บทที่ 1 ออกจากกรง
เส้นทางสู่จุดสูงสุดนั้นยากจะคาดเดา แม้ใช้เวลาทั้งชีวิตของเซียนตนหนึ่ง ก็ไม่อาจไปถึงจุดหมายปลายทาง
ดินแดนที่อยู่สูงที่สุดของห่วงโซ่ เรียกกันว่าแดนเทพ เหนือแดนเทพขึ้นไป ยังคงมีดินแดนที่เหล่าเทพกราบไหว้
ดินแดนที่ถูกปกครองโดยคนคนเดียวมากว่าเจ็ดแสนปี
คนผู้นั้นคือราชันย์กระบี่ ผู้กำเนิดขึ้นมาจากแดนเทพาอันหน้าหวาดกลัว
ผู้แตกฉานมรรคากระบี่ บรรลุผ่านพื้นฐานพลังขั้น “จารึกพงศาวดาร” สู่ขั้น “อนันตกาล” ด้วยการบัญญัติหมื่นเพลงกระบี่หมื่นมรรคา
แม้แต่เทพ์ยังต้องหวาดกลัว ทุกเคล็ดกระบี่ของเขาสามารถสังหารเทพได้เพียงชั่วลมหายใจ
แต่ทุกสรรพชีวิตล้วนไม่จีรัง เมื่อเวลาหมื่นพันล้านปีผ่านไป ราชันย์กระบี่ก็ไม่อาจบรรลุขั้นต่อไปได้
แม้ร่างกายจะเป็ะ ยังคงหนุ่มแน่น แต่จิติญญาของเขากลับเหนื่อยล้า สุดท้ายจึงตกตายไปอย่างเงียบเชียบ
เพราะตลอดหมื่นพันล้านปีมานี้ เขาไม่เคยหยุดพักในการฝึกตน ผลสุดท้ายจิติญญาจึงแตกสลายด้วยความเหนื่อยล้าลงในที่สุด…
…..
วันเวลาผ่านไปอีกหลายล้านปี
ณ สถานที่ซึ่งถูกเรียกว่าโลก มันมีขนาดใหญ่สำหรับผู้คนบนโลก แต่เล็กมากในสายตาของคนภายนอก
บริเวณเสี้ยวหนึ่งของโลก เป็ที่ตั้งของจักรวรรดิ “โรคาเดียร์” ซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิคาเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่
จักรวรรดิโรคาเดียร์ได้ทำากับแคว้น"ต้าโต" ซึ่งเป็แคว้นเล็ก ๆ ติดกับชายแดนจักรวรรดิโรคาเดียร์
ด้วยสภาพความแห้งแล้งของต้าโต เมื่อทำาเพียงเจ็ดเดือน ก็เกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากรอย่างรุนแรง จึงยอมจำนนต่อจักรวรรดิโรคาเดียร์ในที่สุด
ด้วยความเมตตาของจักรพรรดิคาเตอร์ที่ปกครองโรคาเดียร์ ทรงเห็นว่าาาต้าโตยอมจำนนเพราะไม่อยากเห็นชาวต้าโตต้องตายเพราะภัยา จึงทรงแต่งตั้งาาต้าโตเป็ดยุคปกครองเมืองต้าโตภายใต้จักรวรรดิโรคาเดียร์
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ดยุคเมืองต้าโตยังต้องตกลงที่จะมอบบุตรชายวัยสามขวบให้เป็ตัวประกันในวังจักรพรรดิ
…..
เวลาผ่านไป สิบเจ็ดปี
ณ มหาราชวังอันใหญ่โตที่เทียบเท่าเมืองขนาดกลางเมืองหนึ่ง เป็วังหลวงแห่งจักรวรรดิโรคาเดียร์
ภายในปราสาททิศตะวันตกในเขตวังหลวง ชายหนุ่มผู้สวมชุดขาวทำจากผ้าเนื้อดี กำลังยืนที่ริมหน้าต่าง ขณะอ่านจดหมายที่ส่งมาจากเมืองต้าโต เป็ของบิดาของเขาที่ส่งมาโดยคณะเดินทาง
เนื้อความในจดหมายนั้นทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อย
"สิบเจ็ดปีที่ข้าอยู่ที่นี่ในฐานะ ตัวประกัน" เขาเงียบโดยพลัน
แล้วเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอย่างยิ่ง จนดูงดงามดั่งภาพวาด พร้อมกับเส้นผมสีเงินยาวสลวยลงมาถึงเข็มขัดดุจสายธารแห่งแสงจันทร์
เมื่อเขามองออกนอกหน้าต่าง ก็พึมพำขึ้น "หิมะจะหยุดลงในไม่ช้า"
…..
หิมะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปราสาทหลายสิบหลังในเขตมหาราชวังกลายเป็สีขาวโพลน ไม่เว้นแม้แต่ต้นไม้ขนาดใหญ่
ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีเงินดุจแสงจันทร์ เดินถือร่มฝ่าเปลวหิมะ มาจนถึงหน้าปราสาทขนาดใหญ่หลังหนึ่ง
สาวใช้เปิดประตูให้ชายหนุ่มเดินเข้ามาด้วยท่าทางนอบน้อม
ภายในห้องรับแขกที่มีเตาผิงขนาดใหญ่ เงียบสงบและอบอุ่นได้ยินเสียงของเปลวไฟในเตาผิงที่กำลังลุกโชน ด้านข้างมีโซฟาตั้งอยู่
บนโซฟานั้น มีร่างของหญิงสาวผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน อันเป็เอกลักษณ์ นางนอนเหยียดท่อนขาขาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระโปรงหนาสีครีม สวมเสื้อแขนยาวสีขาวที่เผยให้เห็นลำคอระหงมาจนถึงหัวไหล่ขาวกลม มือเรียวดุจหยกถือหนังสือไว้
ใบหน้าที่เรียวงาม มองหนังสือที่อ่านอย่างตั้งใจ จนเมื่อมีแขกคนสำคัญมาเยือน แววตาจึงเปลี่ยนเป็เย้ายวนแล้วค่อยสงบนิ่ง
"ในที่สุดเ้าก็มา สหายข้า" นางกล่าวเสียงเรียบ
"คำนับองค์หญิงแครี่" ชายหนุ่มเรือนผมสีเงินโค้งตัว พร้อมกับแนบมือขวากับอกซ้าย เป็การทักทาย
เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
"ถึงกำหนดเวลาที่นัดหมายไว้แล้ว มิทราบองค์หญิงพบสิ่งที่กระหม่อม้าหรือไม่"
แครี่ขมวดคิ้ว "การ์ม เ้าอวดเก่งเกินไปหรือไม่ เห็นหน้าข้าแล้วก็พูดถึงผลประโยชน์ของเ้าทันที สมควรแล้วรึ "
"กระหม่อมมิบังอาจ"การ์มรีบอธิบายว่า "กระหม่อมร้อนใจเกินไปหน่อย ต้องขออภัย"
"เช่นนั้นหรือ"
องค์หญิงใช้นิ้วเรียวแตะริมฝีปากแล้วลากผ่านไปที่หัวไหล่ขาวกลมจดเกิดรอยแดง จากนั้นจับไปที่กลีบแขนเสื้อของตน ปรากฏเม็ดยาสีเขียวอ่อนขึ้นในมือ
นางเอ่ยว่า "ข้าได้มันมาแล้ว เม็ดยาเพิ่มพลังชีวิต"
"ขอกระหม่อมตรวจสอบดู" ชายหนุ่มยื่นมือออกไปรับ
แต่หญิงสาวรีบหดมือกลับ และเอ่ยขึ้นว่า "เ้าต้องสัญญาว่าจะทำตามคำขอของข้าหนึ่งอย่าง"
"องค์หญิง้าสิ่งใดขอรับ" การ์มถามนางทันที
"เ้ารับปากข้าเสียก่อน" แครี่เม้มปาก
การ์มงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับ
เขาเอามือแนบอกพร้อมกล่าวคำสัญญา
"ข้าน้อย การ์ม คลาสซิล ขอสัญญาต่อทวยเทพว่าจะทำตามคำขอขององค์หญิงแครี่หนึ่งข้อ โดยไม่มีเงื่อนไข"
แครี่เผยรอยยิ้มอันเย้ายวน นางบิดตัวบนโซฟาแล้วนั่งไขว้ขา เผยให้เห็นเท้าขาวผ่อง แล้วยื่นเม็ดยาให้ชายหนุ่มตรงหน้า
และกล่าวว่า "เม็ดยานี้จะเพิ่มพลังชีวิตให้เ้าสองปี"
"แล้วคำขอของท่านเล่า" ชายหนุ่มถามกลับ
"รอให้ถึงเวลาเสียก่อน ข้าถึงจะบอกเ้า" องค์หญิงยิ้มหวาน
การ์มตอบรับแล้วหยิบเม็ดยาเพิ่มพลังชีวิตมา
"ขอบพระคุณองค์หญิง"
กล่าวจบเขาก็เตรียมตัวกลับ
แต่องค์หญิงแครี่ห้ามด้วยท่าทีซุกซน “เ้าอย่าเพิ่งไป”
"ขอรับองค์หญิง ? " การ์มเคยชินกับนิสัยของอีกฝ่ายอยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจอะไรมาก
"ยื่นมือมานี่"นางกล่าว
การ์มยื่นมือไปให้นาง
องค์หญิงกุ่มมือของเขาไว้ ใบหน้านางแดงระเรื่อ เมื่อสะท้อนกับแสงจากเปลวไฟจึงดูงดงามเหลือเชื่อ แม้การ์มจะเป็ผู้ชายเ็า ก็ยังอดใจสั่นมิได้
"มีอันใดหรือขอรับ"เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
มือเรียวดุจหยกเปิดแขนเสื้อของชายหนุ่มออก เผยให้เห็นกำไรสีแดงฉานที่รัดข้อมือข้างขวาของเขามานานหลายปี
มันคือ กำไลผนึกเวทย์
กำไลผนึกเวทย์คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ไม่สามารถตอบสนองต่อพลังเวทมนตร์ในธรรมชาติได้ การ์มถูกใส่กำไลนี้มาั้แ่อายุสามขวบ ทำให้เขาฝึกเวทมนตร์มิได้
แครี่นำกุญแจดอกเล็กเท่าเล็บมือออกมา แล้วไขที่ตัวกำไล ทำให้มันก็ขยายขนาดขึ้นและหลุดออกจากข้อมือของการ์ม
ชายหนุ่มสั่นสะท้าน จ้องมองใบหน้าของหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ
"ขอบพระคุณขอรับองค์หญิง" เขาแนบมือกับหน้าอกขณะกล่าวอย่างเคารพ
"เ้ากลับบ้านเกิดครั้งนี้เพื่อเข้ารับการแต่งงานเช่นนั้นหรือ "องค์หญิงเอ่ยถามขณะสบตาอีกฝ่าย
"ขอรับ เื่การแต่งงานข้ามิอาจเลือกได้" เขาพยักหน้ารับ
"งั้นเหรอ ข้าอยากรู้นักว่าเ้าสาวจะถูกใจเ้าหรือไม่ ? "องหญิงมองค้อน
"ถ้าข้าได้พบนางแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายมาบอกท่านนะขอรับ"
เขาตอบทีเล่นทีจริง ทำให้หญิงสาวมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
องค์หญิงถอนหายใจ กล่าว "เ้ากลับไปได้แล้ว ถ้า..."
นางคล้าย้าจะพูดอะไรต่อ แต่กลับเงียบเสียงลง
"ขอบคุณสำหรับทุกอย่างองค์หญิงแครี่ สหายของข้า" ชายหนุ่มกล่าวอย่างจริงจังแล้วหมุนตัวจากไปในทันที
องค์หญิงนิ่งงันไปสักพัก ก่อนที่ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มอันพึงพอใจ
.....
หลายปีมาแล้ว ั้แ่เซียนกระบี่อย่างเขาได้จุติใหม่บนโลกใบนี้ จนอายุครบยี่สิบปี จึงได้รับอิสระมา เมื่อกำไลผนึกเวทย์ถูกปลดออก ชายหนุ่มจึงสามารถััได้ถึงพลังิญญาอีกครั้ง
ซึ่งมันคือพลังที่ทุกคนบนโลกใบนี้เรียกกันว่า"เวทมนตร์
และการฝึกตน ล้วนแต่อาศัยรากฐานที่มาจากพลังิญญาทั้งสิ้น
การ์มเดินกลับมาที่ปราสาทของตน แล้วนั่งเข้าฌานในห้องของเขา
พลังิญญาหรือที่เรียกว่า เวทมนตร์ หลั่งไหลเข้ามาในห้วงแห่งจิตสำนึกอย่างบ้าคลั่ง
ทะเลิญญาขนาดใหญ่ที่เคยแห้งขอดบัดนี้ค่อยๆ ถูกเติมเต็มขึ้นเรื่อย ๆ กระนั้นทะเลิญญานี้ก็ใหญ่โตเกินกว่าจะเติมเต็มได้ในเวลาอันสั้น ทำให้การทะลวงขั้นไม่สามารถทำได้โดยเร็ว
พื้นฐานฝึกตนจะแบ่งออกเป็ 4 ขั้น
1.หลอมลมปราณ
2.รวมปราณจิต
3.สำนึกในมรรค
4.ทะลวงนภา
ส่วนพื้นฐานเซียนคือ พื้นฐานที่สูงขึ้นไป เหนือกว่าพื้นฐานฝึกตน รายละเอียดนั้น อยากที่จะเข้าใจโดยคนธรรมดา แม้การ์มจะเคยเป็เซียนมาก่อน ก็ไม่อาจทำความเข้าใจใหม่อีกครั้งในตอนที่พื้นฐานฝึกตนของเขายังต่ำเตี้ยเช่นนี้
ชายหนุ่มเข้าชาญทั้งวันทั้งคืน แม้แต่อาหารเช้าก็ไม่รับประทาน เป็เช่นนี้สามวัน เขาจึงออกมาจากห้องส่วนตัว
สาวใช้ในปราสาทต่างเป็ห่วงเขาอย่างมาก เพียงแต่ไม่กล้าจะรบกวน เนืองจากชายหนุ่มเป็คนเ็ามาก ตลอดเวลาที่คอยรับใช้ชายหนุ่มนั้น พวกนางเคยคุยกับเขาไม่เกินสิบครั้งด้วยซ้ำ
การ์มออกจากปราสาทของเขาด้วยชุดของชนชั้นสูง
เสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวที่ถักขึ้นอย่างดี ยาวลงมาจนถึงเข่า กางเกงสีเทายาวจนถึงส้นรองเท้าสีดำ
ชายหนุ่มไม่นิยมสวมหมวกเหมือนชนชั้นสูงทั่วไป เพราะเส้นผมที่ยาวมากนั้นผิดระเบียบของทางการ
เขาจึงไม่้าจะสวมหมวกที่มักจะถูกมองว่าเป็ทหาร
การ์มขึ้นรถม้า แล้วตรงไปยังปราสาทของจักรพรรดิ