เอลีสก้มลงข้างเตียงและสะกิดอเมลีเบา ๆ ด้วยเสียงกระซิบอ่อนโยน “อเมลีจ๊ะ ตื่นได้แล้วนะลูก ต้องออกเดินทางกันแล้ว”
อเมลีขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะพลิกตัวกลับไปอีกทาง ดวงตาคู่น้อยยังคงปิดแน่น ใบหน้าของเธอดูงัวเงียและอิดโรยจากการนอนหลับไม่เพียงพอ เนื่องจากเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เลยเวลาปกติไปไกล
เอลีสยิ้มพลางหัวเราะเบา ๆ กับท่าทางน่ารักของลูกสาว เธอลูบหัวอเมลีเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงปลอบโยน “เดี๋ยวเราจะได้ไปเที่ยวทะเลกันแล้วนะจ๊ะ”
อเมลีค่อย ๆ ลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่งและทำเสียงหาวเบา ๆ ก่อนจะพึมพำเสียงงัวเงีย “อีกนิดนึงได้ไหมคะ แม่...หนูยังง่วงอยู่เลย...” เธอพูดพลางหดตัวเข้าผ้าห่มอีกรอบ
เอลีสหัวเราะเบา ๆ แล้วกอดลูกสาวอย่างอ่อนโยน ขณะที่กาเบรียลเดินเข้ามาและช่วยกระตุ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “มากับพ่อแม่เถอะอเมลี คนเก่ง พ่อกับแม่รอไม่ไหวแล้วนะที่จะได้ไปสนุกกับหนู”
หลังจากคำปลอบโยนและคำกระตุ้น อเมลีก็เริ่มตื่นตัวขึ้นเล็กน้อย และค่อย ๆ ขยับตัวออกจากเตียง แม้ว่าเธอจะยังคงง่วงอยู่
เอลีสเตรียมกระเป๋าทุกใบอย่างระมัดระวัง เธอเช็กสิ่งของทั้งหมดอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าทุกอย่างพร้อมสำหรับการเดินทาง ทั้งเสื้อผ้า ของใช้จำเป็ ของเล่นของอเมลี และขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการเดินทางครั้งนี้จะสะดวกสบาย
ขณะที่อเมลีเดินโงนเงนมาล้างหน้าและแปรงฟันด้วยความง่วง เอลีสคอยอยู่ใกล้ ๆ ช่วยเตรียมของให้ครบถ้วน หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย กาเบรียลก็อุ้มร่างเล็ก ๆ ของอเมลีขึ้นกระเป๋าอย่างเบามือ เด็กน้อยซุกตัวในอ้อมแขนของพ่อและหลับไปอีกครั้งด้วยความอบอุ่น
เอลีสกล่าวฝากบ้านไว้กับมารีและเซลีน กำชับทั้งคู่ให้ดูแลบ้านในระหว่างที่เธอไม่อยู่ โดยบอกว่าพวกเขาจะไปพักผ่อนที่เมืองซานต์เบลประมาณหนึ่งสัปดาห์ มารีและเซลีนรับคำด้วยความยินดีและขอให้เอลีสเดินทางโดยสวัสดิภาพ
หลังจากนั้น กาเบรียลและเอลีสก็ออกเดินทางโดยรถม้า ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงชานชาลารถไฟ ขณะที่กาเบรียลวางอเมลีลงเบา ๆ ในอ้อมแขนของเอลีส เด็กน้อยยังคงหลับสบาย เหมือนจะไม่รู้สึกตัวถึงการเคลื่อนไหวรอบ ๆ
พวกเขานั่งรอที่สถานีรถไฟ เอลีสและกาเบรียลมองบรรยากาศรอบตัว ชานชาลาในยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอรถไฟเหมือนกัน แต่บรรยากาศยังคงเงียบสงบด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้า เอลีสเฝ้ามองอเมลีที่ยังคงหลับสนิท และส่งยิ้มอ่อน ๆ ให้กับความน่ารักของลูกสาว ขณะที่กาเบรียลนั่งอยู่ข้างเธอด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
ขณะที่นั่งรอรถไฟอยู่บนชานชาลา กาเบรียลหันมายิ้มให้เอลีสอย่างอ่อนโยน เขาจับมือเธอเบา ๆ ความรู้สึกอบอุ่นในบรรยากาศยามเช้าทำให้ทั้งสองรู้สึกผ่อนคลาย กาเบรียลเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ผมไม่ค่อยได้ใช้เวลาแบบนี้กับคุณและอเมลีเท่าไหร่” เขากล่าวด้วยแววตาแสดงถึงความซาบซึ้ง “ผมดีใจนะที่เรามีโอกาสพักผ่อนด้วยกันอย่างนี้ ไม่ต้องห่วงเื่งานหรือร้านค้า แค่ได้อยู่กับคุณและลูก”
เอลีสยิ้มรับคำพูดนั้น และพยักหน้าช้า ๆ “ใช่ค่ะ พักหลังมานี้ เราสองคนยุ่งกับงานกันมาก” ลังเลอยู่สักพักเอลีสก็เอ่ยขึ้น “ฉันนึกว่าคุณไม่ชอบฉันซะอีกนะคะ กาเบรียล”
กาเบรียลชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเอลีส เขาหันมามองเธอด้วยสายตาประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่จะหัวเราะเบา ๆ “ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับเอลีส?”
เอลีสยิ้มบาง ๆ แต่ในดวงตาก็มีความรู้สึกจริงจัง “ก็…่แรก ๆ เราไม่ค่อยได้คุยกัน คุณมักจะยุ่งกับงาน ส่วนฉันก็เหมือนจะเป็คนแปลกหน้าในชีวิตของคุณ”
กาเบรียลฟังอย่างตั้งใจ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย เขาค่อย ๆ จับมือเธออีกครั้งและเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและอบอุ่น “ผมยอมรับว่า ตอนแรกอาจจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับคุณเท่าไหร่ แต่ผมไม่เคยไม่ชอบคุณเลยนะเอลีส แค่ไม่เคยรู้จักคุณดีพอ ตอนนั้นเราแต่งงานกันตามหน้าที่มากกว่าความรู้สึก แต่เวลาที่ผ่านมาทำให้ผมได้เห็นคุณอย่างที่คุณเป็”
เขามองตาเธอด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง “คุณเป็ผู้หญิงที่เข้มแข็ง มีความอดทน และเต็มไปด้วยความอบอุ่น และคุณทำให้ผมเห็นว่านี่เป็ครอบครัวที่ผมอยากดูแลและอยู่ด้วยจริง ๆ ผมดีใจมากที่เรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกันใหม่”
เอลีสมองกลับด้วยสายตาอบอุ่นและยิ้มอย่างอาย ๆ “ขอบคุณนะคะกาเบรียล… ฉันเองก็ดีใจที่เราได้เริ่มใหม่ด้วยกันแบบนี้”
อลีสน้ำตารื้นขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่คำพูดของกาเบรียลค่อย ๆ ปลดล็อคความรู้สึกลึก ๆ ในใจของเธอ ราวกับประตูบานหนึ่งที่เธอปิดมาตลอดได้ถูกเปิดออก เธอเฝ้าบอกตัวเองว่า การแต่งงานครั้งนี้เป็เพียงหน้าที่ ไม่ได้เกิดจากความรัก หรือความใกล้ชิดมาก่อน แต่วันนี้ เธอััได้ถึงความผูกพันและความอบอุ่นที่เติบโตขึ้นในหัวใจ เธอรักครอบครัวนี้อย่างแท้จริง
เธอหันไปมองกาเบรียลด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาที่เคยมองเขาเพียงในฐานะสามีจากการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรู้สึก กลับเต็มไปด้วยความชื่นชม
"ฉันก็เป็คนที่เข้าหาคนไม่เก่งเ..." เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มเบาบางพร้อมแววตาที่อ่อนโยนขึ้น
แม้เธอจะไม่เคยคิดว่าจะสามารถแสดงความรู้สึกในใจออกมาได้ แต่วันนี้ ความรู้สึกเ่าั้กลับแสดงออกมาเองอย่างเป็ธรรมชาติ
รถไฟค่อย ๆ จอดเทียบชานชาลา เสียงโลหะบดเสียดเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกับควันที่ลอยขึ้นจากหัวขบวน กาเบรียลก้มลงอุ้มอเมลีที่ยังหลับสนิทแนบอก เขาก้าวขึ้นบันไดไปอย่างนุ่มนวล เอลีสเดินตามขึ้นไปและก้าวเข้ามาสู่ภายในรถไฟ
ภายในขบวนรถไฟนั้นให้ความรู้สึกสบายและอบอุ่น เบาะที่นั่งถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ มีเบาะกำมะหยี่สีเข้มที่นุ่มและกว้างขวางพอให้ผู้โดยสารเอนตัวได้อย่างสบาย ผ้าม่านลูกไม้ที่หน้าต่างช่วยกรองแสงแดดยามเช้าให้ไม่จ้าเกินไป แสงที่ลอดผ่านมานั้นนุ่มนวล สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและน่าผ่อนคลาย
ราวเหล็กดัดสีทองเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ถูกออกแบบให้เหมาะสำหรับการจับยึดขณะเคลื่อนที่ พื้นทางเดินถูกปูด้วยพรมสีแดงเข้มช่วยลดเสียงฝีเท้าขณะเดิน รถไฟยังมีโต๊ะไม้ขนาดเล็กที่ติดอยู่ระหว่างที่นั่งเพื่อใช้สำหรับวางอาหารหรือเครื่องดื่ม ขณะที่หมอนอิงผ้าลินินสีอ่อนช่วยให้ผู้โดยสารเอนตัวพักผ่อนได้สบาย
กาเบรียลค่อย ๆ วางอเมลีลงบนเบาะข้างหน้าต่างอย่างเบามือ เด็กน้อยยังคงหลับสนิทโดยมีแสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านหน้าต่างส่องลงมาบนใบหน้า เผยให้เห็นถึงความสงบสุขของเธอ เอลีสที่นั่งลงข้าง ๆ อเมลี จัดกระเป๋าและสิ่งของที่นำมาด้วยให้เข้าที่
บรรยากาศในรถไฟเงียบสงบ มีผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนที่ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน หลายคนก็เอนตัวพักผ่อน ขณะที่บางคนมองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวทิวทัศน์ เอลีสมองไปรอบ ๆ พร้อมกับสูดหายใจลึก รู้สึกถึงความสบายที่มาเยือน