใจลึกโดยไม่ให้เขาสังเกตเห็น มีวิธีเดียวที่ทำได้ คือจัดเก็บข้าวของที่เตรียมไว้ให้เข้าที่เข้าทาง
“ฉันไม่ได้คิดจะเข้ามาทำลายความเป็ส่วนตัวของคุณหรอกค่ะ”
เธอบอก เมื่อรวบรวมกำลังใจพอจะพูดกับเขาได้
“คุณไม่ได้ทำถึงขนาดนั้นหรอกน่า”
ผู้ชายคนนั้นเดินกลับไปยังที่เดิมของเขาซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้และกลับทรุดตัวลงนั่งตามเดิม
“การทานอาหารของคุณไม่ได้ถึงกับจะทำลายความสุขจากการตกปลาของผมหรอก เพราะฉะนั้น...เชิญตามสบาย”
โจลี่เหลือบตามองคันเบ็ดที่ทอดอยู่ใกล้ฝั่งน้ำ ส่วนหนึ่งของมันซ่อนซุกอยู่ในพงหญ้าตรงชายน้ำนั่นเอง จากนั้นก็เหลือบไปเห็นกระป๋องใส่เหยื่อสีแดงที่ตั้งอยู่ใกล้ตัว
“ที่จริง อากาศอย่างนี้มันไม่เหมาะกับการตกปลาเลยนี่คะ ร้อนออก”
การััความร้อนในอากาศทำให้โจลี่เอ่ยออกไปลอยๆ
“คุณพูดเหมือนมีความรู้เื่ตกปลาอย่างนั้นละ”
หางเสียงของเขาบอกความสนใจอยู่
“ก็พอมีบ้างค่ะ”
โจลี่ตอบไปตามตรง ยุติท่าที ซึ่งในตอนแรกตั้งใจว่าจะลุกขึ้นจากที่ตรงนั้น เพื่อหลีกทางให้เขาได้อยู่ตามลำพัง
“ผมทำตามทฤษฎีที่เกี่ยวกับการตกปลาในวันที่มีอากาศอย่างนี้”
เขาหันมายิ้มให้เธออีกครั้ง
“อยากฟังไหมล่ะ?”
“ทฤษฎีนั่นว่ายังไงคะ?”
เธอทรุดตัวลงนั่งบนพรมสีม่วงเข้ม ความสนใจใคร่รู้ดูจะเป็ธรรมชาติของเธออยู่แล้ว
“คือ...ผมมีความเชื่อว่า พวกปลาขนาดใหญ่มันมักจะมีความฉลาด พอที่จะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมที่นักตกปลาทั้งหลายเอามาใช้ล่อมันให้ติดเบ็ด นั่นก็หมายความว่ามันมีความสามารถที่จะเดาได้ว่า นักตกปลามักจะออกมาตกปลาตอนเวลาที่พวกมันจะต้องออกมาหากิน ขณะเดียวกันเ้าพวกปลาตัวใหญ่ๆ นี่ มันมักจะออกมาหาอาหารกินในเวลาที่พวกนักตกปลาไม่ออกมา หรือไม่อยู่ใกล้พวกมัน เมื่อมันกินอิ่มแล้วก็จะดำลงไปว่ายอยู่ก้นแม่น้ำ เพราะฉะนั้น เมื่อนักตกปลามาถึงพวกมันก็มักจะปลอดภัย”
“แล้วทฤษฎีของคุณเคยพิสูจน์ความจริงในเื่นี้ได้บ้างไหมล่ะคะ?”
โจลี่ยิ้มกว้าง ลักยิ้มสองข้างกดลึกลง
“ไม่เลย”
เขาตอบอย่างยอมรับในความเป็จริง หางเสียงคล้ายไม่พอใจ
“แต่อย่างน้อย ไอ้พวกไส้เดือนที่ผมใช้เป็เหยื่อนี่มันก็ได้ออกกำลังกันบ้าง”
โจลี่หัวเราะออกมาอย่างขบขันในคำพูดของเขา แต่แล้วเสียงหัวเราะก็ขาดหายไป เมื่อเห็นสายเบ็ดของเขาโน้มลงเกือบจะสองเท่าตัว โจลี่จับตามองดูเขาที่คว้าคันเบ็ดและตวัดขึ้นอย่างรวดเร็ว สายเบ็ดตึงเปรี๊ยะ เมื่อกระดอนขึ้นตามแรงตวัด เธอทันเห็นสิ่งที่คล้ายปลาตัวใหญ่ที่ติดอยู่กับเบ็ดก่อนที่มันจะหายลับลงไปในพงหญ้า เขาเอื้อมไปจับตัวมันไว้ ขณะที่โจลี่ะโเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยความสนใจ
“นี่กุ้งคลอแด้ดดี้นี่คะ”
เธอร้องขึ้น
“แถบนี้ เราเรียกว่าครอฟิช”
เขาดึงเบ็ดออกหย่อนกุ้งลงในกระถางใบเล็ก
“นี่น่ะหรือคะครอฟิช?”
โจลี่จ้องมองสัตว์น้ำที่ว่านั้น ความสงสัยแฝงอยู่ในน้ำเสียง เมื่อเห็นว่ามันมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าที่เธอเคยเห็นมา
“คุณเคยได้ยินเื่พวกคาฮูนที่อพยพมาจากแคนาดามาอยู่ที่นี่บ้างไหมล่ะ?”
เขาถาม
“เคยค่ะ”
เธอเงยขึ้นมองหน้าเขาอย่างแปลกใจ สงสัยว่ามันเกี่ยวอะไรกับกุ้งชนิดนี้ด้วย...?
“แล้วเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับกุ้งชนิดนี้บ้างหรือเปล่า?”
“ไม่เคยค่ะ”
โจลี่ตอบพร้อมกับสั่นศีรษะ น้ำเสียงบอกความขบขันอยู่
“ตอนที่พวกอะคาเดียนหรือพวกคาฮูน ถูกบังคับให้ต้องอพยพออกจากแคนาดานั่นน่ะ เพื่อนที่ใกล้ชิดของพวกเขาก็คือล็อบสเตอร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำที่เย็นจนเยือกแข็งในแถบโนวาสโคเตีย และไม่อยากเห็นพวกเขาจากไป เนื่องจากบนเรือไม่มีที่ว่างมากพอที่จะให้กุ้งล็อบสเตอร์ติดตามมาด้วยได้ ดังนั้น ล็อบสเตอร์จึงต้องว่ายน้ำเลียบชายฝั่งแอตแลนติกตามมา จนเข้าสู่อ่าวเม๊กซิโก จนในที่สุดก็มาถึงแม่น้ำเบยูในหลุยส์เซียน่า ที่พวกอะคาเดียนเข้ามาตั้งรกรากแห่งใหม่อยู่...”
“แต่การเดินทางเป็ระยะที่ยาวไกลมากมากได้ทิ้งร่องรอยไว้บนตัวพวกมัน ความเหนื่อยอ่อนที่เกิดขึ้น ทำให้กุ้งล็อบสเตอร์ที่นี่มีขนาดเล็กลง”
ดวงตาคู่สีน้ำเงินเข้มเหลือบมองมาทางเธอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันราวจะถามว่า...เธอจะเชื่อเื่ที่เขากำลังเล่าให้ฟังอยู่นี่บ้างหรือไม่ ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“ก็นั่นแหละเป็ตำนานของกุ้งชนิดนี้”
“เอาเถอะค่ะ ไม่ว่าเื่ที่คุณเล่าจะเป็เื่จริงหรือแต่งขึ้นก็ตาม ฉันก็ชอบฟังอยู่ดี”
โจลี่ถอนหายใจ รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าบอกถึงความพอใจในเื่เล่าของเขาอยู่
“ถ้าเช่นนั้น นิทานหลอกเด็กที่ผมเล่าให้ฟังนี่ ก็พอจะช่วยทำให้คุณหายจากอาการใจคอมี่พอที่จะนั่งลงทานอาหารที่เตรียมมาได้หรือยังล่ะ?”
แววในดวงตาคู่นั้นยิ้มพรายและแฝงเลศนัยอยู่
“ค่ะ”
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังใจคอไม่ดีอยู่นั่นเองโดยเฉพาะเมื่อเขาประสานสายตาด้วย แต่ในที่สุด โจลี่ก็สามารถพาตัวเองออกมาเสียจากความหวั่นไหวได้
“อาหารที่เตรียมมานี่เยอะแยะเชียวค่ะ คุณทานเป็เพื่อนฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
“ผมคิดว่าคุณจะไม่ชวนเสียแล้วสิ”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงล้อๆ
“ฉันเพียงแต่ไม่อยากรบกวนในขณะที่คุณกำลังพิสูจน์ทฤษฎีการตกปลาอยู่เท่านั้น ไม่อยากให้ปลาตัวใหญ่ที่กำลังจะติดเบ็ดต้องหนีไปเพราะฉัน”
เธอตอบแกมหัวเราะ ขณะเดินนำเขากลับมายังพรมที่ปูลาดไว้ มีตะกร้าใส่อาหารแบบปิกนิกตั้งอยู่ “แล้วถ้าปลาตัวใหญ่มันฉลาดจริงอย่างที่คุณว่า ป่านนี้มันจะต้องได้ยินเื่ที่คุณพูดแล้วก็หาทางแก้เกมอยู่แล้วละ”
โจลี่บอกตัวเอง ว่าชอบเสียงหัวเราะลึกในลำคอ ขณะที่เขาเดินเข้ามาร่วมวงด้วย แต่มันก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างในตัวชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้ ที่เธอสนใจใคร่รู้ นอกเหนือจากรูปร่างหน้าตาที่สมลักษณะชายชาตรีที่เป็อยู่ ท่าทางของเขาบอกให้รู้ถึงความเป็คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งนี้ได้ปรากฏอยู่ในกิริยาท่าทาง และกับการที่เขาสามารถทำให้เธอคลายใจลงได้อย่างประหลาด มันบอกให้โจลี่รู้ว่า เธอกำลังเกี่ยวข้องอยู่กับใครคนหนึ่ง ซึ่งมีความจัดเจนในประสบการณ์ชีวิตมากกว่าและเธอจะยอมให้เสน่ห์ชายของเขา มาทำให้ใจคอหวั่นไหวไม่ได้เป็อันขาด