สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 209 มดตัวที่ไม่สะดุดตา

        ด้วยพลังที่ปีศาจหินนั้นมี มันสามารถกำจัดผู้ฝึกพลังวัตรส่วนใหญ่ได้อย่างง่ายดายคนที่สามารถปราบมันได้อยู่หมัด เกรงว่าในใต้หล้านี้ก็มีไม่มาก อันเจิงไม่รู้ว่าตอนนี้ปีศาจหินถูกขังอยู่ในถ้ำบนเทือกเขาชางหมานหากอันเจิงรู้ละก็ เขาคงจะพอเดาได้ว่าศพในโลงแก้วเจียระไนแข็งแกร่งมากเพียงใด เพราะขนาดเขายังไม่ได้ฟื้นฟูพลังกลับมาทั้งหมดแต่ก็สามารถพุ่งเข้ามาในแคว้นเยี่ยนและแย่งปีศาจหินจากผู้อาวุโสในตำหนักวิหารสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย

 

        ระหว่างทางที่เดินกลับมาอันเจิงรู้สึกว่าร่างตัวเองอาจล้มลงได้ตลอดเวลา แต่เพราะสร้อยลูกประคำโลหิตปล่อยเลือดไหลเวียนเข้าสู่ร่างทำให้เขาฟื้นฟูขึ้นมาไม่น้อย

 

        อันเจิงกัดฟันเดินไปจนถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเขาถึงใช้ของวิเศษติดต่อตู้โซ่วโซ่ว

 

        ตู้โซ่วโซ่วแทบจะเหาะออกมาเมื่อเห็นอันเจิงในสภาพแบบนี้ ดวงตาทั้งสองของเขาก็แดงขึ้นทันที “มารดามันเถอะ...ไม่รอให้ตายก่อนค่อยเรียกข้าล่ะ?!”

 

        อันเจิงยิ้มในสภาพที่อ่อนแรง“หากยังเดินไหวก็เดินให้ไกลหน่อย เพราะมาถึงนี่ก็หิวขึ้นมาทันที...ข้าไม่กล้ากลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ตอนนี้เพราะเกรงว่าจะนำปัญหาไปสู่สำนัก แต่ถึงกระนั้น ข้าเดาว่ารอบ ๆ นี่คงมีคนของราชาเฝ้าอยู่ฉะนั้นคนที่อยากฆ่าข้าก็ไม่มีทางลงมือได้ง่าย ๆในเมื่อข้าก็เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น ตอนนี้ไทเฮาโมโหมากแล้วและคงกำลังหาวิธีกำจัดเฉินไจ่เหยียนอีกครั้งแน่”

 

        อันเจิงมองไปยังเสี่ยวช่านที่อยู่กลางอกตู้โซ่วโซ่ว“ทำไมถึงพาเสี่ยวช่านมาด้วย”

 

        “ข้าพามาที่ไหนกันเสี่ยวช่านกระโดดขึ้นมาที่เสื้อข้าเองต่างหาก สะบัดอย่างไรก็สะบัดไม่ออก”

 

        หลังจากพูดจบตู้โซ่วโซ่วก็หันไปร้องเหมียวให้เสี่ยวช่าน จากนั้นเสี่ยวช่านที่เย่อหยิ่งก็ส่งเสียงร้องเหมียวตอบกลับมาเช่นกัน

 

        ตู้โซ่วโซ่วนั่งลงข้างอันเจิง “ดูสิข้าร้องเหมียวมันก็ร้องเหมียว เจ้าว่ามันเข้าใจความหมายที่ข้าพูดหรือไม่?”

 

        อันเจิงยิ้มเล็กน้อย“ต้องดูว่าเจ้าจะคิดอย่างไร”

 

        “ข้าคิดอย่างไร? หมายความว่าอะไร?”

 

        “เจ้าส่งเสียงร้องเหมียวให้เสี่ยวช่านความหมายคงประมาณว่าสุดที่รัก และที่เสี่ยวช่านส่งเสียงร้องเหมียวเจ้าฟังแล้วอาจคิดว่าเสี่ยวช่านกำลังตอบเจ้าแต่สำหรับเสี่ยวช่านไม่ได้หมายความอย่างที่เจ้าคิด ที่เจ้าร้องเหมียว...สำหรับมันอาจเป็นแบบนี้ก็ได้...บิดามันเถอะ?!”

 

        “ไสหัวไป!”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเขม่นหน้าอันเจิงแวบหนึ่ง“จะตายรึยังล่ะ?”

 

        “ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่ถึงกระนั้นเจ้ารีบกลับไปให้ชวีหลิวซีดูหน่อย ระหว่างทางข้ากินยาที่นางให้หมดแล้วตอนนี้เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ข้ายังรู้สึกเหมือนบาดเจ็บภายในร่างกายจึงจำเป็นต้องให้ชวีหลิวซีต้มน้ำแกงสมุนไพรมาให้ข้าถึงจะรักษาได้”

 

        ตู้โซ่วโซ่วกลอกตา “เดรัจฉาน!”

 

        อันเจิงยักไหล่“คาดว่าหลายวันนี้ที่นี่ต้องวุ่นวายแน่ฉะนั้นอย่าให้คนของเรากลับมาที่นี่แม้แต่คนเดียว แต่ถึงกระนั้น มู่ฉางเยียนต้องตัดสินใจแล้วตอนนี้หม่าจื่อเวยอยู่ที่เขา การที่ไทเฮาอยากกำจัดเฉินไจ่เหยียนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สำคัญที่สุดก็คือ หากมีคนฉลาดคอยช่วย เรื่องนี้ก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “ข้าไม่ใช่คนฉลาด”

 

        “แต่ข้าเป็นคนฉลาด” อันเจิงตอบกลับ

 

        ตู้โซ่วโซ่วชะงักไปทันที“เพิ่งเคยเห็นคนไร้ยางอายเช่นเจ้า”

 

        “แล้วเคยเห็นคนไร้ยางอายที่หน้าตาดีหรือไม่?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปาก “เหอะ...”

 

        อันเจิงหัวเราะ“ฝั่งของซูไทเฮามีพยานบุคคลหรือไม่? อีกทั้งหลักฐานอย่างอื่นด้วย ดูแล้วเรื่องนี้คงเป็นหลักฐานสำคัญแต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่สำคัญเลย หากตอนนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมายืนยัน หลักฐานสำคัญของไทเฮาก็จะไม่สำคัญอีกต่อไปอีกประเดี๋ยวเจ้าหาวิธีติดต่อจงจิ่วเกอ ให้เขาปลอมเป็นทหารที่กลับมาจากแถบชายแดนจากนั้นก็ยื่นฎีกาไปให้เบื้องบน บอกว่าเป็น...ฎีกาจากแม่ทัพฟางจือจี่”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเบิกตาโต“เจ้าพูดเหมือนง่าย...ปลอมอักษรที่แม่ทัพฟางจือจี่เขียนหากเรื่องนี้ถูกจับได้จะทำอย่างไร ต้องมีคนเคยเห็นตัวอักษรของแม่ทัพฟางจือจี่มาไม่น้อยเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้”

 

        “จะใช้ตัวอักษรทำไม? ใช้คำพูดแทนสิ!”

 

        “เพราะเรื่องนี้สำคัญมากจึงเกรงว่าฎีกาจะตกไปอยู่ในมือของคนที่ไว้ใจไม่ได้ ฉะนั้นแม่ทัพฟางจือจี่เลยส่งคนกลับมาส่งสาร...แม่ทัพฟางจือจี่บอกว่าเฉินไจ่เหยียนถูกชาวโยวใส่ร้ายป้ายสีเป้าหมายก็คือก่อกวนให้ภายในของแคว้นเยี่ยนเกิดความวุ่นวายแคว้นเยี่ยนจะได้โจมตีแคว้นโยวไม่ได้”

 

        ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า “แต่ไทเฮาคงไม่มีทางเชื่อ”

 

        “ข้าไม่ได้อยากให้พวกเขาเชื่อ? เพียงแค่ต้องการให้คนในราชสำนักมีความคิดเห็นที่ต่างออกไปเท่านั้นเองเสียงนี้ต้องดังและหนักแน่นพอ เพราะหากเสียงนี้ไม่หนักแน่นละก็ ต่อให้เสียงจะดังแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ฉะนั้นคนคนนี้จึงต้องเป็นแม่ทัพฟางจือจี่เท่านั้นต่อให้จะเป็นสิ่งที่เราปลอมแปลงมันขึ้นมาก็ตาม...ตอนนี้แม่ทัพฟางจือจี่เป็นเพียงคนเดียวที่ทำให้ไทเฮากลัวเพราะเขากุมอำนาจทหารกว่าแสนคน ราชสำนักต้องเห็นความสำคัญของเขาอยู่แล้ว อีกอย่างคือการตายของเจ้าสำนักซางเสนาบดีห่าวผิงอัน และอัครเสนาบดีจูเก๋อ ถึงแม้การตายของพวกเขาจะไม่ได้นำมาซึ่งสถานการณ์ที่ทำให้คนอื่นกระตือรือร้นแต่ตอนนี้ตระกูลใหญ่และไทเฮาใกล้ชิดกันมาก คนในตระกูลใหญ่เหล่านี้เป็นแค่คนไร้สมองจึงต้องการใครสักคนมาชี้นำ หากพวกเรานำคำพูดของแม่ทัพฟางจือจี่มาเป็นประเด็นละก็ อย่างไรก็ต้องมีคนเห็นด้วยอย่างแน่นอน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเงียบไปครู่หนึ่ง“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่ได้ต้องการจบปัญหาเรื่องนี้ เพียงแต่อยากยื้อเวลาเท่านั้น”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ใช่แล้ว คำพูดของคนคนเดียวไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้แต่มันจะช่วยยื้อเวลาออกไป ตอนนี้พวกเราจะช่วยมู่ฉางเยียนยื้อเวลาออกไปอีกหน่อย ให้เขาได้มีโอกาสหาช่องโหว่จากคำสารภาพของหม่าจื่อเวยแต่จะพึ่งหม่าจื่อเวยเป็นพยานบุคคลอย่างเดียวก็ไม่ได้เพราะไทเฮาอาจชักสีหน้าและไม่รับฟัง”

 

        “แต่ว่า...การจะปลอมเป็นคนส่งสารของแม่ทัพฟางจือจี่เป็นไปได้มากว่าไทเฮาอาจไม่เชื่อเหมือนกัน ไม่แน่ นางอาจเร่งรัดจัดการเรื่องนี้ก็ได้หากเป็นอย่างนั้น มันยิ่งทำให้ราชาไม่มีเวลาในการเตรียมตัวรับมือนาง” ตู้โซ่วโซ่วเอ่ยแย้ง

 

        “อย่างนั้นก็ต้องสร้างสถานการณ์แล้ว”

 

        อันเจิงมองออกไปด้านนอก“หากจะพึ่งแค่เสียงจากขุนนางที่จงรักภักดีต่อราชาเพียงคนเดียว เกรงว่าเสียงนั้นจะอ่อนแอมากเกินไปจนไม่มีใครได้ยินอ่อนแอจน...จนไทเฮาไม่เห็นว่าเป็นเสียงของคนคนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่จะทำอย่างไรให้ขุนนางที่ไม่ได้อยู่ข้างราชาเปลี่ยนมาอยู่ข้างราชาได้อย่างกะทันหันล่ะ? เราถึงต้องสร้างสถานการณ์ขึ้น...”

 

        ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจ“เจ้าช่วยพูดภาษาคนหน่อยได้หรือไม่ ข้าฟังไม่รู้เรื่อง เจ้าบอกข้ามาเลยเถอะว่าต้องทำอย่างไรข้าไม่ใช่คนฉลาด”

 

        “ความจริงแล้วสิ่งที่ข้าจะทำก็ไม่ได้ทำเพื่อช่วยมู่ฉางเยียนและเฉินไจ่เหยียนอย่างเดียวสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ คนพวกนั้นมาทำให้ข้าโมโห ตระกูลเกากุมความลับในราชสำนักมานานฉะนั้นตลอดมาไทเฮาจึงช่วยเหลือตระกูลเกามาโดยตลอดที่พวกเขากล้าทำเรื่องบังอาจเช่นนี้ก็เพราะมีไทเฮาคอยอยู่เบื้องหลังฉะนั้นเรื่องนี้ อย่างไรเราก็ต้องเริ่มจากตระกูลเกาก่อน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วยกมือขึ้นนวดขมับ“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลเกาอย่างไร? ไม่ใช่เพื่อปกป้องเฉินไจ่เหยียนหรือ?”

 

        อันเจิงยิ้ม “เจ้าลองคิดดูสิว่าทำไมไทเฮาถึงมีคนสนับสนุนมากมายเช่นนั้นเป็นเพราะคนเหล่านั้นคิดว่าอยู่กับไทเฮาแล้วมีอนาคตจริงหรือ? หรือได้ผลประโยชน์มากกว่า?เกรงว่าคงไม่ใช่ ที่พวกเขาเลือกอยู่ข้างไทเฮาส่วนหนึ่งเพราะไทเฮามีอำนาจมากและพวกเขาก็โอนเอนไปตามลมอีกส่วนก็เพราะไทเฮากุมความลับของพวกเขาอยู่ ฉะนั้นพวกเขาจึงจำต้องเป็นสุนัขรับใช้ไทเฮา”

 

        “หนึ่งในนั้นก็คือตระกูลเกาไทเฮาควบคุมตระกูลเกาเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกุมอำนาจของขุนนางในราชสำนักจำนวนมากชาวเยี่ยนชอบการพนัน โดยเฉพาะคนที่เป็นขุนนางมักจะเดิมพันมากกว่าประชาชน เพราะอะไรน่ะหรือ? เจ้าคิดว่าพวกขุนนางจะใช้วิธีอะไรมาเปลี่ยนเงินที่ตัวเองรับสินบนไว้ให้เป็นเงินที่บริสุทธิ์ล่ะ?วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปเดิมพันในโรงพนันของตระกูลเกาเงินที่พวกเขาชนะพนันก็เหมือนกับเป็นเงินที่ขาวสะอาด”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตบหัวตัวเอง“ความหมายของเจ้าคือ...หากล้มตระกูลเกาได้ อย่างนั้นขุนนางก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้อำนาจของไทเฮาแล้ว”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “การจะล้มตระกูลเกาง่ายเสียที่ไหนด้วยพลังที่เจ้าและข้ามี เราไม่มีทางทำสำเร็จและนี่ก็คือการสร้างสถานการณ์ที่ข้าพูดเมื่อครู่...เจ้าไปติดต่อจงจิ่วเกอจากนั้นก็ให้เขาทำหลักฐานปลอม หลักฐานนี้ก็คือหลักฐานการสมรู้ร่วมคิดของแคว้นโยวและคนในตระกูลเกาตระกูลเกาใช้อำนาจที่ตัวเองมีมาหาเงินจากโรงพนัน จากนั้นก็ส่งเงินนี้เพื่อไปซื้อตัวขุนนางแคว้นโยวแน่นอนว่าต้องไม่มีคนเชื่อ แต่เหล่าขุนนางต้องใช้โอกาสนี้ฉีกตระกูลเกาเป็นชิ้น ๆเราล้มตระกูลเกาไม่ได้ แต่คนพวกนั้นทำได้ คิดดูสิ คนที่ถูกตระกูลเกากุมความลับอยู่มีใครไม่มีอำนาจประดุจขุนเขาบ้างล่ะ?” 

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูดขึ้น “แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีทำไมขุนนางพวกนั้นต้องเข้าแถวแล้วไปตกหลุมพรางของตระกูลเกาด้วย?”

 

        “ความจริงก็ไม่มีอะไรต้องคิดมากมีคนแรกก็ต้องมีคนต่อไป ความจริงแล้วตระกูลเกาไม่ได้จงใจจะทำอะไรเช่นนี้แต่เมื่อมีคนแรกที่ใช้วิธีเล่นพนันเพื่อเปลี่ยนเงินให้สะอาดก็ต้องมีคนใช้วิธีนี้ตามมามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคนอื่นเห็นว่าใช้วิธีนี้แล้วได้ผลก็ต้องทำตามกันอย่างแน่นอนจากนั้นความลับที่ตระกูลเกากุมอยู่ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่ตระกูลเกากุมความลับของขุนนางไว้ทั้งหมด”

 

        “ขุนนางรวมตัวกันมากขนาดนั้นอำนาจต้องมากกว่าตระกูลเกาอยู่แล้ว พวกเราเพียงแค่รับผิดชอบสร้างเรื่องที่เหลือก็ต้องพึ่งใต้เท้าคนอื่น ๆ ไปจัดการแล้วล่ะหากพวกเขามีโอกาสในการเหยียบตระกูลเกาให้จมดิน แน่นอนว่าพวกเขาต้องเหยียบอย่างไม่ปรานีแน่”

 

        “แต่จะทำอย่างไรให้ขุนนางเหล่านั้นมีโอกาสนี้?” ตู้โซ่วโซ่วถามขึ้น

 

        อันเจิงยิ้ม “เรื่องนี้ง่ายมากหาวิธีให้จงจิ่วเกอปลอมเป็นคนมาส่งสารของแม่ทัพฟางจือจี่ แล้วพูดขึ้นในราชสำนักสิ่งที่เขาต้องพูดก็คือ...แม่ทัพฟางจือจี่รู้สึกว่ามีเงินก้อนใหญ่ผ่านตระกูลเกาและไหลเข้าสู่แคว้นโยวทำให้เงินส่วนนั้นเป็นกองกำลังของชาวโยว ส่วนตระกูลเกาก็เป็นไพ่ใบสำคัญเพื่อควบคุมราชสำนัก พวกเขาจึงสร้างหลักฐานปลอมเพื่อมาทำลายขุนนางคนสำคัญในแคว้นเยี่ยนเป้าหมายของตระกูลเกาก็คือควบคุมขุนนางทุกคน จากนั้นก็ทำลายแผ่นดินเยี่ยน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วเงียบไปครู่หนึ่ง“ข้าก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่เจ้าพูดอยู่ดี แต่ข้าจะนำคำพูดของเจ้าไปบอกกับจงจิ่วเกอก็แล้วกัน”

 

        อันเจิงพยักหน้า “อันนี้ให้เจ้า...นี่เป็นหน้ากากที่ตั้งใจขอจากจงจิ่วเกอมาโดยเฉพาะเมื่อสวมเข้าไปแล้ว ใบหน้าของเจ้าก็จะเปลี่ยนไป ตอนออกไปให้เจ้าเดินออกจากประตูใหญ่อย่างสง่าผ่าเผยข้าจะติดต่อคนของมู่ฉางเยียน ให้พวกเขาปกป้องเจ้าอย่างลับ ๆตอนนี้ไทเฮาไม่ได้สนใจตัวข้า แต่กำลังคิดว่าจะรีบกำจัดเฉินไจ่เหยียนอย่างไรแล้วหาตัวของหม่าจื่อเวยให้เจอฉะนั้นเจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกไป จริงด้วย ยังมีร่มของเฉินเซ่าป๋ายอยู่ไม่ใช่หรือเมื่อมีของชิ้นนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเห็นเจ้าแน่นอน”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้าเบา ๆ “ได้เจ้ารอฟังข่าวจากข้าได้เลย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อไม่มีอะไรคาใจแล้ว เขาจึงเดินจากไป

 

        ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า คนที่เริ่มเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในราชสำนักเยี่ยนจะเป็นชายหนุ่มที่ไม่สะดุดตาอย่างอันเจิงอันเจิงใช้ประสบการณ์ที่เขามีตอนเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเพื่อมาเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแคว้นเยี่ยนให้ดียิ่งขึ้นหรือนี่อาจไม่ใช่ข้อดีของอันเจิง เขาชอบกำจัดความชั่วในใต้หล้าแต่นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะรู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเขาไม่ค่อยรู้เรื่องแผนการชั่วร้าย สิ่งที่เขาถนัดก็คือประสบการณ์การแข่งขัน

 

        มีคนเคยบอกไว้ กำแพงดินยาวพันกิโลเมตรก็ถูกทำลายได้ด้วยมดนี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือเรื่องจริง เช่นเดียวกับซูไทเฮา นางใช้เวลาหลายปีในการสร้างอำนาจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้แต่ทั้งหมดกำลังจะถูกอันเจิงทำลายลง อันเจิงที่เหมือนมดตัวที่ไม่สะดุดตานางนั่นเอง

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
2.76M 3640
อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
4.85M 1165
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
195K 399
เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
71K 458
เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
218K 196
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
3.72M 1271
ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

นิยาย แฟนตาซี
81K 280
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258