ชี่หยวนเฟิงกลับมาจากกักตัวฝึกตน เนื่องจากรับประทานเพียงข้าวเปล่าและสุรามานานหนึ่งร้อยวัน ร่างกายจึงซูบผอมผิดตา
เมื่อสูญเสียไม้เท้าไป มันไม่คิดหาใหม่อีก
นั่นเป็อาวุธคู่กายมายี่สิบปี
ไม่คาดคิดว่าจะถูกพัดธรรมดาตีหัก
ที่ผ่านมามันอาศัยไม้เท้าใหญ่ผสานกับกำลังภายในที่กล้าแกร่ง ทำลายอาวุธของคู่ต่อสู้ เอาชัยได้ไม่ยากเย็น
บางคราวมันยังนึกกระหยิ่มว่ายุทธภพนี้คงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถชนะมันได้
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพรรคปราบัทั้งสิ้น
เหนือฟ้ายังมีฟ้า
แม้แขนขวาจะทุเลามากแล้ว แต่มันยังจำความรู้สึกที่ถูกพัดฟาดใส่ได้
ราวกับท่อนซุงั์
มันเป็ใครกัน
แล้วจะชนะมันได้อย่างไร
เหมยฮวายืนมองหน้ากับเสี้ยวอู่ิครู่หนึ่ง
ก่อนจะหันหลังเดินออกจากกระท่อม
“ช้าก่อน”
นางหยุด แต่ยังไม่หันกลับไป
“ท่านอ่านหนังสือไม่ออกหรือ”
เสี้ยวอู่ิประหวัดไปถึงถ้อยคำสั้น ๆ ในจดหมาย
“มิอาจรับไมตรี”
ห้าคำที่ทำร้ายดวงใจนัก
แต่มันยังฝืนโบกพัดเบาๆ
“ท่านจะไปที่ใด”
เหมยฮวาหน้าหม่นหมองลง ความจริงแล้วนางไม่มีที่ไป ที่ดูเหมือนบ้านที่สุดตอนนี้กลับเป็โรงเตี๊ยม ซึ่งคนตรงหน้าเป็ผู้จ่ายค่าห้องไว้
แต่สำหรับสตรี ความคิดกับวาจามักจะอยู่คนละฟากของแม่น้ำ
“ข้าฯจะไปที่ใดก็มิเกี่ยวกับท่าน”
วิชาพัดอันพิสดารของเสี้ยวอู่ิ แม้แต่หมัดทะเลใต้และฝ่ามือของไป๋เซ่อเชินยังไม่สามารถทะลุได้
แต่คำพูดเบาๆ ของนางแหวกทะลุมาทิ่มแทงมันได้อย่างง่ายดาย
ได้แต่ฝืนยิ้ม
“ข้าฯติดตามท่านมาหลายวัน”
“นั่นเป็เื่ของท่าน”
“อย่างน้อยควรมีรางวัล”
เหมยฮวามองหน้ามันตรงๆ
“้าสิ่งใด”
“ขอเพียงท่านพักอยู่ที่นี่ให้แน่ใจว่าปลอดภัย จึงค่อยจากไปก็ยังไม่สาย”
เหมยฮวากวาดตามองกระท่อมซอมซ่อนั้น แม้ผัวเมียชาวนาจะปัดกวาดเช็ดถูไว้อย่างดี แต่ก็เป็แบบฉบับของคนยากจนทั่วไป ข้าวของเครื่องใช้ล้วนทำด้วยไม้ไผ่สานแบบลวกๆ ห้องหับกั้นไว้อย่างง่ายๆ มีห้องนอนเพียงหนึ่งห้อง ส่วนของครัวก็อยู่ติดกับตัวบ้าน ซึ่งมีโต๊ะอาหารอยู่ตัวเดียว
“ท่านจะให้ข้าฯอยู่ที่นี่”
“หากท่านยินยอม”
เหมยฮวาถอนใจ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็รางวัลที่มันพยายามตามนางจนพบก็แล้วกัน
“เช่นนั้น ข้าฯอยากอาบน้ำ”
ไป๋เซ่อเชินมุ่งหน้ากลับลั่วหยาง
นางเดินอยู่สักพักก็ยึดเอารถม้าของคนโชคร้ายไว้ได้คันหนึ่ง
ระหว่างที่นั่งบนรถให้สารถีจำเป็พาเข้าเมือง ก็พบต้าคลุ้มคลั่งเดินฮัมเพลงอยู่ข้างทาง
นางชะโงกหน้าไปะโ
“อย่าหมายให้ข้าฯรับไปด้วย หากท่านขึ้นรถมา ม้าพวกนี้คงขาหักตาย”
ต้าคลุ้มคลั่งทำหน้าเบ้ มองนางตาละห้อย
นี่กลับดูเหมือนเด็กน้อยผู้หนึ่ง
ไป๋เซ่อเชินยกนิ้วเรียวงามขึ้นชี้
“ทางด้านโน้นมีหมู่บ้านที่พรรคเราซื้อไว้ ไปอยู่ที่นั่นก่อน เมื่อถึงเวลาจะส่งคนไปตาม เข้าใจไหม”
ต้าคลุ้มคลั่งมองตามนิ้วของนาง ผงกหัวพยักหน้ารัวๆ
“ดี”
ว่าแล้วนางก็ใช้เท้ากระทุ้งสีข้างสารถีให้ขับรถม้าเข้าเมือง
ที่แท้มันถูกจี้จุดหูหนวกไว้ จึงไม่อาจได้ยินเสียงใดได้
เจียเจียมาที่โรงเตี๊ยม แต่ไม่พบเสี้ยวอู่ิ
มันหายไปหลายวันแล้ว
นางรู้ว่ามันไปตามเหมยฮวา
นี่สร้างความหงุดหงิดให้ แต่ขอเพียงมันกลับมาได้นางก็ดีใจ
เสี่ยวเอ้อยังคงยืนรอให้สั่งอาหาร
แต่นางนั่งใจลอยมองออกไปด้านนอก
กลับมิได้สั่งอันใด
เสี้ยวเอ้อก็ไม่ถามไถ่ หันไปบริการแขกคนอื่น
ผู้คนผ่านไปมาบนถนน
ทันใดนั้น นางเห็นเหมยฮวา
ตอนแรกนางคิดว่าตาฝาด แต่เมื่อเพ่งมองอีกที นั่นก็ยังเป็เหมยฮวา
เหตุใดนางมาเดินอยู่ที่นี่
แล้วเสี้ยวอู่ิไปที่ใด
เจียเจียรีบลุกตามออกไป
เหมยฮวาเดินเลี้ยวเข้าไปในซอย
เจียเจียไม่คิดสิ่งใด เพียง้าสอบถามถึงเสี้ยวอู่ิ จึงรีบวิ่งตามไป
นี่นับว่านางอ่อนต่อโลกยุทธจักร
เหมยฮวาเดินไม่ช้าไม่เร็ว แต่เมื่อเจียเจียจะตามทัน นางก็เลี้ยวเข้าไปในซอยลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายเจียเจียต้องใช้วิชาตัวเบาเร่งท่าร่างตามไปจนทันแล้วลอยตัวไปดักหน้าไว้
“เสี้ยวอู่ิอยู่ที่ใด”
นางไม่สนใจเื่อื่น แม้แต่เหมยฮวามาที่นี่ได้อย่างไรก็ยังไม่คิดจะถาม
เหมยฮวามองมาที่นาง แววตาเหยียดหยันตัดพ้อ
เจียเจียใจสะท้าน แม้คนที่อยู่ข้างหน้าจะอยู่ในรูปลักษณ์ของเหมยฮวา แต่นางไม่เคยมองตนด้วยแววตาเช่นนี้
แววตาที่มีสองอารมณ์พร้อมกัน
เจียเจียนึกถึงที่เสี้ยวอู่ิเคยบอก
นางมิใช่เหมยฮวา
“เ้าเป็ใคร”
เหมยฮวาตัวปลอมแย้มยิ้ม
“นับว่าชาญฉลาดอยู่บ้าง”
เจียเจียครุ่นคิด ผู้มาดีย่อมไม่มา ผู้ที่มาย่อมไม่มาดี
แล้วพุ่งเข้าหาเหมยฮวาตัวปลอมทันที
แม้นางเป็สตรีสาวน่ารัก แต่ทางด้านวรยุทธต้องนับว่าฝึกกับบิดามารดามาั้แ่กำเนิด แม้จะถือว่าเป็ศิษย์าุโน้อย แต่ฝึกฝนมาสิบแปดปี ระดับฝีมือจึงอยู่ในอับดับต้นๆ ของศิษย์ในสำนัก
ตระกูลหวงมีวิชาต่าง ๆ มากมาย สำหรับธิดาหนึ่งเดียวไม่ว่านาง้าสิ่งใด ขอเพียงรับการฝึกหนักได้ บิดามารดายินยอมสอนให้ทั้งสิ้น
วิชาฝีมือที่นางชอบกลับเป็เพลงหมัดตระกูลหวง
ซึ่งความจริงสำหรับสตรี การฝึกอาวุธหรือแม้แต่ท่าเท้ายังดูเหมาะสมกับสรีระมากกว่า
แต่นางรู้สึกว่าการได้ต่อยหมัดออกไปจึงสาสมแก่ใจ
โดยเฉพาะการต่อยสตรีด้วยกัน
ยิ่งสตรีที่ทำร้ายบุรุษของนาง หรือเป็ศัตรูหัวใจของนาง
เมื่อนางต่อยหมัดออกเต็มกำลัง เสียงดังครืนครันดังฟ้าร้อง
เหมยฮวาตัวปลอมมองดูหมัดนั้น แววตาเหยียดหยันตัดพ้อ
“นี่กลับไม่ฉลาดเท่าใด”
หมัดของเจียเจียมาถึง เหมยฮวาตัวปลอมพลันเอนตัวไปด้านหลังจนแทบจะนอนราบไปกับพื้น เมื่อหมัดผ่านไป นางเตะเท้าชี้ตรงขึ้นฟ้า ศีรษะอยู่ล่าง
เจียเจียกลับเร่งความเร็ววิ่งหลบหนี
เพลงหมัดที่ดูรุนแรงเป็เพียงท่าหลอกล่อเท่านั้น
เหมยฮวาตัวปลอมถึงกับเลื่อมใส ความจริงแล้วสาวน้อยนางนี้มีไหวพริบปฏิภานไม่เลว เสียดายที่คู่ต่อสู้เป็นาง
เหมยฮวาตัวปลอมหมุนร่างกลางอากาศโดยที่เท้ายังชี้ขึ้นฟ้า สะบัดมือไล่หลังไป เจียเจียที่อยู่ห่างออกไปหลายวารู้สึกสองขาชาด้าน ล้มลงหน้าแทบจะทิ่มกับพื้น ยังดีที่ใช้มือยันไว้ทัน
เหมยฮวาตัวปลอมถึงกับสามารถสกัดจุดฝ่าอากาศได้
ปรากฏรถม้าคันหนึ่งแล่นเข้าตรอกมาช้าๆ
เหมยฮวาตัวปลอมอุ้มเจียเจียะโขึ้นรถแล่นจากไป
เหมยฮวาตัวจริงอาบน้ำชำระกาย
ห้องน้ำของที่นี่เพียงใช้ไม้ไผ่ขัดแตะพอแค่บังสายตา น้ำร้อนก็ได้จากการจุดไฟต้มของเสี้ยวอู่ิ แต่สำหรับหญิงสาวที่มิได้อาบน้ำมาหลายวัน การได้ใช้ผ้าชุบน้ำร้อนถูนวดตามเนื้อตัว ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้เป็อย่างดี
อาหารเย็นเป็ข้าวต้มและเนื้อปลาตากแห้ง
นอกจากนี้แล้วกระท่อมซ่อมซ่อของชาวนามิมีใด
แต่ยังดีที่เสี้ยวอู่ิค้นพบเหล้าหมักข้าวที่เ้าของบ้านทิ้งไว้ให้หนึ่งไห แม้จะรสขมอมหวาน ไม่จัดว่าดีเยี่ยม แต่ก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวที่ปลูกในนาข้างกระท่อม พอให้แก้ขัดไปได้
เหมยฮวาทานไม่มาก จิบสุราเพียงสองสามจอกก็เข้าห้องไปนอน
ห้องนอนก็ไม่ต่างจากส่วนอื่นของกระท่อม เพียงแต่กั้นไว้ด้วยไม้ไผ่สาน ใช้ผ้าเก่าแขวนเป็ม่าน ส่วนเตียงก็ทำด้วยไม้แบบลวกๆ เน้นความแข็งแรงทนทาน
เหมยฮวาขึ้นเตียงได้ก็หลับไปแทบจะทันที
เสี้ยวอู่ินั่งจิบเหล้าข้าวอยู่ผู้เดียว
แสงจันทร์สาดส่องผ่านเมฆา ผู้ใดร่ำสุราเฝ้านางนอน
มันแยกไม่ออกว่านี่เป็ความสุขหรือความเศร้า
เจียเจียลืมตาตื่นขึ้น
สิ่งที่พบเป็เพียงความมืด
นางพยายามปรับสายตา
แต่ก็ยังมองไม่เห็น
นี่สร้างความวิตกแตกตื่นให้กับนาง เพราะไม่ว่าจะมืดเพียงใด สายตาของผู้ฝึกวรยุทธย่อมดีกว่าคนทั่วไปอยู่มาก
เหตุใดนางกลับมองไม่เห็น
มีเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้
เจียเจียพยายามหันไปมา แต่เมื่อลุกขึ้นก็สะดุดใส่สิ่งของล้มลง
หรือเราตาบอดไปแล้ว
“หากอยู่นิ่งๆ ไม่อาละวาด ก็จะรักษาตาให้ แต่หากไม่เชื่อฟัง แม้หูก็จะไม่ได้ยินเสียงด้วย
“ท่านเป็ใคร”
“มิคิดปิดบัง ข้าฯ ไป๋เซ่อเชิน รองเ้าสำนักพรรคปราบั”
เจียเจียนิ่งไป นั่นเป็ชื่อพรรคมารที่เร้นลับ นางเพียงแต่เคยได้ยินบิดาเอ่ยถึงนานมาแล้ว รู้สึกว่าเป็เหมือนนิยายเื่หนึ่ง
พร้อมกับครุ่นคิด พวกมันจับตัวนางมาด้วยวัตถุประสงค์ใด
แม้ประสบการณ์จะน้อย แต่ฉายา “บ๊วยหวานดักปักษา” มิใช่ได้มาอย่างไร้เหตุผล
นางเม้มปากบาง นั่งนิ่งอยู่ที่พื้น
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังมา
“นับว่ารู้สถานการณ์”
รู้สึกว่ามีนิ้วััแถวต้นคอ ครู่หนึ่งนางก็เริ่มมองเห็น
ไป๋เซ่อเชินยืนชดช้อยอยู่เบื้องหน้า แววตาขาวซีดเย้ยหยันตัดพ้อรำพัน
เจียเจียไม่เคยพบสตรีที่งามอย่างประหลาดเช่นนี้
ทั่วรางของนางขาวซีด แต่กลับมีเสน่ห์พิสดาร
“ท่านงดงามขนาดนี้ ใยต้องแปลงโฉม”
ไป๋เซ่อเชินหัวเราะ ใช้นิ้วชี้จิ้มมาที่ปลายจมูกของนาง
“อย่าเพิ่งสบายใจ หากบิดาของเ้าดื้อรั้น เกรงว่าเ้าจะไม่ประสบชะตากรรมที่ดี”
ว่าแล้วเดินออกจากห้องไป
ที่แท้เจียเจียยังถูกสกัดจุด่ล่างไว้
ตำหนักพิทักษ์ธรรม ยามจื่อ (ประมาณเที่ยงคืน)
เจียเจียยังไม่กลับบ้าน
โคมไฟในสำนักถูกจุดขึ้นแทบทั้งสิ้น สว่างไสวราวกลางวัน ศิษย์นับพันคนกระจายกันออกตามหาธิดาของเ้าสำนักอย่างวุ่นวาย แม้แต่คนของทางการยังให้ความช่วยเหลือ
มีข่าวทางลับในกลุ่มชาวยุทธว่า “บ๊วยหวานดักปักษา” หายตัวไป ชาวยุทธหนุ่มจำนวนหนึ่งถึงกับตั้งหน่วยค้นหาขึ้นมา
หวงฮูหยินเดินไปมาอยู่ในโถงหน้าของตึกใหญ่
ประมุขหวงยืนใกล้ประตู สายตาเพ่งมองออกไป รอฟังรายงานอย่างตึงเครียดจดจ่อ
เสวียจงเข้ามาคำนับ สีหน้าบ่งบอกความรู้สึก
“ยังไม่พบอีกหรือ” ประมุขหวงกัดฟันถาม
“ขออาจารย์อย่ากังวล ศิษย์ทุกคนระดมกำลังหาจนหมดสิ้น ์ต้องคุ้มครองน้องเล็ก”
ยามคับขัน มันไม่เรียกเ้าสำนักหรือคุณหนู ความผูกพันระหว่างศิษย์าุโกับครอบครัวหวงแน่นแฟ้นยิ่ง
เสียงธนูแหวกอากาศดังขึ้น
ดังมากจนผิดปกติ
ประมุขหวงมองไปในความมืด เห็นธนูดอกหนึ่งแล่นฝ่าอากาศมาช้าๆ เสียงหวีดดังลั่นอย่างต่อเนื่อง
แม้จะช้ากว่าปกติแต่ธนูตรงเข้าหาประมุขหวงอย่างแม่นยำ
เสวียจงชักกระบี่ออกขยับจะฟันสกัดไว้
ประมุขหวงหน้าเคร่งขรึม ใช้มือซ้ายผลักมันออกเบาๆ มือขวายกขึ้นรับลูกธนู
ััแรกเหมือนจะจับไว้ได้ แต่แรงส่งของลูกธนูกลับดันเข้ามาอีก ประมุขหวงต้องเกร็งลมปราณที่ฝ่ามือ มิคาดลูกธนูกลับสามารถดันร่างสูงใหญ่ของชายชราถอยหลังไปหนึ่งก้าวจึงหยุดลง
นี่เป็วิชาธนูรูปแบบใด
เสวียจงปราดออกไปหน้าตึก ะโให้ศิษย์ที่เฝ้าอยู่ติดตามหาคนร้าย
แต่ธนูถูกยิงมาจากที่ห่างไกลนัก
ประมุขหวงมองก้านธนูในมือ มีตัวอักษรแกะไว้
“บ๊วยอยู่กับเรา”
หวงฮูหยินยกมือขึ้นทาบอก
“เจียเจีย”
ประมุขหวงโอบประคองภริยา สั่งเสียงหนักแน่น
ยุติการค้นหา เรียกทั้งหมดกลับเข้าสำนัก จัดเวรยามเพิ่มเป็สองเท่า
บัดนี้มันแน่ใจว่า ศัตรูคืบคลานมาถึงบ้านแล้ว