จากข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของฮิวจ์ เทาน์เซ่นด์ที่เคยศึกษามาเคลลี่ได้พบว่าบรรยากาศภายในห้องทํางานของเขาเป็เช่นที่เธอคาดคิดไว้เก้าอี้เบาะหุ้มหนังอย่างดี โต๊ะทำงานที่ต่อขึ้นจากไม้โอ๊ควาววับภาพเขียนฝีมือจิตรกรผู้มีชื่อเสียงที่ประดับไว้บนฝาผนัง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความโอ่อ่าภาคภูมิ
สําหรับภาพถ่ายของเขาที่เธอได้เห็นมานั้นไม่อาจนํามาใช้ในการตัดสินบรุษผู้นี้ได้เลยมันอาจจะจับเค้าหน้าที่คมเข้มของเขาไว้ได้แต่ไม่อาจจับเค้าแห่งความเป็ผู้ดีมีสกุลความอบอุ่นในรอยยิ้มและที่ปรากฏอยู่ในแววตาของเขาได้เลย
“ขอต้อนรับสู่นิวยอร์คครับ มิสดักลาส”เขาเดินอ้อมโต๊ะออกมาััมือกับเธอ
เคลลี่ยอมรับว่าใน่เวลาดังกล่าวเธอใจคอไม่ดีเลยแต่ขณะเดียวกันก็พยายามอําพรางความรู้สึกไม่ยอมให้ปรากฏ
“ขอบคุณคะมิสเตอร์ เทาน์เซ่นด์ฉันเองก็ดีใจที่ได้มาจนถึงที่นี่” เธอหยุดเว้นระยะไปชั่วอึดใจแล้วจึงได้ล้วงลงไปในกระเป๋าถือใบโตหยิบของขวัญที่ห่อไว้อย่างเรียบร้อยออกมา“ฉันอาจจะก้าวหน้ามากไปหน่อย แต่บังเอิญตัวเองเกิดในไอโอว่าค่ะมันเป็ธรรมเนียมของเราที่เมื่อพบปะผู้ที่เป็เ้าภาพของเราในครั้งแรกเราจะต้องมอบของขวัญให้คะ”
“ของขวัญหรือครับ” เขาเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ
“เป็วิธีการที่จะแสดงความขอบคุณที่คุณได้ให้ความสนใจในงานของดิฉันค่ะ”เคลลี่ตอบ
แล้วเขาก็โบกมือให้เธอนั่งลงในเก้าอี้ตรงข้าม
“งั้นผมขอเปิดดูตอนนี้เลยได้ไหมนี่”ความอยากรู้ของเขาปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
“ด้วยความยินดีค่ะ” ขณะเดียวกันเธอก็ทิ้งตัวลงนั่งในเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาพยายามทําใจให้สบายที่สุดเท่าที่จะทําได้
เขามิได้ฉีกกระดาษที่ห่อของขวัญนั้นออกอย่างลวก ๆแต่ใช้ที่ตัดซองจดหมายคมกริบค่อย ๆ แกะกระดาษห่อออกอย่างระมัดระวังเธอจับตามองดูปฏิกิริยาจากเขา เมื่อตอนที่เขายกขวดไวน์ขึ้นมาลูบคลําตอนนั้นเองที่เธอค่อยระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
สายตาที่เขามองมาทางเธอในยามนี้มันบ่งบอกถึงความสนใจและคําถามอยู่พร้อมกัน
“นี่เป็ไวน์ที่มีชื่อเสียงแห่งประวัติศาสตร์เชียวนะ”
“ฉันทราบค่ะ”เคลลี่ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจกล่าวตอบ “สแต๊ก’ส ลีพ โซวิยองปี 72เป็ไวน์แคลิฟอร์เนียตราแรกที่สามารถชนะโอ-บรีออง กับมูตอง-รอธไชลด์ตอนที่มีการประกวดไวน์ในกรุงปารีสปี 1976ตอนนั้นหลายคนคิดกันว่าไวน์ตรารุทเลดจ์ เอสเตทจะต้องเหนือกว่าสแต๊ก’ส ลีพ แน่แต่น่าเสียดายที่ปีนั้นรุทเลดจ์ เอสเตทไม่ได้ส่งเข้าประกวด”
เขาวางขวดไวน์ลงบนโต๊ะมองหน้าเธออย่างใช้ความคิดก่อนจะเอ่ยถามออกมาว่า
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าผมชอบดื่มไวน์ดี ๆ”
“อ้าว...ฉันก็ต้องทําการบ้านมาบ้างสิคะ”เคลลี่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“ก็เห็นอยู่” เขาตอบเรียบ ๆและนิ่งเงียบราวจะรอฟังคําอธิบายของเธอต่อไป
“จากประวัติส่วนตัวของคุณเท่าที่ฉันได้อ่านพบเห็นระบุไว้ว่าคุณเป็สมาชิกสมาคมคนรักไวน์ที่มีชื่อเสียงด้วยค่ะ”เคลลี่พูดเป็เชิงอธิบาย“ฉันก็เลยถือโอกาสที่คุณไม่ใช่คนที่รักไวน์แต่ปากพร้อมจะยื่นจมูกใส่ไวน์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยการโฆษณาเอาไวน์เก่าแก่ของแคลิฟอร์เนียมามอบให้ไงคะ”
“รู้สึกว่าคุณเองก็เป็นักเสี่ยงคนหนึ่งเหมือนกันนะมิส ดักลาส” เขายกมือขึ้นกอดอก จับตามองหน้าเธออยู่อย่างสนใจ
“ก็เพราะว่าคุณอยากเสี่ยงในเื่ของฉันน่ะสิคะมิสเตอร์ เทาน์เซ่นด์” เธอตอบกลับไป
“สงสัยว่างานนี้เราอาจจะชนะพร้อมกันทั้งสองคนก็ได้นะ”เขาพูดยิ้ม ๆ “ลองเล่าให้ผมฟังหน่อยสิว่าทําไมคุณถึงมีความรู้เื่สแต๊ก’ส ลีพไวน์ดี ทําการบ้านด้วยหรือไง”
“ถ้าจะให้พูดตามความจริงก็เห็นจะตอบได้เลยค่ะว่าฉันเกิดในนาพ่า วอลเล่ย์” เป็เวลานานหลายปีมาแล้วนับแต่วันที่เธอเดินทางออกจากหุบเขาแห่งนั้นที่เคลลี่ไม่เคยบอกเล่าให้ผู้ใดล่วงรู้เลยว่าเธอมีสายสัมพันธ์อยู่ในแคลิฟอร์เนีย
เธออําพรางอดีตของตัวเองด้วยการสร้างอดีตใหม่ขึ้นมาอดีตใหม่ที่ปราศจากความเจ็บช้ำขมขื่นหรือความรู้สึกเหยียดหยามเช่นที่เคยได้รับมาในชีวิตจริงแต่ทว่าครั้งนี้เคลลี่แน่ใจ ว่าสถานที่เกิดของตนเองเป็องค์ประกอบอันสําคัญที่เธอสามารถจะนํามาใช้ให้เป็ประโยชน์ได้
“จริงหรือนี่...ไม่รู้นะจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ผมคิดว่าคุณเกิดแล้วก็เติบโตขึ้นในไอโอว่าเสียอีก”ฮิวจ์เหลือบตามองโต๊ะทํางานที่ไม่มีเอกสารสิ้นใดวางอยู่แววตาของเขาในยามนี้บ่งบอกความครุ่นคิดราวกําลังทบทวนประวัติที่เซอกรอกลงไว้ในใบสมัคร
“มีคนไม่มากนักหรอกค่ะที่จะเติบโตขึ้นในถิ่นเกิดของตัวเองการโยกย้ายจากสถานที่แห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่งนั้นดจะเป็เื่ธรรมดาที่สุดสําหรับชาวอเมริกันอยู่แล้วและในกรณีของฉันก็คือการย้ายไปอยู่ไอโอว่านั่นเอง”เคลลี่คิดว่าเธอสามารถพูดถึงเื่นี้ได้อย่างเต็มปากโดยไม่จําเป็ต้องกล่าวเท็จกับเขาแต่อย่างใด
“เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ฉันยังเรียนอยู่ในไฮสกูลฉันเกิดความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับบ้านเกิดของตัวเองก็เลยเขียนบทความเกี่ยวกับนาพ่าวอลเล่ย์ เมืองแห่งไวน์ขึ้น แล้วก็ส่งไปลงในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง...ฉันคิดว่าคุณเองก็คงจะยอมรับนะคะว่าไวน์น่ะ ไม่ว่าจะเป็วิธีการผลิตหรือวิธีการดื่ม ล้วนแล้วแต่เป็สิ่งที่น่าสนใจมันมีเสน่ห์อยู่ในตัวมันเองสําหรับทุกคนอยู่แล้ว”
“จริงครับ” เขาตอบอย่างยอมรับ“พอคุณพูดอย่างนี้ทําให้ผมชักอยากอ่านบทความที่คุณเขียนชิ้นนั้นเสียแล้วสิ”
“ฉันจะลองหาดูแล้วก็ส่งสําเนามาให้นะคะ”เคลลี่พูดหน้าตาเฉย เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่เคยเขียนบทความ ชิ้นนั้นและถึงแม้ว่าจะเขียนและยังเก็บรักษาต้นฉบับอยู่เธอก็จะไม่มีวันส่งมาให้เขาอย่างแน่นอน “เห็นจะต้องเตือนไว้ก่อนนะคะ ว่ามันเป็การเขียนแบบสมัครเล่นเท่านั้นฉันเขียนขึ้นเพราะอยากภาคภูมิใจที่มีผลงานของตัวเองในหน้าหนังสือพิมพ์บ้างเท่านั้นละค่ะ”
“ซึ่งนั่นก็คงจะเป็ก่อนหน้าที่คุณจะเกิดความสนใจงานด้านโทรทัศน์สินะ”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วตอนนี้คุณมีความปรารถนาในอะไรบ้างล่ะ”
“ฉันตั้งเป้าหมายไว้ให้ชีวิตของตัวเองว่าเมื่อไหร่อายุสามสิบ เมื่อนั้นฉันจะต้องเป็นักข่าวผู้มีชื่อเสียงค่ะ”เคลลี่ตอบเรียบ ๆ
“แล้วตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“ยี่สิบเจ็ดค่ะ”
“ก็ยังมีเวลามากพอที่จะทําได้...”เขาผงกศีรษะน้อย ๆ อยู่กับตนเอง แล้วจึงได้หันมามองเธอเต็มตาทั้งที่ยังอยู่ในท่ากอดอก“ผมคิดว่าถ้าคุณจะโยนแว่นตาขอบกระอันนั้นทิ้งไปเสีย จัดการตกแต่งทรงผมเสียใหม่สวมใส่เสื้อผ้าตามแฟชั่นที่กําลังอยู่ในสมัยนิยมท่าทางเหมือนครูของคุณมันอาจจะใช้ได้ผลในเซ้นท์ หลุยส์ แต่สําหรับที่นี่เห็นจะไม่สําเร็จหรอก”
เคลลี่นั่งตัวแข็งไปทันทีเ็ปกับการที่เขาวิจารณ์บุคลิกลักษณะของเธอออกมาตรง ๆ จับเท้าแขนเก้าอี้ไว้แน่นเพื่อไม่ให้มันกระชากแว่นตาที่สวมใส่อยู่เหวี่ยงทิ้งและยังโบว์อันใหญ่ที่รัดรวบพวงผมสีเข้มนั่นไว้ด้วย
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนสวยแต่ก็เป็คนมีเสน่ห์พอตัวและอย่างน้อยเธอก็ได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดแล้วที่จะได้สิ่งเสริมสร้างบุคลิกเหล่านี้มาจึงรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่ถูกเขาวิจารณ์เอาซึ่งหน้าเช่นนี้มันเจ็บช้ำเกินกว่าที่เขาจะรู้มากนัก
แต่ชีวิตในวัยเยาว์ที่ผ่านมาเธอไม่เคยต้องทุกข์ทนกับคําล้อเลียนของเพื่อนนักเรียนที่ะโร้องเป็เพลงกันเจื้อยแจ้วกลางสนามเด็กเล่นหรอกหรือ...เธอไม่เคยได้ยินถ้อยคําที่ร้องรับเป็เพลงว่า...ยายอ้วน...ยายอ้วน...สองคูณสี่...ออกประตูไม่ได้...นั่นหรอกหรือ...
เคลลี่รู้ดีว่าสิ่งนี้จะฝังลึกอยู่ในความทรงจําของเธอตลอดไปอย่างไม่มีวันลืมได้แต่เธอจะไม่มีวันวิ่งหนีและะเิเสียงร้องไห้อีกต่อไปนานนักหนามาแล้วที่เคลลี่ได้เฝ้าอบรมตัวเองที่จะไม่แสดงความเจ็บช้ำในคําพูดของคนอื่นออกมาให้ใครเห็น
และขณะนี้เธอก็เพียงแต่ประสานมือจรดจ้องมองเคลลี่ด้วยสายตาเ็า
“บุคลิกลักษณะของฉันไม่เกี่ยวกับความสามารถในการทํางานนะคะ”
สีหน้าของเขา และยังแววตาคู่นั้นฉายแววขบขัน
“แต่ผมมีความคิดในเื่นี้แตกต่างกับคุณมากทีเดียวนะมิสดักลาส คุณจะต้องไม่ลืมว่าโทรทัศน์เป็สื่อมวลชนที่สามารถมองเห็นภาพได้เพราะฉะนั้นบุคลิกภาพของพิธีกรคือสิ่งสําคัญอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นรูปร่างหน้าตาของคุณจึงมีความสําคัญเป็พิเศษสําหรับงานแขนงนี้”