แสงไฟหน้ารถสาดกระทบป้ายชื่อหมู่บ้านที่หมายอีกแห่งของมูลนิธิที่อยู่ในแผน ภาคินหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้ามาด้วยหัวใจที่หนักอึ้งความคิดมากมายตีรวนอยู่ในหัวตลอดเส้นทางนับั้แ่แยกจากภัทรชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความฟุ้งซ่านก่อนจะก้าวลงจากรถเพื่อกลับเข้าช่วยงานของมูลนิธิตามหน้าที่ปกติ
บรรยากาศการทำงานรอบกายยังคงดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็กระทั่งเข็มนาฬิกาเคลื่อนเข้าสู่่ค่ำทีมงานทุกคนนั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้าภาคินมองภาพความอบอุ่นตรงหน้าแล้วตัดสินใจวางช้อนลงถือโอกาสที่ทุกคนอยู่กันครบประกาศสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ
"ผมอยากขอบคุณทุกคนนะครับที่ชวนผมมาร่วมทำสิ่งดี ๆ ที่นี่"
น้ำเสียงทุ้มกังวาลดึงความสนใจให้ทุกสายตาหันมามอง ภาคินเบนสายตาไปทางแพทย์หนุ่ม
"และผมต้องขอโทษหมอทิวากรด้วยสำหรับคำพูดแย่ ๆ ของผมก่อนหน้านี้"
ทิวากรเพียงแค่พยักหน้ารับนิ่งๆ ทว่าภาคินยังไม่จบแค่นั้น เขากวาดสายตามองคนในทีมอีกครั้งเพื่อเอ่ยประโยคสำคัญที่เตรียมมาเพื่อแก้ต่างและเว้นระยะห่างให้ชัดเจน
"สุดท้ายนี้ผมต้องขอบคุณทุกคนจริง ๆ ที่ช่วยดูแลพิมพ์นลิน... 'น้องสาว' ของผมคนนี้เป็อย่างดีมาตลอด"
คำว่า'น้องสาว' หลุดออกมาจากปาก ขัดกับแววตาที่สั่นไหวอย่างปิดไม่มิดแม้ภาคินจะพยายามใช้สถานะนี้เพื่อปกป้องเธอและแก้ต่างให้ตัวเองทว่าในสายตาของทิวากรและพิมพิกา คำพูดนั้นกลับไม่มีความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อยทั้งสองลอบสบตากันด้วยความรู้สึกจับผิดและรู้ทัน
ด้านพิมพ์นลินร่างบางชะงักไปครู่หนึ่ง ความน้อยใจและเสียใจแล่นปราดเข้าเกาะกุมหัวใจจนชาหนึบ แต่เธอเลือกที่จะซ่อนความขื่นขมนั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบาที่พยายามเค้นออกมาหญิงสาวทำเพียงพยักหน้ารับคำสละสลวยนั้นอย่างว่าง่ายยามที่แววตาสั่นระริกคู่นั้นหันมาสบตาเขา... ในฐานะน้องสาวตามที่เขา้า
++++++++++
วีรกรรม "ป้ายสี" (มาดเนี๊ยบพังทลาย)
วันถัดมากับการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจในอีกหมู่บ้านบรรยากาศระหว่างภาคินและพิมพ์นลินกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดที่มองไม่เห็น
หลังจากประกาศกร้าวว่าเธอเป็เพียง ‘น้องสาว’ ชายหนุ่มก็จงใจหันไปชวนพิมพิกาพูดคุยสนิทสนมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภาพนั้นทำให้พิมพ์นลินนึกหมั่นไส้จนอยากแกล้งเอาคืน เธอรู้ดีว่าคนเ้าระเบียบอย่างภาคินรักความสะอาดเป็ชีวิตจิตใจและสิ่งที่จะทำให้เขาฟิวส์ขาดได้มากที่สุดก็คือเสื้อผ้าเลอะเทอะ
ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังก้าวเท้าเข้าไปหาพิมพิกาเพื่อคุยเื่งานพิมพ์นลินก็ลอบส่งสัญญาณลับให้ ‘เ้าดุ๊กดิ๊ก’ สุนัขแสนรู้ของเธอที่เธอแอบจูงมันไปเหยียบย่ำโคลนเละๆ หลังมูลนิธิจนชุ่มอุ้งเท้าเตรียมการไว้ล่วงหน้า
"ดุ๊กดิ๊ก... ไปหาพี่คินเร็วลูก!คิดถึงพี่คินใช่ไหม!"
พิมพ์นลินะโส่งเสียงนำทางเ้าดุ๊กดิ๊กรับสัญชาตญาณทันควัน มันออกตัววิ่งสี่ขาพุ่งทะยานเข้าหาภาคินอย่างตื่นเต้น แล้วกระโจนพรวดเข้าใส่เต็มแรง! สองขาหน้าปะทะเข้ากลางแผ่นอกของเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อดีราคาแพง ทิ้งรอยอุ้งเท้าโคลนสีดำขลับสองรอยถ้วนเด่นหราอยู่บนเนื้อผ้าอย่างพอดิบพอดี
ภาคินยืนแข็งทื่อเป็ก้อนหิน ใบหน้าหล่อเหลาโกรธจัดจนสติแทบหลุดเขาหันขวับมามองตัวการแล้วต่อว่าเธอเสียงเข้ม
"พิมพ์นลิน! เล่นอะไรเป็เด็ก ๆ ดูซิเสื้อผ้าเลอะหมดแล้ว!"
"อุ้ย ขอโทษทีค่ะพี่คิน ดุ๊กดิ๊กมันคงแค่อยากทักทายน้องสาว เอ้ย...พี่ชายของนลินน่ะค่ะ"
หญิงสาวแกล้งทำหน้าซื่อตาใสย้ำคำว่าพี่ชายประชดประชัน ระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดหมอทิวากรเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี เขามองปราดเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดเขาจึงรีบเข้ามาแทรกกลางเพื่อคลี่คลาย
"อ้าวคุณภาคิน เสื้อเลอะหมดเลย... นลิน งั้นช่วยไปดูเสื้อสำรองในคลังของมูลนิธิหน่อยสิในนั้นน่าจะมีเสื้อพอดีตัวเหลืออยู่"
หลังจากหมอทิวากรบอกให้พิมพ์นลินไปดูเสื้อสำรองในคลังของมูลนิธิหญิงสาวก็รับคำเสียงใส เธอจงใจสืบเท้าเดินเข้าไปใกล้แพทย์หนุ่มจนแทบชิดก่อนจะก้มลงหยิบเสื้อยืดตัวหนึ่งจากในลังขึ้นมาคลี่ดูด้วยท่าทางกระตือรือร้นเกินเหตุเพื่อประชดสายตาคมกริบของคนตัวโตที่คอยจ้องจับผิดอยู่ไม่ห่าง
"เสื้อลิมิเต็ดสีพาสเทลตัวนี้สวยจังเลยค่ะมีสกรีนรูปสุนัขตรงกลางด้วย น่ารักน่าใส่ที่สุดเลย"
พิมพ์นลินแกล้งหยิบเสื้อยืดตัวหนาของมูลนิธิขึ้นมาทาบกวนอารมณ์คนตัวโตก่อนจะหันขวับไปฉีกยิ้มหวานให้แพทย์หนุ่ม
"แถมวันนี้หมอกรแต่งตัวหล่อมากเลยนะคะ...มาค่ะพี่หมอกร ไปช่วยนลินเลือกเสื้อในโกดังด้านโน้นดีกว่า ข้างในทั้งมืดทั้งร้อนแถมฝุ่นก็เยอะ ไปกันแค่สองคนเรานี่แหละค่ะ ถ้าร้อนมากเดี๋ยวนลินคอยพัดให้ หมอกรจะได้ไม่ต้องถอดเสื้อ"
คำว่า‘สองคน’ ‘มืดร้อน’ ‘ถอดเสื้อ’ และ ‘พัดให้’ วิ่งปราดเข้ากระทบโสตประสาทของภาคินจนฟิวส์ขาดความกรุ่นโกรธแกมริษยาแล่นริ้วขึ้นมาจุกแน่นที่ลำคอ เขาตะคอกกลับเสียงดังลั่นอย่างลืมตัว
"ไม่ต้อง!โกดังมันรก ขนของหนัก ๆ ยัยนี่ทำไม่ไหวหรอก หมอกรไปทำหน้าที่อื่นเถอะ... ส่วนเธอพิมพ์นลิน! เสื้อพี่เลอะเพราะหมาของเธอ เธอต้องเป็คนรับผิดชอบ ซักทำความสะอาดเสื้อตัวนี้ให้พี่เดี๋ยวนี้ห้ามหนีไปไหนทั้งนั้น!"
"อ้าว!ล้างแค่คราบโคลน เปิดน้ำก๊อกฉีดแปดวิก็ออกแล้วไหมคะพี่คิน?"
หญิงสาวลอยหน้าลอยตาเถียงเสียงใส
"ไม่รู้!เสื้อเนื้อดีขนาดนี้มันต้องซักแห้ง ซักมือ ขยี้อย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว!มานี่เลย!" ภาคินไม่ฟังคำทัดทานคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของพิมพ์นลินแล้วออกแรงลากให้เดินแกมวิ่งตามไปยังซิงค์ล้างจานด้านหลังทันทีทิ้งให้หมอทิวากรและพิมพิกายืนมองตามหลังตาค้าง ทั้งสองคนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ ปลงตกและเลิกคิดมากแล้ว ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน พิมพิกาหลุดอมยิ้มพรางส่ายหัวไปมาขำ ๆกับท่าทีหวงก้างนั้น ส่วนหมอทิวากรก็ยกมือขึ้นกอดอกมุมปากยกยิ้มอย่างผู้ชนะที่เริ่มมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าทนายมาดขรึมจอมเก๊กคนนี้... อาการหึงหนักจนกู่ไม่กลับเพราะยัยตัวแสบเข้าให้แล้ว
++++++++++