ฉลามคลั่งรัก 16 : กรงลงทะเล
#ฉลามคลั่งรัก
ทันทีที่พูดแบบนั้นครีบยาวเว้าแหว่งก็แหวกสายน้ำมาแต่ไกลมันพุ่งตรงดิ่งมาหาเรานั่นทำให้ผมยกยิ้มมองริชาร์ดที่ดิ้นพล่านกระตุ้นให้อสูรกายสนใจ เขาเบิกตากว้างผมเห็นมันจากภาพสะท้อนของผิวน้ำที่ฉายชัดให้ เลียปากนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าดายใกล้เข้ามาขนาดไหนดีแลนเองก็แลดูจะเปิดทางให้
พลันครีบยาวก็ผลุบลงน้ำไปนาทีนั้นผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่ามันหายไปไหน
“ซะ...โซล !”
“ชู่วอย่าเสียงดัง มันกำลังเล่นเกมกับเรา”ผมเอานิ้วแนบปากบอกริชาร์ด ไม่สนใจแววตาสั่นกลัวของเขาเลยสักนิดผมหรี่ตาจับผิดผิวน้ำว่าตอนนี้ดายหายไปไหน มันควรจะพุ่งมาชนเรือเขากระแทกจนกว่าจะได้ตัวเหยื่อล่อไป
แต่นี่มันกลับหายไปใต้น้ำ
หายไปเงียบๆ ให้ผมหลุบตามองหยาดใส ริชาร์ดกลืนน้ำลายหัวของเขาอยู่นอกเรือนั่นทำให้เขาหวั่นใจยิ่งกว่าอะไรตอนนี้ดายกำลังเล่นเกมซ่อนแอบ เราต้องหามันให้เจอก่อนที่มันจะพุ่งเข้าใส่ ผมกวาดตามองหาก่อนจะคิดว่าถ้ามันดำลงน้ำไป...
แปลว่ามันต้องพุ่งขึ้นมากัดแทน
“หลบ!”
ผัวะ !
ร่างของริชาร์ดถูกผมกระชากให้หลบเป็จังหวะเดียวกับเรือโคลงเนื่องจากดายพุ่งเข้าใส่มันไปม้วนตัวอยู่ใต้น้ำส่งแรงพาตัวเองเตรียมจะงับอาผมให้ตายทว่าเพราะผมดึงอาหลบทัน มันเลยได้แค่ะโมาแล้วหงายลงน้ำไปทำเรือเสียหายนิดหน่อยแต่ก็ยังพอขับไหว แค่ต้องวิดน้ำที่กระเซ็นใส่มันเปียกทั่วตัวผมไม่ต่างจากเมื่อเช้าที่ผมโดดลงน้ำเลยสักนิด
วินาทีนั้นทุกคนใกับความใหญ่ของขากรรไกรมันมีแค่ผมที่หัวเราะเพราะถ้าเมื่อกี้ผมดึงริชาร์ดไม่ทัน...
เขาคงหัวขาดมาหลอกหลอนผมแน่เลย
“เป็ไงครับอามันสวยไหม”
“นะ...นี่เธอ”
“อาเห็นความตายหรือยัง” ผมหันมาถามด้วยรอยยิ้ม ดูสนุกสนานผิดกับอาหลานที่หน้าถอดสีนี่ยังไม่รวมลูกน้องของเขาที่ขาสั่นกันอย่างน่าสงสาร มีแค่สตีฟและผมที่ดูจะชินตาถึงอย่างนั้นสตีฟก็ยกมือทาบอก เขาอาจจะยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ “อยากเห็นอีกรอบไหม คราวนี้ผมจะโยนอาลงไปเลย”
“มะ...ไม่อะ...อาคิดว่าอาเห็นชัดแล้ว”
“น่าเสียดายจังดายดูจะอยากกินด้วยสิ” ผมยิ้มหันกลับไปมองเ้าฉลามที่แสดงท่าทีงุ่นง่านอย่างหงุดหงิดผมเลยหยิบปลาตัวหนึ่งที่กะเอาไว้ล่อมันกลางทะเล โยนให้มันกินเสียดายที่ดายน่ะหยิ่ง พอผมทำมันหงุดหงิดมันก็ไม่ยอมเล่นต่อหนำซ้ำยังใช้ครีบหางสะบัดปลาทิ้งคล้ายกับไม่ชอบ
ผมส่ายหน้าให้มันพร้อมกับคิดว่าถ้ามันกะระยะผิด พุ่งขึ้นมากลางลำ...
ทุกคนจะตายก่อนออกไปกลางมหาสมุทรซะอีก
“ทีนี้อาตัดสินใจได้หรือยังว่าจะไปต่อหรือจะอยู่ที่นี่”
“ปะ...ไปต่อสิอาพูดแล้วไม่คืนคำ”
“นับถือใจอาจัง” ผมแกล้งทำหน้าเซอร์ไพรส์ปรบมือเหมือนยกย่องอีกส่วนคือเรียกให้ดีแลนว่ายมาหา ปล่อยมันชนเรือเราเบา ๆ เป็การข่มขวัญ “งั้นอากับโจเอลจะลงไปในกรงฉลามกับผมสินะแบบนั้นก็ดีเลยผมจะได้ไม่ต้องให้เอริคกับจอร์แดนไป”
“แต่เราควรมีหมอจะได้ช่วยเราจากอันตราย”
“หมอช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับถ้าความตายหมายหัวน่ะ” ผมยิ้ม สีหน้าหยอกเย้าทั้งที่ความจริงคือตักเตือน “อีกอย่างเมื่อกี้ผมก็ได้ทำความปรารถนาของอาแล้วถ้าอาอยากจะไปต่อด้วยความตั้งใจของอา ผมคิดว่ามันต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน”
“หา?”
“อาไม่ลืมข้อตกลงของเราใช่ไหมครับ?” ผมเอียงคอใส่มองเขาด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยปริศนามากมายที่พาให้คนใจเสียเม้มปากแน่น “ถ้าอาอยากไป อาต้องบอกความลับที่ผมสงสัยก่อน”
“…”
“เริ่มจากข้อแรก”
กึก !
“อารู้ได้ไงว่าพวกมันมีจริง”
ทะเลแหวกเป็สายยามเรือลำใหญ่แล่นผ่านมันไม่เชิงว่าเป็เรือลำใหญ่แบบพวกเรือสินค้ามันแค่ใหญ่กว่าเรือเที่ยวเล่นเนื่องจากเราต้องบรรจุทั้งเรือยางและกรงฉลามผมเป็คนขับพาพวกเขามากลางทะเล เราจำเป็ต้องมาให้ไกลจากศูนย์วิจัย ส่วนหนึ่งคือถ้าเ้าสองพี่น้องหงุดหงิดมันจะได้ไม่ทำลายบ้านของผม ส่วนอีกเหตุผลคือถ้ามีคนผ่านมาเห็นมันเข้า...
เราจะได้มั่นใจว่าเขาจะไม่มาวุ่นวายกับศูนย์วิจัยของผม
อาจฟังดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยแต่ผมบอกแล้วว่าผมจะทำทุกทางเพื่อรักษาเมกาโลดอนของผมไว้ เพราะงั้นต่อให้ต้องสูญเสียมากไป...
ผมก็ต้องยอมรับมัน
“ไกลพอแล้วล่ะครับคุณโซล”
“งั้นบอกอีกลำว่าเราจะจอดแล้ว” สตีฟพยักหน้าก่อนที่ผมจะดับเครื่องเรือดูจากจอมอนิเตอร์ที่แนชลีย์ให้ไว้ เราอยู่ไกลจาก EDS พอสมควรผมไม่ได้เอาจอร์แดนกับเอริคมาด้วย พวกเขาควรอยู่ช่วยที่ศูนย์วิจัยมากกว่า
ถึงอย่างนั้นผมก็ทำตามคำขอของอา
“โอเว่นคุณช่วยเช็กอุปกรณ์ดำน้ำหน่อยและสภาพของลูกเรือด้วย”
“ได้เลย”คุณหมอตอบรับรีบไปจัดการอุปกรณ์ลงน้ำริชาร์ดกับโจเอลนั่งอยู่ตรงที่พักในเรือ ั้แ่เกิดเหตุการณ์ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ดูจะไม่อยากนั่งใกล้ขอบเรือเท่าไหร่ ผมก็เข้าใจว่าผมอาจจะรุนแรงไปแต่เชื่อเถอะว่าผมเสียใจ...
เสียใจที่ยังทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้
“พวกคุณพร้อมไหมอยากจะกินยาหรืออัดวิดีโออำลาใครก่อนไหมครับ ?” ผมหันมาถามหลังจากส่งสัญญาณให้เรืออีกลำที่คนของริชาร์ดเป็คนขับให้จอดอยู่ใกล้ๆ ตอนแรกพวกเราจะเอาเรือมาแค่ลำเดียวทว่าผมก็แอบคิดว่ามันอาจจะเกิดเื่ไม่ดีก็ได้
อย่างน้อยถ้าเกิดอันตรายผมมั่นใจว่าต้องมีเรือสักลำให้เราได้ขับกลับ
และผมคิดว่าเรือลำนั้นต้องมีผมนั่นจึงไม่แปลกว่าทำไมอาหลานถึงเลือกที่จะมากับผมแทนที่จะไปเรือตัวเอง
“ผมอยากจะได้เวลาสักหน่อยผมไม่ได้ดำน้ำนานแล้ว” โจเอลว่า พยายามยิ้มแม้หน้าจะถอดสี “บางทีเราน่าจะวอร์มก่อนลงน้ำสักหน่อย”
“ก็ดีโอเว่นจะช่วยพวกคุณเตรียมพร้อมตอนที่ผมโยนเหยื่อล่อพวกมันมา”
“อึก...”
“และผมหวังว่าความลับข้อสองที่ผมถามไว้จะได้รับการตอบรับนะครับ”ผมสบตากับริชาร์ด ยกยิ้มเบา ๆ เพื่อบอกให้เขารู้ว่าผมยังไม่ลืม “เตรียมตัวกันเถอะ ยิ่งเราใช้เวลาเยอะ ยิ่งอันตราย”
“คุณโซลอยากให้ผมลงไปด้วยไหม?”
“คุณอยู่บนเรือกับโอเว่นเถอะผมจะลงไปกับพวกเขาสองคน” สตีฟขานรับในลำคอผมเลยผละไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดดำน้ำพลางทบทวนความทรงจำก่อนหน้าว่าผมได้คุยอะไรกับริชาร์ดก่อนมาไปบ้างผมต้องยอมรับเลยว่าขนาดเขากลัวตายแค่ไหน ก็ยังหัวหมอตอบอ้อมโลกไม่ตรงคำถามเท่าไหร่
‘อารู้ได้ไงว่าพวกมันมีจริง’
‘เพราะอาเป็หนึ่งในครอบครัวของมันน่ะสิ’
‘…’
‘มันเองก็รู้จักอาเหมือนกัน’
ผมเลียปากไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่นั้นถ้าบอกว่าเป็ครอบครัวมันแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาทำไมไม่เอามันไปหรือทำอะไรสักอย่างก่อนที่มันจะตกมาเป็ของผมหรือของครอบครัวผมโดยสมบูรณ์ล่ะแบบนี้จะให้ปักใจเชื่อได้ไงผมเลยถามกลับว่าเขาเป็ครอบครัวของมันได้ยังไง
แต่อาก็เตือนว่าผมถามเขาได้ข้อเดียวแลกกับหนึ่งคำขอไว้
และเพื่อให้ได้รู้ความลับนั้นผมถึงพาเขามาด้วยไงมาให้เขาเห็นกับตาว่าทะเลมันน่ากลัวแค่ไหน
ยิ่งทะเลที่มีเมกาโลดอนที่ชื่อว่าดายกับดีแลนมันยิ่งน่ากลัวกว่าทุกทะเลที่ผ่านมาน่ากลัวขึ้นอีกเมื่อเขารู้ว่าทันทีที่ตุกติกกับโซล อิลเดนสัน...
เขาจะตายก่อนที่จะได้หายใจซะอีก
“มาเล่นเกมกันดายดีแลน ใครหาความลับเจอก่อน คนนั้นชนะ”
ผมกับสตีฟช่วยกันเทเหยื่อลงน้ำย้อมหยาดใสให้กลายเป็สีแดงสด กลิ่นคาวของเืจะล่อพวกนักล่าให้มาติดกับผมหมุนตัวไปเช็กแทร็กเกอร์ที่ใช้สำหรับติดตามพวกมันเราจะไม่ลงไปตอนนี้จนกว่าผมจะยิงแทร็กเกอร์ติดตามตัวพวกมันได้เนื่องจากถ้ามันหวนกลับมาทำร้าย อะไร ๆ จะไม่ง่ายอย่างที่คิด
ผมสูดหายใจเข้าการยิงแทร็กเกอร์ผมจำเป็ต้องลงไปในน้ำโดยปราศจากเครื่องช่วยหายใจเพราะเราจะยิงมันในระยะใกล้ ยิงตรงครีบที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา
“คุณพร้อมนะ”
“พร้อมตลอดเวลานั่นแหละ” ผมยิ้มให้โอเว่น อีกฝ่ายตบบ่าผมเบาๆ เป็การให้กำลังใจ “ถ้าติดเครื่องแล้วอย่าเพิ่งดึงผมขึ้นมาล่ะผมจะว่ายกลับมาเองเว้นตอนที่มันทำท่าจะกินผม คุณก็ค่อยรีบดึงขึ้นมา”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดท่าไม่ดี ผมจะโยนอาคุณลงทะเล”
“นั่นเยี่ยมเลย” ผมยกนิ้วให้ โอเว่นเลยหัวเราะขำขันจากนั้นก็ดันตัวผมให้ออกไปจากห้องพัก พูดคุยกับอาหลานที่นั่งเช็กอุปกรณ์ดำน้ำอยู่ตอนแรกผมว่าจะให้พวกเขาลงไปในกรง ดูตอนที่มันว่ายเข้ามาหาแต่แบบนั้นผมกลัวว่าตัวเองจะพะวงหลายทาง
แค่พาตัวเองรอดกลับมาก็ถือว่าท้าทายพอแล้ว
“พวกคุณอยู่นี่ อย่าเล่นพิเรนทร์อะไรตอนผมลงน้ำ”
“แน่ใจเหรอครับว่าจะลงไปคนเดียวน่ะ ?”
“คุณอยากลงไปกับผมด้วยไหมล่ะ เราจะได้ศึกษาดูใจกันไง” คิ้วสวยเลิกใส่ทำเอาโจเอลยิ้มแหย ท่าทีอ่อนแอทำให้ผมอยากจะแค่นหัวเราะใส่ดูก็รู้ว่าเขาหวาดกลัวแค่ไหน ผมยังแอบคิดเลยว่าถ้าพาเข้ากรงลงน้ำไปจะปอดแหกขึ้นมาหรือเปล่า “ผมจะกลับขึ้นมาก่อนที่คุณจะรู้ว่าผมลงไปซะอีก”
“ยังไงก็ระวังตัวดี ๆ นะหลานชาย มันอันตรายกว่าที่เราคิดไว้”
“ผมรู้จักมันดีกว่าอาเยอะ เพราะงั้นขอบคุณที่มอบความเป็ห่วงให้”
“…”
“ผมจะไม่ตายจนกว่าจะรู้ความลับทั้งหมด” รอยยิ้มมาดร้ายปรากฏบนใบหน้าเสียดายที่ผมไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงมากนักสตีฟชี้ให้เห็นครีบยาวที่ว่ายอยู่ไม่ไกลเป็สัญญาณว่าพวกมันมาไกลจากศูนย์วิจัยแล้ว“มากันเร็วจริง ๆ”
ผมพึมพำหยิบแว่นดำน้ำมาสวมไว้ไม่รอให้ใครพูดอะไรก็ะโลงน้ำโดยไม่ลืมเกี่ยวลวดไว้กับเอวมันคือลวดที่ติดอยู่กับเครนซึ่งเราเอาไว้โยนเหยื่อล่อในกรณีที่เรียกพวกมันมาหาทว่าตอนนี้มันถูกใช้กับผม นั่นแปลว่าตอนนี้ผมคือเหยื่อชิ้นใหญ่แน่นอนว่าผมไม่รู้ว่ารสชาติของตัวเองดีไหม...
พวกมันยังไม่เคยได้กินผมเลยสักครั้งเดียว
ทะเลแหวกเป็สายผมพยายามจะว่ายให้นิ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห่างจากเรือมาหลายเมตรหากแต่ใกล้พวกมันในระยะแค่ร้อยเมตรเท่านั้น ผมจับจ้องไปที่ครีบยาวพวกมันสองตัวว่ายเวียนกันไปมายังไม่เข้ามาใกล้ผมหัวใจของผมเหมือนจะเต้นช้าลงเวลาก้มมองใต้ทะเลว่ามีอะไรบ้าง
สิ่งเดียวที่ผมกลัวคือการก้มลงไปแล้วเห็นฟันกรามของพวกมัน
นั่นแหละที่เรียกว่าความตายมาเยือนของจริง
[ไกลพอแล้วโซล ระยะแค่นั้นกำลังดี]
“โอเค ผมจะเล็งเป้าแล้ว” ผมตอบไวเลสที่หูดวงตาจ้องมองดูดายกับดีแลนเศษซากของเนื้อที่โยนลงทะเลไว้ล่อให้พวกมันเข้ามาใกล้จนน่าหวั่น ซ้ำร้ายเหมือนผมจะเห็นเ้าฉลามตัวเล็กๆ ที่ความยาวอยู่ประมาณแปดฟุตเท่านั้น
แต่พวกมันก็รวมตัวกันได้ไม่นานนักเนื่องจากมันไม่อยากตกเป็อาหารซะเอง
“เอาล่ะ หวังว่าพวกแกจะทำตัวน่ารักกับฉันนะ” ผมเลียปาก หยิบปืนออกมาขณะที่เล็งไปที่ครีบของดีแลนผมจำเป็ต้องยิงไอ้ตัวร้ายนี่ก่อน เพราะมันมีจังหวะในการว่ายที่เร็วกว่าดายค่อนข้างมากแถมยังหงุดหงิดง่าย พร้อมฆ่าทุกอย่างให้ตาย ถ้าเกิดมันลงน้ำหายไปผมจะได้ให้โอเว่นดูว่ามันอยู่ตรงไหน
การเล่นเกมกับเมกาโลดอนใต้น้ำมันน่ากลัวกว่าสิ่งอื่นใด พอเล็งเป้าได้ผมก็ยิงแทร็กเกอร์ไป
กึก !
[แทร็กเกอร์ดีแลนติดแล้วโซล]
“โอเค” ผมตอบโอเว่นพร้อมกับถอนหายใจตีขาลอยตัวให้เบาที่สุด ท่าทีเกรี้ยวกราดจะล่อพวกมันให้เข้ามาใกล้ผมเสียบแทร็กเกอร์ตัวใหม่ไว้ในหลอดบรรจุ กวาดตาหาว่าดายอยู่ไหนผมเพิ่งสังเกตว่าตอนนี้มีเพียงแค่ดีแลนเท่านั้นที่ว่ายอยู่ไม่ไกล
ดายหายไปมันดำน้ำลงไปแล้ว
“บ้าจริง…!”ผมสบถสวมแว่นดำน้ำดำลงไปดูว่ามันอยู่ไหน แม้ตอนนี้แสงแดดจะทำให้ทุกพื้นที่สว่างหากแต่ในน้ำก็ใช่ว่าแสงจะส่องถึง ผมขึ้นมาหายใจแป๊บนึงแล้วดำต่อพยายามหมุนรอบตัวเพื่อหาว่ามันอยู่ไหน เช่นเดียวกับดีแลนผมเองก็คอยจับตาดูว่ามันยังอยู่ไหม ตอนขึ้นมาหายใจยังเห็นมันแต่พอโผล่มาอีกครั้ง...
สองพี่น้องมันก็ดำน้ำหายไปแล้ว
[โซล ดีแลนอยู่ไม่ไกลจากคุณ]
สตีฟบอกผ่านทางไวเลสตอนที่ผมกำลังมองหาพวกมันในน้ำ ดีแลนน่ะน่ากลัวตรงที่มันจะเข้ามากัดเหยื่อเลยถ้ามันสนใจเป็ประเภทบุ่มบ่ามรีบร้อนเอาแต่ใจ ขณะที่ดายแตกต่าง เป็พวกสังเกตคอยมองจากที่ไกล ๆ เข้ามาหยอกเป็บางครั้งให้รู้ว่าอันตราย
และถ้ามันถูกใจเหยื่อที่หยอกไว้มันก็จะ...
“กึด !” คมเขี้ยวเฉียดขาผมไปนิด เพราะเ้าปลาตัวดีโผล่มาจากด้านล่างรวดเร็วจนผมเกือบเสียขา ถ้าไม่เกิดก้มลงไปดูก่อนนะ ผมคงหลบไม่ทันดายว่ายหนีผลัดมือกับดีแลนที่มาเวียนรอบตัวผมทำผมให้พุ่งขึ้นมาโกยอากาศเข้าหายใจแล้วดำลงไปเผชิญหน้ากับมันต่อ
ระยะห่างร้อยเมตรกลายเป็เื่ล้อเล่นเมื่อตอนนี้เราอยู่ใกล้จนเอื้อมมือจับผมสบตากับดีแลนพร้อมกับคอยมองว่าดายจะมาจากตรงไหน ผมคิดว่ามันจะไม่ใช้มุกเก่าเพื่อมาลองใจผม
ความเลวร้ายของดายอยู่ตรงนี้มันจะให้เหยื่อตายใจก่อนจะเข้ามากิน ซึ่งตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาผมต้องยอมรับว่าการเดาใจเ้าเมกาโลดอนตัวนี้เป็เื่ยากผมไม่เคยรู้เลยว่ามันคิดอะไรหรือกำลังรู้สึกแบบไหนอยู่
ดีแลนเกือบจะชนผมทว่าผมก็หลบได้ ปล่อยฟองอากาศออกเล็กน้อยแลกกับเอาอากาศเข้าปอดมันย่ำแย่ตรงที่ผมไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาดำน้ำหามันแบบนี้ภาพที่ผมคิดคือมันจะต้องเอาครีบโผล่ขึ้นมา ให้ผมรีบยิงแล้วก็รีบกลับไปที่เรือแต่เื่จริงมันกลับกัน
เมกาโลดอนตัวน้องหายไปแล้วให้ผมคิดว่ามันจะเล่นเกมอะไรอีกผมกำลังคิดว่าควรจะว่ายกลับไปที่เรือเพื่อพักก่อนดีไหม แต่ผมกลัวว่าดายจะเลิกสนใจ
ผมกลืนน้ำลายลงคอสถานการณ์นี้มันกดดันยิ่งกว่าอะไร ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากบนเรือ บางทีพวกเขาอาจจะลดการใช้เสียงเผื่อว่ามันไปมีผลกระทบกับการประสาทการรับรู้ของฉลาม ผมดันตัวเองขึ้นมาหายใจกวาดตามองหาครีบเว้าแหว่งของดายว่าอยู่ไหน
“แกจะเล่นเกมกับฉันหรือไง แกจะ...ฮุ้บ !”
[โซล !!!!!]
เสียงทุกคนเรียกดังลั่นทว่าไม่ดังเท่ากับเสียงหัวใจผมที่เต้นกระหน่ำร่างของผมถูกกระชากลงทะเลอย่างแรงจนตกไปเกือบเมตรอากาศที่มีถูกปล่อยสู่ทะเลขณะที่ผมพยายามตะเกียกตะกายออกจากการจับกุมนั้นเตะเท้าไปมาเพื่อพาตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำ คิดว่าขาตัวเองคงไม่รอดแน่ ๆเพราะแรงดึงเมื่อกี้หนักยิ่งกว่าอะไร
มันแรงจนสามารถฉีกร่างผมได้แต่ผมกลับ...!
“เฮือก !” ผมพุ่งขึ้นมาหายใจหอบหนักยิ่งกว่าคนวิ่งมาราธอน ได้ยินเสียงโหวกเหวกของบรรดาลูกเรือที่มองอยู่ทว่าผมกลับเลือกที่จะอยู่นิ่ง ๆ และตั้งสติสิ่งแรกที่ผมทำคือสำรวจว่าขาตัวเองเป็ยังไงบ้างมั่นใจว่าเมื่อกี้ผมโดนนักล่ากระชากขา เืสีแดงสดควรจะตราตรึงไปทั่วร่างหากแต่ความเป็จริงนั้น...
ผมกลับไม่ได้รับาเ็สักนิดเดียว
“นี่มันอะไรกัน !”
[โซล เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้คุณเป็อะไร !]
“ผมโดนกระชากโอเว่น ใครไม่รู้กระชากผมลงน้ำไป”
[ขะ...ขาคุณเป็ไง ?]
“ผม...ปลอดภัยดี” ผมตอบอย่างงุนงงแปลกใจมากที่ตัวเองยังปกติอยู่ถึงขั้นดำลงไปเพื่อยกขาขึ้นมาดู ไม่มีร่องรอยของเืหรือาแเลยสักที่ “ขาผมยังอยู่ดี แต่เมื่อกี้มีบางอย่างกระชากผมจริง ๆ”
[อาจจะมีนักดำน้ำอยู่แถวนั้นหรือเปล่า ?]
“ไม่โอเว่น ผมอยู่คนเดียวไม่มีใคร”
[แล้วมันจะเป็อะไร ?]
“ไม่รู้สิ มันอาจจะเป็...ดาย !” ผมหันขวับไปมองคมเขี้ยวที่อ้ามาแต่ไกลครีบยาวแหวกหยาดใสมาเป็สายให้ผมรีบดีดตัวหลบ อาศัยจังหวะนั้นคว้าปืนมายิงแทร็กเกอร์ที่ครีบมันได้ยินเสียงฟันกรามกระทบกัน พลันผมก็ต้องเบี่ยงตัวหลบเมื่อด้านหลังดีแลนพุ่งมาหาพยายามตั้งสติโยนปืนทิ้งพร้อมกับเตะขาว่ายหนีไปด้านหน้า “ดึงผมขึ้นโอเว่นผมไม่รอดแน่ถ้าว่ายกลับไป !”
[งั้นจับลวดไว้ สตีฟ รีบดึงโซลขึ้นมา !]
[ครับ !]
“กึด !”
“อ๊ะ !” ผมอุทานมองการจู่โจมของสองพี่น้องที่ว่ายไล่กัดขาผมสตีฟกดเครนให้ดึงลวดที่เกี่ยวตัวผมกลับขึ้นเรือ แต่ด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควรทำให้ผมต้องภาวนาไม่ให้เหลือเพียงครึ่งท่อนโอเว่นออกเรือก่อนเนื่องจากการจอดเรืออยู่เฉย ๆจะเป็เป้านิ่งให้พวกมันโจมตีเรือเราได้ ผมเตะขาจับลวดที่กระชากร่างผมให้ตามความเร็วเรือไป แย่หน่อยตรงที่พอร่างกายเคลื่อนไหวไว ๆมันก็ไปกระตุ้นให้เ้าสองพี่น้องไล่งับผมหนักขึ้น “เฮือก !”
ผมหอบหายใจหยาดใสกระเซ็นเข้าตาเต็มไปหมด ต้องพุ่งขึ้นและดำลงม้วนตัวไปมาเพื่อไม่ให้เ้าปลานั่นงับผมได้ผมกัดฟันกรอดไม่คิดเลยว่ามันจะมาทำตัวไม่น่ารักใส่ ต่อให้มันจะเป็สัญชาตญาณที่ผมควบคุมไม่ได้และเห็นบ่อยจนชินตาก็ตาม
แต่ในจังหวะที่ผมใกล้จะขึ้นเรือนั้นจู่ ๆ ขาผมก็ถูกจับด้วยอะไรบางอย่าง จะหันไปมองน้ำก็ไหลเข้าตาจนมองไม่ได้รู้แค่ว่าผมใมาก พยายามจะสะบัดบางอย่างที่จับขาไว้ออกเพราะแทนที่ร่างของผมจะลอยขึ้นเรือไป...
ผมกลับถูกกระชากลงทะเลอีกรอบแทน
“อื้อ !” ผมครางในลำคอด้วยความตื่นตระหนกพยายามจะหันไปมองว่าอะไรจับขาผมก็เห็นเพียงคมเขี้ยวของหนึ่งในพี่น้องเท่านั้นพยายามอยู่นานเพื่อตะกายขึ้นไปเอาอากาศบนผิวน้ำทว่าแรงดึงจากข้อเท้าก็ไม่ต่างจากมัจจุราชมากระชากลงนรกไป
ลวดที่เกี่ยวตัวผมไว้ยื้อผมแรงขึ้นพยายามช่วยชีวิตแม้ผมไม่รู้ว่าจะรอดไหม ร่างกายถูกลากซ้ำร้ายยังดำดิ่งลงทะเลกระทั่งลมหายใจใกล้จะหมด บางอย่างที่จับขาผมไว้ก็ปล่อยผมให้เป็อิสระ
“เฮือก !”
“โซลระวัง !” ฟันกรามของดายเฉียดปลายเท้าของผมไปนิดััได้ถึงความแหลมคมของขากรรไกรอันน่าหวั่นเมื่อกี้นิ้วเท้าของผมัักับฟันของมัน ถ้าไม่หดขากลับก็คงขาดไปแล้ว ผมหอบหายใจมองไม่เห็นว่าตอนนี้ดีแลนอยู่ไหน รู้แค่ว่าอีกไม่กี่อึดใจผมก็จะะโขึ้นเรือได้
แล้วคุณรู้ไหมว่าอะไรตลกร้าย?
คงเป็การที่ดีแลนว่ายมาจากด้านข้างมันอ้าปากเตรียมจะพาผมลงนรกไป ทว่าผมกลับอาศัยจังหวะนั้นถีบปากดายเพื่อส่งตัวเองขึ้นเรือไป
เมกาโลดอนเสียเหยื่อไปแล้ว
ผัวะ !
ร่างของผมกระแทกกับเข้ากับพื้นเรือแรงพอที่จะทำให้แขนชาไปหมด ผมหอบหายใจขณะที่ทุกคนรีบเข้ามารุมผมสิ่งแรกที่ผมทำคือจับขาตัวเองแม้อากาศจะยังเข้าปอดไม่เต็มที่ก็ตามมีเืออกตรงนิ้วเท้าของผม มันคงโดนฟันดายตอนถีบตัวขึ้นมาถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้เสียขา
นั่นคงทำให้พวกมันหงุดหงิดไม่น้อยเลย
“พระเ้าคุณปลอดภัยแล้วโซล คุณยังไม่ตาย”
“ผมก็ดีใจที่ยังไม่ตายเหมือนกัน” ผมตอบโอเว่น ล้มตัวลงนอนหอบหายใจอย่างโล่งใจแสงสว่างของดวงอาทิตย์แลดูจะตอกย้ำว่าผมเพิ่งผ่านความตายเนื่องจากตอนว่ายน้ำหนีผมเห็นเพียงแค่ความมืดจากทะเลด้านล่างกับกรามอันแหลมคมของเ้าสองพี่น้องนั่นเท่านั้น
ไม่รู้ว่ามันจะเกรี้ยวกราดทำไมกันผมก็แค่ยิงแทร็กเกอร์เท่านั้น ไม่ได้ยิงมันสักหน่อย
อีกอย่างหนังมันหนาขนาดนั้นคงทำได้แค่ริ้วรอยเห็นทีผมคงต้องหาทางสั่งสอนมันสักหน่อยแล้ว
“มันหงุดหงิดน่าดูเลย” โจเอลพูด หันไปมองเ้าสองปลาที่ว่ายเวียนกันไปมาด้วยท่าทีงุ่นง่าน “บางทีคุณอาจทำให้มันโกรธก็ได้นะ”
“พวกมันก็โกรธผมตลอดเวลา”
“…”
“แต่ผมว่ามันกำลังสนุกนะ” ผมตอบกลับ ยันตัวเองขึ้นมามองเ้าสองมัจจุราชที่ว่ายอยู่ไม่ไกลผมรู้ว่าเวลาโกรธพวกมันน่ากลัวขนาดไหน แต่การที่พวกมันเลือกจะล่าถอยแทนที่จะพุ่งมาทำลายเราแปลว่ามันแค่อยากจะเตือนไม่ก็หยอกเย้าเท่านั้น
พวกมันไม่กล้าฆ่าผมจริงๆ หรอก
“พวกมันเห็นผมเป็ของเล่น”ผมเลียปาก เสยผมที่เปียกชื้นของตัวเองพลางส่ายหน้าไปมาสบตากับอาที่เอาผ้าขนหนูมาคลุมตัวให้ผมกล่าวขอบคุณถึงอย่างนั้นก็อยากจะออกปากเตือนไว้ “คุณเห็นไหมว่ามันอันตรายแค่ไหนมันฆ่าใครก็ได้ง่าย ๆ เลย”
“นั่นถึงทำให้มันมีค่ามากกว่าฉลามตัวอื่นบนโลกไงหลานชาย”
“พูดแบบนี้แปลว่าอาพร้อมที่จะลงไปหามันใช่ไหม”
“อ๊ะ!”
“เตรียมกรงเลยสตีฟเราจะลงไปเล่นกับพวกมัน”
“แต่คุณเพิ่งขึ้นมานะครับ?” สตีฟขัด ย่นคิ้วใส่ขณะที่ยื่นอุปกรณ์ทำแผลให้โอเว่นเขาจะได้ทำแผลที่นิ้วเท้าของผม “ผมคิดว่าคุณน่าจะพักสักหน่อยมันคงไม่ดีถ้าลงไปตอนนี้”
“ไม่เป็ไรรอเตรียมกรงผมก็ฟื้นตัวพอดี”
“…”
“อีกอย่างผมก็ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว”รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า ผิดกับอาและโจเอลที่หน้าเสียไปตาม ๆกัน “ผมรู้ว่าอาอยากเห็นมันแบบใกล้ ๆก่อนหน้านี้มันคงยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่สินะ”
“แต่อาอยากให้เธอพักก่อนเธอาเ็แล้วก็...”
“ผมยังไม่ตาย”
“...!!!”
“และอาไม่ต้องกลัวว่าจะตายกรงของเราทนแรงกัดได้มากกว่าแปดแสนปอนด์” ริชารด์เม้มปากเขาคงจะกวนใจไม่น้อยที่ผมดักเขาได้ทุกทางแบบนี้ผมหัวเราะยันตัวเองขึ้นหลังจากที่โอเว่นทำแผลให้เสร็จสรรพ “ผมให้เวลาคุณเตรียมใจระหว่างที่สตีฟเตรียมกรงให้หวังว่าเราจะสนุกกับทริปนี้นะครับ คุณอา”
เ้าตัวถอนหายใจถ้าเขาต่อยผมได้โดยไม่มีเมกาโลดอนมางับหัวคงทำไปแล้วและเพราะทำไม่ได้ผมเลยเหนือกว่าทุกคนที่นี่ตบบ่าโจเอลสองสามทีเพื่อให้เขาดูแลอาของตัวเอง รวมถึงควรไปเตรียมตัวได้แล้วแน่นอนว่าเขาทำได้แค่พยักหน้า ไปเช็กอุปกรณ์ดำน้ำขณะที่ผมเดินเข้าไปตรงห้องพัก
ผมมองดูาแที่นิ้วเท้าพลางคิดว่าก่อนหน้านี้อะไรดึงขาผม
ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่ฟันของเมกาโลดอน มันนุ่มกว่าและรุ่มร้อนเหมือนอุณหภูมิในร่างกายคนมันทำให้ผมนึกว่ามีคนอยู่ในน้ำแต่ใครจะมาว่ายน้ำในเวลานี้โดยที่มีฉลามล้านปีอยู่ใกล้ ๆแย่กว่านั้นคือตอนที่ผมถูกไล่ล่าแล้วถูกกระชากลงไปต่างหาก
ไม่มีใครมีแรงพอที่จะกระชากผมให้หลุดจากปากมัจจุราชได้
พลันคิ้วสวยก็ขมวดกันแน่นผมเอื้อมมือไปแตะข้อเท้าตัวเองที่มีบางอย่างสวมไว้
“นี่มัน...มาจากไหน?”
กึก !
“กำไลข้อเท้างั้นเหรอ ?” ผมกะพริบตา ย้อนความทรงจำว่าเคยใส่กำไลข้อเท้าตอนไหนร้อยวันพันปีผมไม่เคยใส่เครื่องประดับที่ต่ำกว่าเอวลงไปเพราะมันน่ารำคาญและผมต้องใช้ร่างกายเยอะเกินกว่าจะมานั่งติดเครื่องประดับแต่นี่กลับมีกำไลข้อเท้ามาปรากฏอยู่ตรงหน้า
ขนาดมันพอดีกับข้อเท้าผมมีจี้รูปปลาฉลามห้อยติดไว้ นาทีนั้นผมย่นคิ้วใส่ หาตะขอเพื่อจะแกะมันออกไปทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จะถอดออกก็ดันติดขัดไปหมดจนผมแทบจะเอาคีมมาตัด
แต่ในตอนที่ผมกำลังวุ่นอยู่กับมันนั้นดวงตาก็หลุบไปเห็นตัวอักษรบางอย่างด้านหลังจี้ฉลาม ผมก้มลงไป พลิกมันขึ้นมาไล่อ่านตัวอักษรบนเนื้อสีเงินเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ...
“ดี เอส ดี...หมายความว่าไงกัน ?”