งานเลี้ยงวันเกิดของฉีฮูหยินถูกจัดขึ้นภายในจวนสกุลฉี ขุนนางและครอบครัวทั่วเมืองตงหลางเดินทางมาร่วมอวยพรแก่ฉีฮูหยินด้วย และแน่นอนว่าสกุลซ่งก็ได้รับเทียบเชิญในครานี้เช่นกัน ใต้เท้าซ่ง ซ่งฮูหยิน ซ่งมู่เฉินและซ่งเจียวซินก็ได้เดินทางมาร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“วันนี้ข้าจะมีการแสดงให้ท่านแม่ได้ชม” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาขณะที่กำลังนั่งนิ่งๆ ให้ซุนซุนหวีผม
“คุณหนูสี่ไปฝึกฝนยามใดเ้าคะ บ่าวมิเคยเห็นเลยนะเ้าคะ” ซุนซุนเอ่ยถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“หึๆ ของพวกนี้มันอยู่ในความคิดของข้านี่”
นางยกมือเล็กชี้นิ้วมายังศีรษะของนาง ซุนซุนถึงกับชะงักมือแล้วส่ายใบหน้าไปมาด้วยความเอ็นดู ใครจะว่านางโอ้อวดคุณหนูสี่ของนางก็ช่าง แต่คุณหนูสี่นั้นเป็เด็กที่มีพร์ มิว่านางคิดจะทำการสิ่งใดล้วนแล้วแต่สำเร็จ
“วันนี้เจียวซินบอกว่าจะมาด้วยนะ” คุณหนูตัวน้อยที่ถูกมัดผมอยู่กล่าวออกมา
“ตระกูลซ่งแน่นอนว่าต้องได้รับเทียบเชิญอยู่แล้วล่ะเ้าค่ะ… ว่าแต่คุณหนูสี่มีการแสดงอันใดจะแสดงให้นายหญิงได้ชมเ้าคะ” ซุนซุนเอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้
“รำดาบ” คำตอบของคุณหนูสี่ทำให้เด็กสาวรับใช้ถึงกับชะงักมือ ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกโพลงด้วยความตระหนกใ
“ค่ะ…ค่ะ…คุณหนู ท่านถือดาบไหวหรือเ้าคะ” คำถามของบ่าวรับใช้คนสนิททำให้ฉีอันหนิงหัวเราะออกมา
“คิกๆๆๆ พี่ซุนซุน ข้าจะใช้ดาบจริงไปเพื่อเหตุใดกัน อาทิตย์ก่อนท่านพี่ใหญ่ได้ใช้ไม้ทำดาบให้กับข้า เพราะข้าบอกแก่เขาว่าข้าจะรำดาบให้ท่านแม่ชม” คำตอบของคุณหนูทำให้เด็กรับใช้คนสนิทค่อยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจที่คุณหนูสี่มิได้คิดจะใช้ดาบจริง
“คุณหนูของบ่าวช่างมากความสามารถเสียจริงๆ เลยเ้าค่ะ” นางเอ่ยชมฉีอันหนิงออกมาด้วยความภูมิใจ
“ทุกอย่างมันเกิดจากการเรียนรู้นะพี่ซุนซุน การรำดาบข้าเคยได้เห็นรุ่นพี่ที่สำนักศึกษาเขารำกัน ข้าเลยแอบจดจำวิธีการมา เอาจริงๆ ข้าก็ยังมิเคยได้ลองหรอกนะ”
“ถ้าเช่นนั้นจะดีหรือเ้าคะ งานนี้มิได้มีแค่คนในตระกูลฉีนะเ้าคะ ยังมีตระกูลขุนนางอีกหลายครอบครัวที่ได้รับเทียบเชิญมาร่วมงานในวันนี้ด้วย”
เด็กสาวรับใช้เอ่ยถามออกมาด้วยความเป็กังวล กลัวว่าคุณหนูของนางจะขายหน้าถ้าเกิดว่านางจำท่าร่ายรำมิได้ขึ้นมา นางมิอยากเห็นคุณหนูสี่ของนางต้องเสียใจ
“ดีสิพี่ซุนซุน มิมีสิ่งใดที่ข้าคิดจะลงมือทำแล้วทำมิได้หรอก ท่านอย่ากังวลแทนข้าไปเลย”
ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาด้วยความมั่นใจ ในเมื่อห้ามปรามคุณหนูสี่ของนางมิได้ ซุนซุน เด็กสาวรับใช้ข้างกายจึงได้แต่ภาวนาให้คุณหนูร่ายรำผ่านไปได้ด้วยดี
จวนสกุลฉีวันนี้คึกคักไปด้วยผู้มาเยือน ใต้เท้าฉีและฉีฮูหยินคอยต้อนรับแขกที่มาเยือน ซึ่งใต้เท้าฉีส่งเทียบเชิญไปเพียงตระกูลที่รู้จักและคุ้นเคยกันเท่านั้น ฉีอันหลงบุตรชายคนโตนั้นคอยช่วยเหลือบิดามารดาคอยดูแลความเรียบร้อยของงานวันนี้ด้วยตนเอง อีกสองปีหน้าเขาก็ต้องเข้าพิธีสวมหมวกและเข้าร่วมการสอบเค่อจวี่แล้ว
“ขอให้ฮูหยินมีร่างกายที่แข็งแรง” ซ่งฮูหยินส่งกล่องของขวัญให้กับฉีฮูหยิน เมื่อพบหน้ากัน
“ขอบใจน้องหญิงมากนะ" ซ่งฮูหยินนั้นอายุน้อยกว่าฉีฮูหยินไปถึงสามปี ทั้งสองจึงนับถือกันเป็พี่น้อง
“นี่ใช่บุตรชายคนโตของใต้เท้าซ่งกับซ่งฮูหยินใช่หรือไม่” ใต้เท้าฉีเอ่ยทักออกมาเมื่อได้เห็นเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรชายคนโตของตน
“ใช่แล้วขอรับท่านใต้เท้า เฉินเอ๋อร์คารวะท่านเ้าเมืองกับฮูหยินสิลูก”
ใต้เท้าซ่งหันไปบอกบุตรชาย ซ่งมู่เฉินทำตามที่บิดาบอก เขาคำนับผู้ใหญ่ทั้งสองและบุตรชายของอีกฝ่ายก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมา ใต้เท้าฉี ฉีฮูหยินและฉีอันหลงก้มหน้าลงให้อีกฝ่ายเพียงเล็กน้อยพลางฉีกยิ้มออกมา
“ซินเอ๋อร์… เ้ากำลังมองหาหนิงเอ๋อร์อยู่ใช่หรือไม่ วันนี้เห็นนางบอกป้าว่ามีการแสดงพิเศษมาแสดงให้ป้าชมด้วย คงจะอยู่ที่เรือนนอนของนางอยู่นั่นแหละ เ้าจะไปตามนางก็ได้นะ” ฉีฮูหยินหันไปพูดกับบุตรีคนเล็กของซ่งฮูหยินด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“เ้าค่ะท่านป้า… ท่านพ่อท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่เ้าคะ ข้าขอตัวไปหาอันหนิงก่อนนะเ้าคะ”
ผู้ใหญ่ทั้งสองรวมไปถึงพี่ชายพยักหน้าซ่งเจียวซินจึงคำนับลาทุกคนก่อนที่จะเดินเลี่ยงไปยังเรือนนอนของฉีอันหนิง ฉีอันหลงมองตามเด็กหญิงไปก่อนที่จะหันกลับมาสนใจพี่ชายของนางแทน
“ข้าได้ยินว่าเ้าไปศึกษาอยู่ที่ต่างเมืองเช่นนั้นหรือ” เขาเป็ฝ่ายเอ่ยถามออกมาก่อน
“ใช่ขอรับ…”
ซ่งมู่เฉินตอบเพียงสั้นๆ ใต้เท้าฉีกับฉีฮูหยินจึงเชิญครอบครัวสกุลซ่งเข้าไปภายในงาน ฉีอันหลงมองตามเขาไปจนสุดสายตา
“เขาดูมิเหมือนเด็กธรรมดาเลยนะขอรับท่านพ่อท่านแม่” ฉีอันหลงบอกกับบิดามารดา
“ดูเคร่งขรึมและน่าค้นหาใช่หรือไม่” ใต้เท้าฉีเอ่ยถามบุตรชายคนโตออกมา
“ใช่ขอรับ”
“เขาไปฝึกอยู่หน่วยพิเศษน่ะ คล้ายๆ พวกองครักษ์แต่มิได้มีหน้าที่คอยปกป้องฮ่องเต้ พวกเขามีหน้าที่ปกป้องเหล่าขุนนางและดูแลความสงบสุขของบ้านเมือง” ผู้เป็บิดาไขข้อข้องใจของบุตรชาย
“ช่างเป็หน้าที่ที่น่าสนใจยิ่งนักขอรับ”
“ใช่ลูก… แต่การจะได้ไปฝึกนั้นจะต้องได้รับคัดเลือกจากสายพระเนตรของฮ่องเต้เท่านั้น พอถูกส่งไปฝึกที่เมืองตงฉวนได้ประมาณสี่ห้าปีก็จะถูกส่งไปประจำการตามเมืองต่างๆ ตามผลงานที่พวกเขาทำ” ฉีอันหลงพยักหน้าขึ้นลงก่อนที่จะเลิกสนใจเด็กชายผู้นั้นแล้วหันกลับมาช่วยทั้งบิดาและมารดาต้อนรับผู้มาเยือนต่อไป
ซ่งเจียวซินเดินตามบ่าวรับใช้ของจวนสกุลฉีมาจนถึงเรือนนอนของฉีอันหนิง จากนั้นนางจึงเดินเข้าไปพบสหายคนสนิทด้วยตนเอง ฉีอันหนิงที่เพิ่งแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จก็กำลังเดินออกจากเรือนนอนของนางมาได้พบกับสหายคนสนิททันที
“เจียวซิน เ้ามาด้วยหรือ” คุณหนูซ่งพยักหน้าพลางสำรวจชุดของสหายตรงหน้า
“อันหนิง…เ้าแสดงอันใดกันหรือ เหตุใดจึงแต่งกายคล้ายบุรุษเช่นนี้ล่ะ” ซ่งเจียวซินเอ่ยถามออกมาด้วยความแปลกใจ เพราะชุดของสหายตรงหน้ามองเช่นไรมันก็คล้ายกับชุดทหารของแคว้นแต่ขนาดเล็กกว่าที่พวกบุรุษร่างโตใส่กันก็เท่านั้น
“รำดาบจ้ะ” มือเล็กยกขึ้นมาทางด้านข้าง พี่ซุนซุนส่งดาบไม้ที่คุณชายใหญ่ทำให้กับคุณหนูสี่
“ว้าว… เ้านี่ชอบทำให้ข้าแปลกใจอยู่เรื่อย ใช่รำดาบแบบที่รุ่นพี่ทำก่อนจบการศึกษาที่สำนักศึกษาใช่หรือไม่” คุณหนูสกุลฉีพยักหน้าพลางฉีกยิ้มออกมา
“แต่เ้ามิเคยฝึกนี่ เ้ารำเป็หรืออันหนิง” คุณหนูสกุลซ่งเอ่ยถามสหายสนิทออกมาด้วยความกังวลใจแทน เพราะงานนี้มิได้มีเพียงคนจากสกุลฉีและสกุลซ่ง แต่ยังมีขุนนางอีกหลายสกุลมาร่วมงานด้วย
“เ้าต้องเชื่อในความสามารถของข้าเจียวซิน มิมีสิ่งใดที่ข้าอยากเรียนรู้แล้วข้าจะทำมันมิได้ เชื่อใจข้า งานนี้ข้ามิทำให้ท่านพ่อท่านแม่ หรือสกุลฉีของข้าขายหน้าอย่างแน่นอน” ฉีอันหนิงกุมมือสหายก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
คบหากันมาเกือบสองปีแล้ว มีหรือซ่งเจียวซินจะมิเชื่อว่าสหายของนางผู้นี้นั้นมีความสามารถ นางพยักหน้า เด็กทั้งสองจึงพากันเดินไปยังบริเวณงานเพื่อฉีอันหนิงจะได้เตรียมตัว ส่วนซ่งเจียวซินก็กลับไปสมทบกับครอบครัวของนาง
“ข้าขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมอวยพรในวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินของข้า จอกนี้ข้าขอยกเพื่อคารวะขุนนางและฮูหยินทุกท่าน”
แก้วสุราถูกบ่าวรับใช้รินสุราจนเต็มจอกแล้วแขกผู้มาเยือนทุกคนก็หยิบแก้วขึ้นมา ทุกคนชูแก้วไปข้างหน้าก่อนที่จะกระดกสุราในแก้วลงคอไปจนหมดเช่นเดียวกับท่านเ้าเมืองที่ดื่มหมดก่อนผู้ใด
“วันนี้ลูกรองกับลูกหญิงสี่ของข้ามีการแสดงมาอวยพรให้กับฮูหยิน และเพื่อให้พวกท่านทุกคนได้ชื่นชมด้วยขอรับ”
ท่านเ้าเมืองประกาศออกมา เสียงปรบมือพร้อมกับเสียงชื่นชมดังขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณงานซึ่งถูกจัดขึ้นในสวนของจวนสกุลฉีที่กว้างขวาง
“ท่านพี่ลูกๆ ไปฝึกมายามใดกันหรือเ้าคะ เหตุใดน้องถึงมิเคยทราบมาก่อน” ฉีฮูหยินเอ่ยถามสามีด้วยความงุนงง เขาหันมากระซิบบอกนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“น้องหญิงก็รู้ว่าลูกๆ ของเรามีความสามารถ พวกเขามิจำเป็ต้องใช้เวลามากมายเพื่อฝึกฝนหรอกนะ เ้าคอยชื่นชมลูกๆ เถิด” ใต้เท้าฉีฉีกยิ้มให้กับฮูหยินของตน
เสียงเครื่องดนตรีบรรเลงขึ้น มีฉีอันลิ่งคอยดีดฉิน ส่วนฉีอันลู่ก็ตีกลอง สองพี่น้องบรรเลงดนตรีออกมาเป็จังหวะก่อนที่ร่างเล็กในชุดคล้ายทหารของแคว้นโจวหนานจะถือดาบสองอันเดินออกมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าของใต้เท้าฉีและฉีฮูหยิน นางส่งยิ้มให้กับบิดามารดาซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มกลับมาเช่นกัน จากนั้นร่างเล็กจึงลุกขึ้นแล้วคำนับผู้มาเยือนไปรอบๆ มือเล็กถือดาบไม้ทั้งสองข้างก่อนที่จะเริ่มร่ายรำดาบในท่วงท่าต่างๆ มันดูงดงาม อ่อนช้อยและแข็งแกร่ง
การรำดาบของฉีอันหนิงแทบจะสะกดทุกสายตาให้มองมาที่นาง แม้แต่ซ่งมู่เฉินเองก็มองนางตาแทบจะไม่กะพริบ เขารู้สึกทึ่งกับความสามารถของเด็กหญิงที่กล้าถกเถียงเขาอย่างไม่ยอมแพ้ที่ร้านขายเครื่องประดับในตลาด นางมิได้มีเพียงปัญญาเท่านั้น แต่นางดูน่าค้นหาอยู่ไม่น้อย
“นั่นสหายสนิทของน้องเองเ้าค่ะท่านพี่ นางเก่งใช่หรือไม่เ้าคะ”
ซ่งเจียวซินรีบอวดพี่ชายทันทีเมื่อเห็นสหายสนิทกำลังแสดงความสามารถออกมา ท่าร่ายรำดาบนั้นแม้จะไม่เหมือนกับรุ่นพี่รำมากนักแต่ฉีอันหนิงก็ได้ร่ายรำในแบบของนาง ให้ความรู้สึกหลากหลาย มันทั้งอ่อนช้อย งดงามและแข็งแกร่ง
“อืม… น่าสนใจ” เขาตอบพลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบ ั์ตาคมยังคงจดจ้องไปที่การร่ายรำดาบเบื้องหน้าด้วยความเพลิดเพลิน
มิได้มีเพียงสกุลซ่งเท่านั้นที่สนใจต่อการแสดงตรงหน้า เพราะตระกูลขุนนางที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ต่างมองไปยังร่างเล็กที่กำลังร่ายรำอยู่ตรงกลางด้วยความเพลิดเพลิน และมีไม่น้อยที่ชื่นชมทายาทสกุลฉีที่ล้วนแล้วแต่มีความสามารถเฉพาะตน โดยเฉพาะบุตรีของใต้เท้าฉี ตระกูลที่มีบุตรชายนั้นให้ความสนใจนางเป็พิเศษ
“หากนางเติบโต จักต้องเป็ฮูหยินที่ดีได้อย่างแน่นอน”
ใต้เท้าลู่เอ่ยชมเชยเด็กหญิงให้กับฮูหยินและบุตรชายคนโตของตนได้ฟัง แต่ลู่จงสวีกลับมิได้สนใจสตรีที่เก่งกาจเช่นนาง เพราะตัวของเขาเองยังมิสามารถสู้นางได้ ความสามารถและสติปัญญาของเด็กหญิงนั้นเขาตามนางมิทัน
“แต่ข้ามิสนใจนางหรอกขอรับ ฮูหยินในภายภาคหน้าของข้านางจะต้องอ่อนหวานและมีจิตใจดี น้องอันหนิงนางเหมาะแก่การเป็น้องสาวของข้ามากกว่า”
เขารุ่นราวคราวเดียวกับพี่รองของฉีอันหนิง นับได้ว่าเป็สหายกันก็ว่าได้ และเขาเองก็เคยได้พบกับเด็กหญิงมาบ้าง เขาเอ็นดูนางเหมือนเป็น้องสาวคนหนึ่ง
ใต้เท้าลู่รู้สึกไม่พอใจที่บุตรชายมิได้สนใจที่จะสานสัมพันธ์กับสกุลฉี มีขุนนางไม่น้อยในเมืองตงหลางที่อยากจะเกี่ยวดองกับสกุลฉี เพราะนอกจากจะได้ชื่อเสียงที่ดีต่อตระกูลแล้ว ยังได้ความเคารพนับถือจากชาวเมืองตงหลางอีกด้วย ผู้ใดบ้างจะไม่รู้กันเกี่ยวกับความตงฉินของใต้เท้าฉี เขาเป็ขุนนางที่ดี ซื่อตรงและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนเสมอ
“โง่เสียจริง หากเ้ารองน้องชายของเ้าแข็งแรง ข้าคงมิฝากความหวังของสกุลลู่ไว้กับคนไม่เอาไหนเช่นเ้าหรอก”
เขาบ่นออกมาเพียงเบาๆ ก่อนที่จะหันกลับไปสนใจการแสดงตรงหน้าต่อโดยมิได้สนใจบุตรชายของตนอีก ลู่ฮูหยินรู้สึกสงสารบุตรชายแต่ก็มิกล้าต่อปากต่อคำกับผู้เป็สามี
ลู่จงสวีถึงกับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่บิดานั้นเห็นเขามีค่าเพียงเท่านั้น เด็กชายถอนหายใจออกมาก่อนที่จะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบพร้อมกับกัดขนมเซาปิงแล้วเคี้ยวมันลงคอไปอย่างเอร็ดอร่อยโดยเลิกสนใจบิดาอีก ขนมหวานๆ สามารถทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นและเขายอมรับเลยว่า จวนสกุลฉีนั้นทำขนมอร่อยยิ่งนัก