บทที่ 15 ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ
“ไง สมใจเธอไหมล่ะ ซุนมู่เสวี่ย”
ใจกลางทางเดินสู่โรงเรียนใต้อุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น อากาศปลอดโปร่ง กลิ่นต้นไม้ใบหญ้าสะอาดสดชื่น ควรเป็นวันแห่งความเบิกบานใจ แต่ซุนซูลี่ยืนจังก้า กอดอก แสดงสีหน้าไม่เป็นมิตรอยู่กลางถนน ปล่อยรังสีความหงุดหงิดล้นเปี่ยม
นับจากเหตุการณ์ที่ซุนซูลี่เอ่ยปรามไม่ให้มู่เสวี่ยตกลงรับคำแทนเฉินอิ๋งอิ๋งในกองถ่ายภาพยนตร์ ‘ลำนำพงไพร’ พอมู่เสวี่ยป่วยนอนซมแต่ในห้อง สองสาวก็ไม่มีโอกาสคุยกันเลย จนเมื่อเช้าที่โต๊ะอาหาร
“ยังจะตีหน้าไม่รู้ประสา เธอยั่วโมโหพ่อฉันโกรธจนควันแทบออกหู แม่ฉันก็ถูกเธอทำเสียหน้า ในอนาคตคิดหรือว่าเธอจะได้อ่านหนังสือสอบอย่างสบายใจและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขน่ะ? ฉันสงสัยว่าจริง ๆ แล้วเธอฉลาดหรือโง่กันแน่ยะ”
“...นั่นสินะ” มู่เสวี่ยไม่อยากเชื่อตนเองเหมือนกัน แต่เธอไม่เสียใจเลย
ผลลัพธ์ของการสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของเธอบนโต๊ะอาหารที่บ้านตระกูลซุนจบไม่สวย แม้ไม่เกิดการปะทะคารมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ หากความขัดแย้งภายในเช้าวันนี้ เป็นเหมือนบทโหมโรงก่อนการแสดงมหรสพจะตามมาอีกระลอกใหญ่
ซุนเหว่ยโยนหนังสือพิมพ์ลงโต๊ะ ทิ้งท้ายว่า
“ไม่พอใจที่ฉันช่วยเหลือ ถ้าอย่างนั้นชีวิตของเธอก็ไปจัดการเอาเอง หลังจากนี้อยากจะทำอะไรก็เชิญ จบม.หกเมื่อไหร่ก็ย้ายออกจากบ้านหลังนี้ไปใช้ชีวิตอย่างที่เธออยากมีอยากเป็นก็แล้วกัน ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก”
ส่วนป้าสะใภ้กัวเจียเหม่ยชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ตามสามี ซึ่งภายใต้คราบเย็นชาไม่ทราบคิดแผนการเล่นงานหลานสาวคืนสนองไหม หล่อนโดนเด็กตอกกลับจนหน้าหงาย ย่อมมีความแค้นสุมทรวง
“วันนี้เธอนีถือดีไม่เบานะ” ซุนซูลี่ประชดประชัน “ไม่สิ ต้องพูดว่าความเก่งกล้าของเธอมีมานานแล้วต่างหาก มีมาตั้งแต่อาสาแสดงแทนยัยเฉินอิ๋งอิ๋ง หรือมีมาตั้งแต่กระโดดลงจากหน้าผานั่นดี? นับวันช่างสรรหาเรื่องวุ่นวายไม่ต่างจากเพื่อนรักจอมตอแหลของเธอทุกที ฉันละขอชื่นชมเธอจริง ๆ”
“…เธอพูดถูก ซูลี่” มู่เสวี่ยจับสายกระเป๋าสะพายตน ครุ่นคิด และตอบ “ตอนนั้นเธออุตส่าห์เตือนฉัน แต่ฉันมันโง่เขลา ไม่รู้ความ และอวดดี”
พอคนถูกด่ายอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา ซุนซูลี่ไปไม่เป็น
“ฉันทระนงตนและวู่วาม ทั้งที่มีหนทางแก้ปัญหาที่ดีนับร้อยนับพันในการขอลดหย่อนโทษของอิ๋งอิ๋ง แต่ฉันกลับเลือกวิธีประจันหน้าที่ตัวเองเสียเปรียบที่สุด ได้รับประโยชน์น้อยที่สุด และสิ้นคิดที่สุด ความกล้าของฉันผิดที่ผิดทางไปหมด ฉันนี่มันทึ่มอย่างที่เธอว่าจริง ๆ แหละ”
“เหอะ รู้ตัวก็ดี ต่อไปยัยโง่อย่างเธอจะได้ไม่ทำให้ตระกูลขายหน้า” ผู้ฟังเท้าสะเอว “ถ้ารู้ว่าสิ้นคิดแล้วก็ไปโขกหัวขอขมาพ่อกับแม่ฉันสิ”
“ฉันขอโทษที่เสียมารยาทได้ แต่คงตัดสินใจเหมือนเดิมอยู่ดี”
“หา” ซุนซี่ลี่ถลึงตา “ทำไมเธอไม่ไปทำงานดี ๆ ยะ คิดว่าการสอบเกาเข่า[1] สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเราเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือรึไง คนสอบตั้งหลายล้านคน เธอบอกว่าจะสอบชิงทุนแล้วก็จะได้งั้นหรือ ชิงทุนบ้าบอของมหา’ลัยอะไร”
“ทุนของมหา’ลัยอันดับหนึ่ง”
ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยละแวกนี้ แม้ซุนซูลี่ไม่อยากชมญาติสาวของตนนัก แต่เธอเชื่อว่ายัยเด็กนักเรียนดีเด่นนี่น่าจะสอบติดไม่ยาก
ทว่าไม่คิดเลย… ไม่คิดเลย….
“...เธอมันเสียสติ!” ซุนซูลี่สบถ
มู่เสวี่ยรู้ดีว่าคำพูดของตนช่างเหลวไหลและบ้าบิ่น เกาเข่าเป็นชื่อเรียกของการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยของหัวเซี่ยซึ่งจัดเพียงปีละครั้ง นักเรียนทั่วทุกภูมิภาคนับสิบล้านคนต้องสอบแข่งขันกันเพื่อนำคะแนนไปยื่นมหาวิทยาลัยที่ตนหมายตา
ซึ่งตัวเลือกอันดับแรกสุดบนจุดยอดพีระมิดที่เด็กทั่วประเทศใฝ่ฝันคือ
‘มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งเมือง T’
ยิ่งไปกว่านั้น มู่เสวี่ยยังเสียเปรียบอย่างมากจากการเป็นผู้สมัครสอบจากต่างเมือง หากเป็นนักเรียนในแถบเมือง T แค่คะแนนอย่างต่ำ 650 จากคะแนนเต็ม 750 คะแนน[2] พวกเขาก็มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้ ทว่าสำหรับเด็กนักเรียนต่างเมืองต้องทำคะแนนให้ได้เป็นอย่างต่ำ 700 คะแนน!
ซ้ำความปรารถนาคือการเป็นนักเรียนทุนในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ไม่รู้ว่าคะแนนเฉลี่ยขั้นต่ำที่เด็กสาวควรทำให้ได้คือกี่คะแนน คงไม่ต่ำกว่า 700 คะแนนกระมัง?
“จบเห่ ฉันมีเลือดเดียวกันกับคนเสียสติอย่างเธอรึเนี่ย” ซุนซูลี่ผรุสวาทไม่สมหญิง เด็กคนนี้กระโดดน้ำจนสมองไหลแล้วหรือ? “บ้าเหรอ! ไม่ไหวหรอก! ไร้สาระ!”
มู่เสวี่ยยืนหยัดไม่ไหวติง
“ถ้าเธอเป็นนักเรียนทุนของมหา’ลัยอันดับหนึ่ง งั้นฉันก็เป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ” ซุนซูลี่จิกกัด “นึกว่าวางแผนมาเสียดิบเสียดี นี่น่ะนะเหตุผลอันสวยหรูของเธอที่ออกปากปฏิเสธพ่อฉัน เชื่อเขาเลย งานการดี ๆ ไม่ยอมทำ มัวแต่ฝันเฟื่องเหมือนแม่ฉันว่า รีบลืมตาตื่นจากฝันโง่ ๆ ของเธอสักที”
ความฝันของเธอโง่เง่าหรือไม่ มู่เสวี่ยรู้แก่ใจดี เธอไม่ใช่คนโง่และไม่ใช่เด็กอัจฉริยะ เธอมีเพียงความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวดและการเตรียมการที่ดี ความปรารถนาของเด็กสาวไม่ใช่เพิ่งเกิดอย่างวู่วามภายใน 2 - 3 วันนี้ หากเธอกับอาจารย์ที่ปรึกษาผู้มีวัยวุฒิช่วยกันวางแผนการเรียนการสอนมานานหลายปี ตั้งแต่วันที่เธอสูญเสียบิดามารดา
“ความฝันโง่ ๆ ?”
“เหอะ เธอก็รู้ดีแก่ใจว่าความเป็นไปได้มันต่ำจะตาย เธอนี่นะ...”
“มันไม่ใช่ความฝันของฉันคนเดียว คุณแม่ฉันหวังว่าพวกเราสองแม่ลูกจะได้เรียนมหา’ลัยเดียวกัน เป็นทั้งแม่ลูก เป็นทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ฉันอยากทำให้ความฝันของพวกเราเป็นจริง มันเป็นความฝันโง่ ๆ ตรงไหน?”
“...” ซุนซูลี่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เป็นครั้งแรกที่มู่เสวี่ยเผชิญหน้ากับเธออย่างเถรตรง
สายลมพัดผ่านหอบใบไม้แห้งปลิวว่อนทั่วบริเวณ ซุนซูลี่กะพริบตาถี่ ๆ ไล่ฝุ่นละอองจากดวงตา ก่อนชะงัก เห็นเส้นผมเล็กละเอียดพลิ้วไหวตามแรงลม เผยดวงหน้านวลเนียนผ่องใสของญาติผู้พี่ เป็นไม่กี่ครั้งที่ซุนซูลี่จ้องเข้าไปยังนัยน์ตาหวานซึ้งของซุนมู่เสวี่ยตรง ๆ
มู่เสวี่ยคลี่ยิ้ม แสดงความเชื่อมั่นจากใจ
“ดังนั้นไม่ว่าเธอหรือใครก็ตามจะพูดยังไง การตัดสินใจคราวนี้ฉันคิดดีแล้ว ฉันไม่เปลี่ยนใจ ฉันยังไม่คิดจะยอมแพ้หรอก ไม่มีวัน”
แสงอาทิตย์สะท้อนบนดวงตาของมู่เสวี่ยเป็นสีทอง ซุนซูลี่นิ่งจังงัน ดวงตาคู่นั้นช่างเจิดจ้านัก เจิดจ้าและมุ่งมั่นเสียจนเธอไม่กล้าละสายตาไปไหน ราวกับเพิ่งรู้จักตัวจริงของเด็กสาวคนข้างหน้าเป็นครั้งแรก
คืนเดือนหงาย ในห้องพักเก่า ๆ ของโรงแรมหนึ่งเดียวภายในหมู่บ้านลับแล แสงสีฟ้าจากจอวีดิทัศน์พาดผ่านใบหน้าชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง อัดบุหรี่จนเต็มปอดแล้วค่อยฉีกยิ้มกว้าง รองผู้กำกับหวงหิ้วโน๊ตบุ๊คของตนไปเคาะห้องคนข้าง ๆ
เจิ้งข่ายเปิดประตูห้องออกมา เลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับแขกยามวิกาล
“เหล่าหวง?”
“ผู้กำกับเจิ้ง คุณต้องอยากดูนี่แน่ ๆ”
“อ้อ” เจ้าของห้องเผยมือให้รองผู้กำกับหวงเข้ามา “ดูอะไรล่ะ”
“ซีนกระโดดน้ำของเมื่อหลายวันก่อนครับ” รองผู้กำกับหวงปิดความระริกระรี้ไม่มิด อธิบาย “ผมอดใจไม่ไหว ลองตัดต่อภาพเองคร่าว ๆ เห็นว่าหลายวันมานี้คุณยุ่งมาตลอดเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยไม่กล้ารบกวนคุณมาดูวิดีโอต้นฉบับ รอตัดต่อวิดีโอเสร็จผมถึงค่อยมาหาคุณแทน”
เจิ้งข่ายเปิดสวิตช์กาน้ำร้อนในห้องเพื่อต้มชา พิศวงกับตรรกะของรองผู้กำกับหวง บอกว่าไม่กล้ารบกวนระหว่างเขาทำงานช่วงกลางวัน เลยมาเคาะประตูห้องนอนเขากลางดึกแทนเนี่ยนะ?
แต่เจิ้งข่ายเข้าใจนิสัยบ้างานของคนใต้บังคับบัญชาดี จึงนั่งบนเก้าอี้ที่รองผู้กำกับหวงเข็นมาถึงก้น รอเขาปรนนิบัติเปิดโน๊ตบุ๊คให้ดูถึงที่
“ซีนกระโดดน้ำรึ อุบัติเหตุครั้งนั้นมีอะไรน่าดู”
ผู้กำกับเจิ้งหมายความตามคำพูด แค่ไม่ตายก็เป็นบุญกุศลสำหรับเขา ภาพชวนหัวใจวายตายเขาย่อมไม่ปรารถนารับชม เขาอายุไม่น้อย รับเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยจะไหวแล้ว
“คุณประเมินเองละกันครับ” รองผู้กำกับหวงยิ้มแป้น
กดปุ่ม ‘Start’ ภาพเริ่มเคลื่อนไหว
ในจอเป็นมุมมองระยะไกลครอบคลุมทะเลสาบอันงดงามกับหน้าผาขรุขระสูงชันตั้งตระหง่านประหนึ่งภาพฝัน เพียงแต่แสงจากดวงอาทิตย์สว่างไสวเสียจนสะท้อนกับเลนส์กล้องเกิดเป็นแสงแฟลร์[3] ที่มุมของกรอบภาพ ทำให้ร่างผู้ร่วงหล่นกลายเป็นเงาย้อนแสง
ขณะที่เจิ้งข่ายกำลังถอนใจกับดวงอันอาภัพของเด็กสาวและภาพในกล้อง รองผู้กำกับหวงดึงภาพช้าลงกว่าปกติเล็กน้อย ปรับค่าความสว่างของเงานิดหน่อย เจิ้งข่ายพลันรู้สึกว่าภาพย้อนแสงแบบนี้ก็สวยตราตรึงใจไม่เลว
เขาสามารถเห็นการร่วงหล่นของเด็กสาวเต็มตา เธอหมุนตัวเป็นเกลียวสว่านกลางอากาศด้วยท่วงท่าแข็งแรง แขนเสื้อยาวรุ่มร่ามของเด็กสาวสะบัดเป็นวงโค้งตามแรงเหวี่ยงกำเนิดเป็นวงกลมสวยงามวงหนึ่ง ราวกับนกนางแอ่นร่อนลม กางปีกบินพลิกพลิ้วเปี่ยมอิสระภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรง
กล้องอีกตัวซูมใกล้ไล่ตามวิถีโคจรของเธอ ร่างอันบอบบางถลาร่วงลงราวกับดาวตก วาดโค้งเป็นเส้นสายอันงดงาม ก่อนจรดจูบผืนน้ำ และจมหายลับตา
ตึกตัก ตึกตัก
ผู้กำกับเจิ้งกลั้นหายใจ รู้สึกว่าสรรพเสียงรอบข้างพลันเงียบงันระหว่างรอคอยดาวตกดวงน้อยผุดออกมาจากผิวน้ำมรกต
พอเด็กสาวพุ่งพรวดขึ้นมา คล้ายโลกกลับมามีชีวิตชีวา ภาพตัดข้ามจังหวะที่ทีมกู้ภัยช่วยเหลือเด็กสาวออก ด้วยความบังเอิญหรือเพราะเทพยดาดลใจก็สุดแต่รู้ ณ เวลานั้น รองผู้กำกับหวงไม่สั่งคัท การถ่ายภาพดำเนินต่อไปจนกระทั่งภายในกรอบภาพร้างราผู้คน เหลือเพียงเด็กสาวยืนนิ่งงันเพียงผู้เดียว ณ ใจกลางทะเลสาบ
ร่างบางคล้ายหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของความวิเวกสูงส่งแห่งนี้ เธอกระชับผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวหม่น กล้องค่อย ๆ ซูมใบหน้าเธอ เส้นผมสีดำราวกับแพรไหมเปียกลู่ล้อมกรอบหน้าเรียว จมูกเธอแดงก่ำ เพียงหายใจก็ปรากฏเมฆหมอกสีขาวเลือนราง แค่มองก็สามารถสัมผัสถึงความโหดเหี้ยมของความหนาวเย็นของแม่น้ำในต้นฤดูใบไม้ผลิได้แล้ว
ทว่าเด็กสาวไม่อนาทร เธอค่อย ๆ เงยหน้ามองโขดผาสูงชันเบื้องหน้า ภาพโคลสอัพ[4] เห็นหยดน้ำเกาะพราวบนแพขนตาหนา ไหลร่วงลงสู่เส้นโค้งของสันกรามเรียวเล็ก ดวงตาคมปลาบแน่วแน่ของเธอพร่างพราวจากแสงอาทิตย์ ใบหน้าเด็กสาวดูนิ่งเฉย ในขณะเดียวกันก็ดูดื้อรั้นไม่ยินยอมจำนนต่อโชคชะตา
เด็กสาวผู้ถูกซุกซ่อนในหมู่บ้านลับแล ราวกับไข่มุกเปื้อนฝุ่นผู้รอวันเปล่งประกาย
“นี่มัน...”
“เป็นไงบ้างครับ เธอนำเสนอคาแรคเตอร์นางเอกเรื่อง ‘ลำนำพงไพร’ ไม่เลวเลยใช่ไหม”
ใช่จริง ๆ นางเอกของเรื่องนี้มีบิดาเป็นประมุขของพรรคซึ่งถูกยกย่องว่ายอดเยี่ยมยุทธ์ นางเอกของหนังเรื่องนี้จึงต้องมีวิทยายุทธ์ระดับสูง มีความหยิ่งในศักดิ์ศรี มีความเด็ดเดี่ยว และไม่ยอมแพ้ต่อลิขิตสวรรค์
ทว่าเด็กคนนี้ไม่เพียงเหมาะกับบทบาทนี้ เขาไพล่นึกถึงอีกบทบาทหนึ่ง...
เจิ้งข่ายจินตนาการ หากเด็กสาวผู้นี้สวมชุดชนเผ่านักล่าทางภาคเหนือ เบื้องหลังเธอเป็นท้องทุ่งหญ้าสลับเทือกเขาซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา บนไหล่เกาะด้วยพญาอินทรีแผ่ปีกอันน่าเกรงขาม นั่งหลังตรงหยิ่งทะนงบนหลังม้า ง้างธนูคู่กายเพ่งเล็งข้าศึกเพื่อปกป้องแผ่นดินมาตุภูมิ
นั่น...จะเป็นยังไงนะ?
เขานึกถึงโปรเจกค์ภาพยนตร์หรือซีรี่ย์เรื่องหน้าของตน หนังเกี่ยวกับวิถีชีวิตและสงครามของเหล่าชนเผ่าทางตอนเหนือในหัวเซี่ยที่กำลังเกลาบท โปรเจกค์หนังซึ่งเขาตั้งใจจะนำผลกำไรจาก ‘ลำนำพงไพร’ มาเป็นทุนรอนส่วนตัว เพื่อสร้างหนังมาสเตอร์พีซสักครั้งหนึ่งในชีวิต
หนังที่เขากำลังตามหานักแสดงนำหญิง
แต่เด็กที่ไม่มีประสบการณ์การแสดงอย่างเธอ คงเป็นไปไม่ได้
“ไม่เลวจริง ๆ” เจิ้งข่ายข่มลมหายใจกระชั้น กล่าว “แต่ไม่เลวแล้วอย่างไร จางลี่เซียนเป็นนักแสดงนำหญิงใน ‘ลำนำพงไพร’ เด็กคนนี้เป็นเพียงนักแสดงตัวแทนของจางลี่เซียน ข้อเท็จจริงข้อนี้ไม่อาจเปลี่ยน”
“ก็รู้อยู่แล้วล่ะครับ ผมแค่มาลองถามดู” รองผู้กำกับหวงกลอกตา ค่อยสลด “มีแต่ผมคนเดียวที่ตื่นเต้นสินะ สมัยนี้หายากจะเจอเด็กมากศักยภาพ ไม่ต่อปากต่อคำ ตั้งใจทำงาน ทุ่มเทตรากตรำจนตัวตาย ไม่เหมือนสาว ๆ บางคนแถวนี้ ขยันพากเพียรสร้างแต่เรื่องปวดเศียรเวียนเกล้า อวดเบ่งบารมีพ่อแม่ตัวเองจนชวนคนอื่นสำรอก เฮ้อ”
มุมปากเจิ้งข่ายกระตุกยิก ๆ
เหล่าหวงคนนี้มีฝีปากเก่งกล้า เสียดสีผู้คนไม่เหนื่อยหน่าย
จริง ๆ หมอนี่ก็แค่อยากได้เด็กสงบเสงี่ยมเรียบร้อยใต้โอวาทสักคนมากกว่ากระมัง
“ผมไม่เถียงหรอกว่าเด็กคนนี้น่าสนใจ ผมเป็นนักแสดงหนังบู๊มาตลอดชีวิต ทักษะ ความสามารถของเธอเป็นเรื่องจริง หน้าตาก็ดี เป็นเด็กที่ปั้นได้ แต่ในฐานะผู้กำกับ ผมไม่เพียงต้องมีความรับผิดชอบต่อหนังของตัวเอง นักแสดง เพื่อนร่วมทีม ยังรวมถึงผู้ลงทุนด้วย เหล่าหวง หากคุณอยากจะเดินทางสายผู้กำกับคุณต้องยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นคุณก็ได้แต่เป็นรองผู้กำกับจนตัวตาย”
รองผู้กำกับหวงหน้าชา
“คุณอย่าเข้าใจความหวังดีผมผิดนะ ผมเห็นคุณเป็นผู้เยาว์มีความสามารถผมจึงอดเตือนคุณในฐานะผู้อาวุโสไม่ได้ คุณเองก็ไม่ต่างจากเด็กสาวคนนี้ คุณเป็นคนมีของ แต่ลักษณะการทำงานของคุณก็เหมือนเธอที่กระโดดลงจากหน้าผาด้วยความบ้าบิ่น รู้ว่าโง่เขลา รู้ว่าเสี่ยงตาย แต่ก็ยังผยองรั้นจะกระโดดลงไป ไม่หยุดคิดพิจารณาความคุ้มค่าของสิ่งที่จะกระทำว่ามันส่งผลดีต่ออนาคตหรือเปล่า หากคุณยังไม่ฉุกใจถึงวิธีการทำงานของตัวเอง ณ เวลานี้ คุณอาจไม่โชคดีรอดชีวิตแบบเธอในสายทางผู้กำกับหนังก็ได้ คุณลองเอาคำพูดจากผู้เฒ่าคนนี้กลับไปคิดดูดี ๆ”
รองผู้กำกับหวงก้มหน้าอย่างละอายใจ นับจากเหตุทะเลาะวิวาทกับเด็กสาวชาวบ้าน ผู้กำกับเจิ้งก็ไม่เคยกล่าวถึงเลยจนบัดนี้
“เจตนาคุณ ผมเข้าใจแล้วครับ” ใบหูเขาแดงก่ำ หน้าตาดูไม่ได้ ทนความอับอายไม่ไหว เขาจึงรีบขอตัวลาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ขณะเดียวกันก็อ้อมแอ้มถาม “ผู้กำกับเจิ้ง คำพูดของคุณมีความหมายสำหรับผมมาก ถ้ายังไงผมขอเก็บไฟล์ภาพนี้เป็นการส่วนตัวได้ไหมครับ เป็น...เป็นการเตือนใจตัวเอง”
“ได้สิ” เจิ้งข่ายเสริม “อย่าทำให้เกิดผลกระทบกับหนังก็พอ ที่เหลือคุณทำตามใจชอบเลย”
“ขอบคุณครับ”
ประตูปิดลง ผู้กำกับผู้ยิ่งใหญ่ถอนหายใจ ครุ่นคิดถึงเหล่าหวงและเด็กสาวคนนั้น
ครู่ใหญ่ เขาเปิดมือถือ คลิกหน้าต่างวีแชท[5] พิมพ์คำสั่งส่งตรงถึงผู้จัดการส่วนตัวตนให้ช่วยเป็นธุระ ในข้อความ เขาเขียนว่า
“[ชดเชยด้วยเงินจำนวนหนึ่ง] หรือ [ช่วยเหลือเรื่องบทตัวประกอบ 1 บท]”
กดส่ง เจิ้งข่ายเบนหน้ามองต้นไม้นอกหน้าต่างห้อง จิบน้ำชาและตกอยู่ในห้วงคำนึง
ตัวเลือกแรก ชดเชยเธอด้วยเงินก้อนนับว่าเป็นวิธีที่เป็นรูปธรรมที่สุด ใครบ้างไม่ชอบเงิน มิหนำซ้ำตัวเลขที่เขาเสนอเด็กสาวก็มิใช่น้อย โดยเฉพาะสำหรับเด็กสาวในหมู่บ้านลับแล เพียงพอจะช่วยเหลือเธอออกจากสถานภาพลำบากในระยะเวลาหนึ่ง
ตัวเลือกหลัง ชดเชยด้วยความช่วยเหลือทางบทละคร เพียงผิวเผิน วิธีนี้มูลค่ามีไม่เทียบเท่าการชดใช้ด้วยเงิน ทว่าเขาเป็นผู้กำกับใหญ่และเป็นนักแสดงอาวุโสค้ำฟ้า บทตัวประกอบที่เขามีในมือย่อมไม่ใช่บทของภาพยนตร์ไก่กา อย่างน้อยบทตัวประกอบที่เขาเลือกสรรก็สามารถผลักดันให้นักแสดงหน้าใหม่คนหนึ่งแจ้งเกิดในวงการได้ ถ้าหากแน่พอน่ะนะ
ทางเลือกแห่งความเปลี่ยนแปลง
…ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอแล้ว
เชิงอรรถ บทที่ 15
[1] Gaokao (高考) หรือ เกาเข่า : เป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับประเทศของจีน ซึ่งหนึ่งปีมีจัดสอบเพียงหนึ่งครั้ง
[2] ข้อมูลส่วนนี้มาจากเว็บ Quora ค่ะ ซึ่งเป็น website กระทู้ถาม-ตอบทั่วไป ดังนั้นข้อมูลส่วนนี้จึงมาจากประสบการณ์ของผู้ตอบและการคาดคะเนค่ะ ไม่ใช่สถิติ จึงมีความคลาดเคลื่อนไม่มากก็น้อย โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ
จากในเว็บไซต์ กล่าวว่า การสอบเข้า Tsinghua University และ Peking University นั้นเรียกว่ายากมาก… ถ้านึกเป็นสากล ให้นึกถึง มหาวิทยาลัย Harvard หรือ MIT ใน USA คิดดูนะคะจากผู้เข้าสอบ 10 ล้านคน มีเพียงคนจำนวนประมาณ 500 คนได้รับคำเชิญจากสองมหาวิทยาลัยในฝัน ตัวผู้ตอบกระทู้บอกว่า ถ้าคุณเป็นคนจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Beijing คุณต้องมีคะแนนสอบไม่ต่ำกว่า 700 คะแนนจึงจะมีโอกาสติด ในขณะที่คนใน Beijing อาจมีคะแนนอย่างต่ำอยู่ที่ประมาณ 650 คะแนน ก็มีโอกาสเข้าได้ (เป็นความได้เปรียบของคนในพื้นที่น่ะค่ะ เหมือนโควตากระมังคะ)
อ่านเพิ่มเติมได้ที่กระทู้นี้ค่ะhttps://www.quora.com/How-hard-is-it-to-get-to-Tsinghua-or-Peking-University-in-China-for-a-Chinese-student [3] Flare : (แสงแฟร์) เกิดจากการที่แสงที่วิ่งเข้าเลนส์ในมุมที่พอดี แล้วก็จะเกิดการสะท้อนไปมาในชิ้นเลนส์ และไปตกกระทบกับ sensor รับภาพ จึงทำให้ภาพเกิดเป็นวงแสงตามรูปร่างของไดอะแฟรม (Diaphragm) ของเลนส์ ซึ่งเอฟเฟคนี้จะเกิดแตกต่างขึ้นอยู่กับเลนส์

พิมพ์คำอธิบายที่นี่(Picture credit to https://unsplash.com/photos/eptn7NCEEnY)
[4] Close Up : ถ่ายระยะใกล้มาก
[5] Wechat : โปรแกรม messenger คล้าย ๆ Line แต่มีฟังก์ชั่นมากกว่าเยอะเพิ่มเติมการสอบเกาเข่า
จัดสอบในช่วงต้นเดือนมิถุนายนของทุกปี การสอบเกาเข่าเป็นที่ขนานนามทั่วโลกว่าเป็นการสอบที่หฤโหดที่สุดและสามารถตัดสินชะตาชีวิตของนักเรียนได้ เหตุเพราะในจีนมีประชากรเยอะมาก ในคติความเชื่อของชาวจีน ‘การศึกษา’ เป็นหนทางลัดที่ง่ายที่สุดในการจะคว้าโอกาสดี ๆ ที่เข้ามาในชีวิต นั่นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ก็เปรียบเสมือนการยกระดับคุณภาพชีวิต สถานะทางสังคม เป็นต้น
การสอบยิ่งใหญ่ขนาดไหนน่ะหรือ ในปี 2019 ของการสอบเกาเข่า มีผู้สมัครสอบร่วม 10 ล้านคน จากปี 2018 ที่มีนักเรียน 9.75 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในพื้นฐานการสอบเกาเข่าจะแบ่งเป็นสอบ 2 วัน มีวิชาสอบ 4 วิชา คือภาษาจีน (语文) 150 คะแนน , เลข (数学) 150 คะแนน, ภาษาอังกฤษ (英语) 150 คะแนน และส่วนสุดท้าย 300 คะแนน ซึ่งจะแยกระหว่างสายศิลป์ (文科) สอบเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง / กับสายวิทย์ (理科) แบ่งเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
ในการเลือกมหาวิทยาลัยนั้น นักเรียนสามารถยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ (ไม่แน่ใจในข้อมูลส่วนนี้มากค่ะ แต่อ่านข้อมูลแล้ว เขาบอกว่าคะแนนและโควตาเข้ามหาวิทยาลัยจะแตกต่างตามเขตภูมิลำเนาและสถานที่สอบนะคะ เอาไว้เจอข้อมูลที่แน่ชัดกว่านี้จะมาบอกนะคะ) ซึ่งมหาวิทยาเหล่านี้ก็ยังแบ่งเป็นระดับชั้นตามชื่อเสียง มี 3 ระดับคือ มหาวิทยาลัยชั้น 1, ชั้นสอง 2, และชั้น 3 > นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยสายอาชีพรองรับอีกหากคะแนนไม่ถึง
แต่อย่างไรก็ตาม 20 - 30% ของผู้เข้าสอบแต่ละปี เป็นอัตราของเด็กซิ่วค่ะ เพื่อที่จะสอบได้มหาวิทยาลัยที่อยู่อันดับดี ๆ ดังนั้นนักเรียนหลายคนจึงเลือกมาสอบใหม่อีกครั้งในแต่ละปี ดังนั้นการแข่งขันยิ่งมายิ่งสูงค่ะ ดังนั้นการสอบเกาเข่าไม่ผ่านในรอบแรกจึงมีให้เห็นบ่อย ๆ ค่ะ
Reference : https://thematter.co/thinkers/one-of-hardest-admission-in-the-world/78349 + มีเยอะกว่านี้ แต่ขอลงแค่ link นี้ละกันนะคะ ใครสนใจเสิร์ชอากู๋เลยค่ะ เพียบ
ภาพบรรยากาศการสอบ เกาเข่า

พิมพ์คำอธิบายที่นี่(Picture credit to https://bpr.berkeley.edu/2018/12/07/failing-grade-how-chinas-all-important-exam-is-stunting-national-growth/)
ปล. ตัวใหญ่ ๆ อย่างไรก็ตามนี่เป็นการอ้างอิงการสอบที่มีอยู่แล้ว แต่ในนิยายถือเป็นเรื่องสมมติทั้งหมด คะแนน การสอบ และชื่อมหาลัยจึงไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงนะคะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงขนาดนั้น
TalK: โอกาสสู่หนทางแห่งวงการบันเทิงมาแล้วววว มู่ของเราจะเลือกอะไร มาเดากันค่าาาา มาเร็วเพราะว่าแทบไม่ทำอะไรกับบทนี้เลย นอกจากเกลาบทค่ะ ค่อนข้างชอบบทนี้ค่ะ เลยไม่อยากจะแก้ไขอะไรเลย ในที่สุดก็ใกล้เข้าสู่เส้นทางของวงการนักแสดงเข้าไปทุกทีแล้วค่ะ อีกไม่กี่บทก็จะถึงแล้ววววว จะเข้าสู่พาร์ทอึดอัดใจแล้วล่ะค่ะ เตรียมใจพร้อมกันแล้วรึยังค้าาา ว่าแต่เอ...คุณแม่ของมู่มู่คือใครกันแน่นะ? เรียนเก่งขนาดนี้ แม่ลูกเชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ อยากรู้แต่ไม่บอกหรอกค่ะ ฮิๆๆๆ
อรัณย์ ARUNNE