ลู่เหยียนชูนิ่งงันไปนานแสนนานในหัวยังคงฉายภาพความทรงจำตอนที่ทั้งสองเคยพบกันซ้ำไปซ้ำมา
เขารู้ดีว่าจี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนนิสัยประหลาดวางตัวเย็นชากับทุกคนแต่ก่อนหน้านี้เขาคิดเพียงว่าอีกฝ่ายแค่ถือดีในศักดิ์ศรีประกอบกับมีเรื่องของหลิงซีเข้ามาเกี่ยวจึงมักจะแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรใส่เขาเสมอ
ทว่าพอได้ยินจี้ทิงพูดเช่นนี้นอกจากตกใจแล้ว ลู่เหยียนชูยังรู้สึกถึงความย้อนแย้งบางอย่างที่สลัดไม่หลุด
ถึงแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นคนอารมณ์ร้ายแค่ไหนแต่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่มีความผิดปกติทางจิตเลยสักนิดแล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้...
ลู่เหยียนชูยังไม่ทันคิดหาคำตอบเงาร่างในชุดสีขาวสายหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นในสายตาจี้ทิงเดินถือถุงใบหนึ่งออกมาแล้ว
ลู่เหยียนชูรีบเปิดประตูลงจากรถทันที“จี้ทิง...”
จี้ทิงหันมาตามเสียงเรียกทว่าทันทีที่เห็นชัดว่าเป็นใครแววตาของเขาก็กลับกลายเป็นเย็นชาและเบือนหน้าหนีในทันที
เมื่อเห็นจี้ทิงเดินตรงไปยังรถของตัวเองลู่เหยียนชูก็สาวเท้าก้าวตามไปติดๆ “จี้ทิงฉัน...”
“คุณลู่” จี้ทิงเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง“เราสองคนเป็นแค่คนแปลกหน้ากันการที่คุณตามสะกดรอยผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้มีแต่จะทำให้ผมรู้สึกว่าคุณกำลังประสงค์ร้าย”
ลู่เหยียนชูชะงักไปเล็กน้อยคราวก่อนที่เจอกันจี้ทิงแม้จะดูห่างเหินแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านชัดเจนเท่าครั้งนี้นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“เป็นเพราะจี้เยี่ยนจื๋อพูดอะไรกับนายหรือเปล่า?” เขาคิดออกเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น
จี้ทิงปรายตามองอย่างเย็นชา“จี้เยี่ยนจื๋อมีอะไรเขาก็พูดต่อหน้าเขาไม่เคยใช้วิธีสกปรกให้ร้ายใครลับหลัง”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ?”
จี้ทิงสีหน้าเรียบเฉยไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว : [สิ่งที่คุณทำผิดที่สุดคือคุณไม่ควรทรยศต่อประเทศชาติของตัวเอง]
ฉับพลันนั้นรูม่านตาของลู่เหยียนชูสั่นไหวอย่างรุนแรง ร่างทั้งร่างแข็งทื่ออยู่กับที่มีเพียงแววตาที่ฉายแววตื่นตระหนกและเหลือเชื่อวูบผ่านไปมา
หลายปีที่ผ่านมาเขาตรากตรำอยู่ในวงการบันเทิงมั่นใจว่าขัดเกลาจิตใจจนเข้มแข็งพอตัว ทว่าเรื่องนี้มันใหญ่หลวงเกินไปใหญ่เสียจนเขาแทบจะควบคุมสติสัมปชัญญะของตนเองไม่อยู่
ในขณะนั้นเริ่มมีผู้คนสัญจรไปมาหยุดเดินด้วยความอยากรู้อยากเห็นพลางกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น“เอ๊ะ ดูสิ คนนั้นหน้าเหมือนลู่เหยียนชูเลยนะ”
“คงไม่ใช่เจ้าตัวหรอกมั้ง?”
“บ้าหน่า! ฉันได้เจอตัวจริงลู่เหยียนชูด้วยตาตัวเองเลยเหรอเนี่ย!”
เมื่อเห็นบางคนเริ่มหยิบมือถือขึ้นมาจี้ทิงก็หันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังถนนฝั่งตรงข้ามทันที วินาทีนั้นเองลู่เหยียนชูก็ก้าวตามมาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น
“จี้ทิง ฉันขอโทษนะ”
จี้ทิงอึ้งไปเล็กน้อยยังไม่ทันประมวลผลว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรลู่เหยียนชูก็บังคับดึงตัวเขาขึ้นรถไปเสียแล้ว
ประตูรถถูกล็อกจากนั้นรถก็ทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งสายตาฝูงชนมากมายไว้เบื้องหลัง
“ลู่เหยียนชู การกระทำของคุณเข้าข่ายผิดกฎหมาย ตอนนี้คุณยังหยุดรถทันนะ”จี้ทิงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ขอโทษนะ แต่ฉันมีเหตุผลที่บอกไม่ได้จริงๆ”
ลู่เหยียนชูเอ่ยเพียงสั้นๆก่อนจะเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก
จี้ทิงรู้ดีว่าการเจรจาในตอนนี้ไร้ผลเขาจึงสงบสติอารมณ์แล้วเริ่มสำรวจโครงสร้างภายในของรถคันนี้
รถที่ลู่เหยียนชูขับเป็นรถยนต์พลังงานแบรนด์ใหม่ในประเทศจี้ทิงกวาดสายตามองอย่างละเอียดจนสังเกตเห็นปุ่ม A OFF เหนือปุ่มสตาร์ทซึ่งพิสูจน์ว่ารถคันนี้มีระบบช่วยขับขี่แบบหยุดและสตาร์ทอัตโนมัติ
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเขาพยายามเข้าระบบเชื่อมต่อภายในรถก่อน แต่หลังจากตรวจสอบชื่อบัญชีผู้ใช้เขากลับพบว่าเจ้าของรถคันนี้ชื่อข่งอวี่
จี้ทิงอาศัยเบาะแสนี้เจาะเข้าสู่ระบบหลังบ้านเพื่อเตรียมเข้าควบคุมระบบจัดการหลักของตัวรถ
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาละสายตาจากโทรศัพท์เหลือบมองกระจกหลัง รถคันหลังตามมาค่อนข้างกระชั้นชิดถ้าหยุดรถกะทันหันตอนนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการชนท้าย
เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของคนอื่นจี้ทิงจึงยังไม่รีบร้อนตัดการควบคุม
จนกระทั่งถึงทางโค้งแห่งหนึ่งในขณะที่ปลายนิ้วของจี้ทิงกำลังจะกดลงบนระบบหยุดและสตาร์ทอัตโนมัติลู่เหยียนชูก็พลันลดความเร็วลง แล้วค่อยๆ ถอยรถเข้าที่จอดรถแห่งหนึ่ง
จี้ทิงมองเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉยลู่เหยียนชูปลดล็อกประตูรถก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างแรง“ขอโทษนะ เรื่องวันนี้ฉันวู่วามไปหน่อย”
จี้ทิงไม่ได้ยอมรับคำขอโทษนั้นเขาปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันไปเปิดประตูรถทันที
“จี้ทิง ฉันรู้ว่านายไม่มีหน้าที่ต้องฟังคำอธิบายของฉัน”
ลู่เหยียนชูเอ่ยไล่หลังสายตาที่จับจ้องแผ่นหลังของจี้ทิงเต็มไปด้วยความกังวลใจที่ยากจะข่มกลั้น“แต่ตอนนี้มีแค่นายเท่านั้นที่ช่วยฉันได้ฉันสืบจนรู้มาว่าภาพยนตร์เรื่องสุดขอบผาในสายลมมีปัญหามีคนเตรียมจะใช้มันเพื่อใส่ร้ายจุดยืนทางการเมืองของฉัน”
จี้ทิงที่ก้าวเท้าขวาลงพื้นแล้วถึงกับชะงักแววตาฉายแววสงสัยออกมาวูบหนึ่ง
[ถ้าลู่เหยียนชูสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติจริงเขาต้องระวังตัวให้ถึงที่สุดไม่มีทางที่จะบอกเรื่องนี้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยเจอกันแค่สองครั้งอย่างฉันแน่]
ลู่เหยียนชูได้ยินดังนั้นก็ลอบผ่อนลมหายใจเบาๆเขานึกขอบใจที่จี้ทิงเป็นคนฉลาดและมีตรรกะที่ชัดเจน ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่รู้จริงๆว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ยังไง
ท่ามกลางความกังวลใจลู่เหยียนชูก็ลงจากรถตามไป ทว่าเขาก็ไม่ได้เดินหนีไปในทันที
จี้ทิงหันกลับมามองด้วยสีหน้าเย็นชาแฝงการจับผิด“ผมไม่ใช่คนในวงการบันเทิงและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์สุดขอบผาในสายลมเลยสักนิดผมจะไปช่วยอะไรคุณได้?”
ชั่วพริบตานั้นลู่เหยียนชูก็คิดหาเหตุผลขึ้นมาได้ทันควัน “เพราะคราวก่อนที่วิลล่าฉันเห็นนายอ่านบทเรื่องสุดขอบผาในสายลม แล้วสีหน้าของนายดูเคร่งเครียดมากตอนนั้นฉันไม่เข้าใจสาเหตุ ตอนไปรุ่ยเหอฉันถึงได้ลองถามนายดูว่าสนใจจะลงทุนในสุดขอบผาในสายลมไหม”
จี้ทิงไม่เคยรู้เลยว่าสีหน้าของตนจะแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นและยิ่งไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างเฉียบคม :[ตอนนั้นฉันนึกว่าเขาแค่ชวนคุยแก้เก้อ ที่ไหนได้เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเลยลองหยั่งเชิงฉันดูหรอกเหรอ]
ลู่เหยียนชูได้ยินเสียงในใจของเขาแล้วเริ่มมีความมั่นใจจึงเริ่มแต่งเรื่องต่อไป “ตอนนั้นฉันรู้สึกสังหรณ์ว่าท่าทีของนายดูต่อต้านพอกลับไป ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากลก็เลยส่งคนไปสืบเบื้องหลังทีมงานสร้างของเรื่องสุดขอบผาในสายลม”
แววตาของจี้ทิงเย็นเยียบ“คุณสืบรู้อะไรมา?”
ลู่เหยียนชูส่ายหน้าพลางท่าทางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง “อีกฝ่ายซ่อนตัวลึกเกินไปขนาดฉันเองยังสืบรู้มาแค่ว่าพวกเขาวางแผนเตรียมจะจัดการฉันส่วนเรื่องอื่นไม่มีเบาะแสเลย”
ประโยคนี้เขาไม่ได้โกหกเขาไปสืบมาจริงๆ แต่แม้กระทั่งเหตุผลว่าทำไมอีกฝ่ายต้องใส่ร้ายเขาเขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้
สายตาของจี้ทิงฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเงียบไป
[เรื่องของลู่เหยียนชูฉันจะไม่ใส่ใจก็ได้แต่เรื่องนี้มีลักษณะที่พุ่งเป้าไปถึงระดับชาติแถมตัวเขาที่เป็นผู้เกี่ยวข้องยังสืบหาเบาะแสไม่ได้แสดงว่าอีกฝ่ายต้องมีอิทธิพลกว้างขวางเรื่องนี้บอกได้ยากว่าวันหน้าจะไม่พุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีที่เป็นความลับระดับชาติหรือเปล่า]
เดิมทีจี้ทิงตั้งใจจะสืบเรื่องนี้เองในภายหลังแต่หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไปเขาตัดสินใจว่าจะต้องลากคอคนบงการออกมาให้ได้โดยเร็วที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงหันไปมองลู่เหยียนชูด้วยสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อเป็นแบบนี้คุณก็หาเหตุผลให้พอมีทางหนีทีไล่ไว้บ้างเพื่อทำให้ฝ่ายนั้นเชื่อว่าคุณต้องการถอนตัวจากสุดขอบผาในสายลม”
ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเข้าใจเจตนาของเขาในทันที “นายหมายถึง...ให้ฉันถอนตัวเหรอ?”
“ใช่แล้ว ตัวเลือกที่กุมไว้ในมือจู่ๆ จะไม่เล่นต่ออีกฝ่ายต้องสงสัยแน่ว่าคุณรู้อะไรมาหรือเปล่าตราบใดที่พวกเขายอมยื่นหนวดออกมาสำรวจ เมื่อนั้นพวกเราก็จะมีช่องว่างให้เข้าหาได้”
คำว่า‘พวกเรา’ ทำให้มุมปากของลู่เหยียนชูยกขึ้นโดยไม่รู้ตัวเขารู้สึกราวกับว่าจู่ๆ ก็มีสหายร่วมรบที่พึ่งพาได้เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนความรู้สึกว้าวุ่นใจตลอดหลายวันที่ผ่านมามลายหายไปในพริบตาทันที
จี้ทิงเห็นเขาเอาแต่จ้องหน้าไม่พูดไม่จาจึงถามว่า “คุณไม่เข้าใจตรงไหนหรือเปล่า?”
ลู่เหยียนชูยิ้มอย่างอบอุ่น“ไม่มี นายพูดชัดเจนมาก”
“งั้นเรามาคุยกันต่อ”
“จี้ทิง ฉันว่านายน่าจะ...”
ลู่เหยียนชูกำลังจะชวนเขากลับขึ้นไปนั่งบนรถทว่าโทรศัพท์กลับสั่นขึ้นเสียก่อน
เขาบอกจี้ทิงว่ารอสักครู่แล้วกดรับสายวินาทีถัดมาเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้จัดการส่วนตัวก็ดังมาจากปลายสายทันที...
“ลู่เหยียนชู! นี่นายกล้าไปจูงมือคนอื่นกลางถนนเลยเหรอนายผีเข้าหรือไงกัน!!!”