ภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐชื่อดัง เสียงเครื่องช่วยหายใจดังเป็จังหวะสลับกับเสียงสั่งการของทีมแพทย์ที่กำลังเร่งช่วยชีวิตชายหนุ่มผู้หนึ่ง ร่างโปร่งของเขานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง อวัยวะภายในเสียหายหนักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ แม้ว่ากฎจราจรจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามขับรถฝ่าทางม้าลาย แต่ก็ยังมีคนที่ไร้จิตสำนึกทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นจนได้
"คนไข้หยุดหายใจแล้ว! เร็ว เข้ากระตุ้นหัวใจ!"
เสียงของแพทย์ผู้ทำการรักษาดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ภายในห้องฉุกเฉินเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทุกคนต่างพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อยื้อชีวิตของชายหนุ่มผู้โชคร้ายไว้
น้ำใจ เป็หนึ่งในเหยื่อของผู้ขับขี่ที่ไม่แยแสต่อชีวิตผู้อื่น แม้จะเป็บริเวณหน้าสถานศึกษา ที่ควรเป็พื้นที่ปลอดภัย แต่ร่างของเขากลับถูกรถพุ่งชนเต็มแรง หน่วยกู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็การด่วน เนื่องจากอวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก
กว่าหนึ่งชั่วโมงของการยื้อชีวิต
แม้คนไข้จะหยุดหายใจไปแล้วถึงสองครั้ง แต่แพทย์ก็สามารถชุบชีวิตกลับมาได้ ทว่าในครั้งที่สาม ไม่ว่าเครื่องกระตุ้นหัวใจจะทำงานหนักเพียงใด ก็ไม่อาจฉุดรั้งิญญาของเขากลับมาได้อีก
เมื่อครบเวลาของกระบวนการช่วยเหลือ ทีมแพทย์จำต้องยุติทุกอย่าง และค่อย ๆ ถอยห่างออกจากเตียงคนไข้
เสียงของหมอเวรเปล่งออกมาอย่างเคร่งขรึม
"คนไข้เสียชีวิต เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาห้าสิบสามนาที แจ้งญาติด้วย"
…
แต่เขาไม่มีญาติให้แจ้ง
น้ำใจเป็เพียงเด็กกำพร้า ที่ถูกแม่นำมาทิ้งไว้ที่วัดั้แ่ยังไม่ถึงเดือน หากวันนั้นหลวงตาแดงไม่พบเข้า คงไม่มี ‘น้ำใจ’ ในวันนี้ หลวงตาเลี้ยงดูเขาด้วยความเมตตา สอนให้เขารู้จักความขยันและอดทน เขาเติบโตขึ้นมาในวัด ทำงานพิเศษส่งเสียตัวเองเรียน กระทั่งสามารถสอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่จีนได้
จนกระทั่ง… วันนี้
วันที่เขาถูกรถชน
ในมือยังคงถือจดหมายจากมหาวิทยาลัย แจ้งว่าน้ำใจได้รับทุนแลกเปลี่ยนไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน ซึ่งเป็ความฝันสูงสุดของเขาที่อยากไปเรียนที่จีนสักครั้งในชีวิต
อาจเป็เพราะได้รับอิทธิพลจากซีรีส์และนิยายจีนที่ชื่นชอบ จึงพยายามเรียนภาษาจีนอย่างหนักจนสามารถสอบชิงทุนมาได้
แต่แล้ว…
์กลับไม่เห็นใจเขาเลย!
ทำไมถึงไม่เห็นความลำบากที่ต้องฝ่าฟันมา? ทำไมถึงต้องมาพรากความฝันของเขาไปตลอดกาล?
…หากจะให้ตาย ขอให้เขาได้ไปใช้ชีวิตที่จีนก่อนเถอะ!
…หรือไม่ก็ขอมีแฟนหล่อ ๆ สักคนก่อนตายก็ยังดี! ไหน ๆ สมรสเท่าเทียมก็ผ่านแล้ว เขาสามารถคบผู้ชายได้อย่างเปิดเผยเสียที
แล้วจะให้เขารีบตายทำไมกัน!?
'เจียอี... เจียอี...'
ใคร...?
เสียงของใคร...?
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง เสียงนั้นแว่วดังซ้ำ ๆ อยู่ในหัว คล้ายกำลังเรียกชื่อของใครบางคน
เขารู้ว่าตัวเองตายแล้ว แต่หลังจากนี้ล่ะ? เขาควรไปที่ไหนต่อ?
ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า น้ำใจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล
เขาเดินไปเรื่อย ๆ ... ผ่านความเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด จนกระทั่งเห็นแสงที่ปลายทางอุโมงค์
ในที่สุด...
ความหวังเรืองรองขึ้นในใจ เขาก้าวเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อพ้นปลายอุโมงค์ ภาพตรงหน้าก็ปรากฏชัดขึ้น
นี่มัน...
กลิ่นหอมของธูปจาง ๆ ลอยอบอวลในอากาศ ห้องที่เขาอยู่ประดับด้วยเครื่องเรือนไม้แกะสลักอย่างประณีต ดูเก่าแก่และทรงคุณค่า ราวกับฉากในซีรีส์จีนโบราณ
เบื้องหน้าของเขา... มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่
ชายชราผู้นั้นแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาว บนศีรษะมีปิ่นหยกปักประดับ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย ทว่าั์ตายังคงเฉียบคมและทรงอำนาจ
"มาแล้วรึ หลิวเจียอี"
น้ำใจนิ่งงัน... หลิวเจียอี? ใครคือหลิวเจียอี?
"ขอโทษนะครับ... ผมชื่อ ‘น้ำใจ’ ไม่ใช่หลิวเจียอี แล้วที่นี่คือที่ไหน?"
ชายชรามองเขานิ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ข้ามีนามว่า ‘ไท่ส่วยเอี้ย’ เป็เทพเ้าคุ้มครองดวงชะตา บัดนี้ข้าลงมาเพื่อจัดการเื่ที่ผิดพลาด..."
เทพเ้า!?
น้ำใจแทบลืมหายใจไปชั่วขณะ นี่เขาได้เจอเทพจีนตัวเป็ ๆ เลยเหรอ!? แล้วทำไมเทพเ้าถึงมายุ่งกับเขาด้วย!?
"ข้าจะกล่าวโดยสังเขป" ไท่ส่วยเอี้ยกล่าวต่อ "ในอดีต... ลูกศิษย์ของข้าก่อความผิดร้ายแรงโดยการลักลอบเปลี่ยนแปลงดวงชะตาของผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือเ้า"
"ดะ... เดี๋ยวครับ! หมายความว่าไง!?"
"เ้า... แต่เดิมควรมีดวงชะตาั เป็ผู้ที่มีบุญวาสนายิ่งใหญ่ ทว่ากลับถูกศิษย์ของข้าสลับชะตากับผู้อื่น ด้วยเหตุนี้เ้าจึงต้องเติบโตมาอย่างยากลำบากในชาติก่อน"
น้ำใจรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ดวงชะตาของเขาถูกสลับไปงั้นเหรอ?
"แต่ในเมื่อเ้าสิ้นอายุขัยแล้ว ข้าจะขอชดเชยให้..."
"ชดเชย?"
"ข้าจะส่งเ้าไปเกิดใหม่ในร่างใหม่ เ้าจงใช้ชีวิตให้ดี ครอบครัวใหม่ของเ้าจะมีเกียรติรุ่งเรืองด้วยน้ำพักน้ำแรงของเ้า... แต่อย่าได้หลงละเริงไปกับอำนาจและทรัพย์สิน"
เสียงของไท่ส่วยเอี้ยเริ่มแ่ลง หรือบางทีสติของน้ำใจอาจเริ่มดับวูบลงอีกครั้ง...
ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลง เขาได้ยินเพียงเสียงสุดท้ายของเทพชราผู้นั้น
"ลาก่อน... หลิวเจียอี"
...
"เจียอี... เจียอี"
เสียงเรียกแ่เบาดังอยู่ข้างหู คล้ายกระแสน้ำอันแ่เบาที่กระเพื่อมบนผิวน้ำ ปลุกให้เปลือกตาสีอ่อนขยับไหว ก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ
สิ่งแรกที่เห็นคือแผ่นไม้เก่าสีน้ำตาลเข้มเหนือศีรษะ รอยแตกเล็ก ๆ ตามเนื้อไม้บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ยาวนาน แสงแดดสีอ่อนลอดผ่านช่องเล็ก ๆ สาดกระทบลงบนร่างอ่อนแรง กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นไม้แห้ง ให้ความรู้สึกอบอุ่นและแปลกตาไปพร้อมกัน
ที่นี่... ที่ไหน?
ดวงตาเรียวกระพริบถี่ ๆ พยายามปรับโฟกัส ภาพเบลอรอบกายเริ่มแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย ร่างกายรู้สึกหนักอึ้ง และอ่อนล้าอย่างน่าประหลาด ราวกับถูกรีดพลังไปจนหมด
"เจียอี เ้าเป็เช่นไรบ้าง?"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านข้าง น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความกังวล
น้ำใจหันไปมองตามเสียงช้า ๆ ภาพบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้ม อายุราวสิบแปดสิบเก้าปี ท่วงท่าสงบนิ่งและดูกำยำ เขาสวมอาภรณ์จีนโบราณที่ดูเรียบง่าย ผ้าฝ้ายหนาสีเข้มให้ความรู้สึกอบอุ่น คงเป็เพราะอากาศหนาวเย็น ใบหน้าของเขาฉายแววเคร่งขรึม แต่แววตากลับสะท้อนถึงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง
ใครกัน...?
"……"
น้ำใจไม่ตอบ ได้แต่มองบุรุษตรงหน้าอย่างงุนงง ความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผิดปกติเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ร่างกายนี้... ไม่ใช่ของเรา
ความคิดแรกแวบเข้ามาในหัว
แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ ๆ ความเ็ปราวกับถูกค้อนเหล็กกระหน่ำลงมาก็แล่นเข้าสู่ศีรษะ
"อึก...!"
เจ็บแปลบ!
มือเรียวยกขึ้นกุมขมับแน่น ใบหน้าเบ้าด้วยความทรมาน ดวงตาหรี่ลงจากแรงปวด
โม่โฉวที่นั่งเฝ้าดูอยู่ข้างเตียง รีบขยับตัวเข้ามาใกล้ทันที มือหนายกขึ้นหมายจะประคอง แต่ก็ชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้อย่างไร
"เจียอี เ้าเป็อะไรหรือไม่?"
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยความห่วงใย แม้จะพูดน้อย แต่ความรู้สึกกลับปรากฏชัดเจนในดวงตาคู่นั้น
แต่ตอนนี้น้ำใจไม่ได้ยินสิ่งใดอีกแล้ว
ความทรงจำของร่างนี้กำลังหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด ราวกับเกลียวคลื่นที่ถาโถมเข้าสู่จิตใจ
ความทรงจำของ 'หลิวเจียอี'
'ข้าคือ... หลิวเจียอี'
เกอน้อยแห่งบ้านหลิว เด็กที่เกิดมาพร้อมชะตากรรมอันแสนอาภัพ
ั้แ่วันที่บิดามารดาจากไป บ้านหลิวที่ควรเป็ครอบครัวกลับกลายเป็ขุมนรก ฟางอิ่งท่านย่าผู้เกลียดชังเกอเป็ทุนเดิม กดขี่เขาเยี่ยงทาส งานหนักทุกอย่างตกอยู่ที่เขาเพียงผู้เดียว ขณะที่หลานคนอื่นใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ทุกวันเขาได้กินเพียงข้าวต้มจืด ๆ กับธัญพืชเนื้อหยาบ เงินที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ก็ถูกริบไปจนหมด อ้างว่าเป็ 'บุญคุณ' ที่ต้องทดแทน
และเมื่อปีนี้ฤดูหนาวยาวนานกว่าปกติ อาหารที่กักตุนไว้ร่อยหรอ ท่านย่าจึงตัดสินใจ... ขายเขาให้โรงค้าทาส!
'พวกนั้น... คิดจะขายเจียอีไปเป็ทาส!'
หากเจียอีถูกขายไป... ชีวิตคงจบสิ้น
ทว่า...
เหมือนโชคชะตาจะเมตตาเขาอยู่บ้าง
โม่โฉวชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่มาขอเขาแต่งงานก่อนจะถูกขายไป
แม้จะเป็เพียงการแต่งงานตามขนบธรรมเนียมของหมู่บ้าน แต่มันก็เป็โอกาสเดียวที่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากขุมนรก
'หากเ้าแต่งเข้ามาในบ้านข้า เ้าจะเป็ภรรยาของข้า... และข้าจะดูแลเ้า'
คำพูดเ่าั้แว่วก้องอยู่ในหัว
ดวงตากลมเรียวของ "หลิวเจียอี" หรือ "น้ำใจ" ในร่างนี้พลันสั่นไหว
'บ้านหลิว...'
ความคับแค้นที่ร่างเดิมต้องเผชิญยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใจ เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามสงบจิตใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษที่นั่งอยู่ข้างเตียง
"ข้าไม่เป็ไรขอรับ... พี่โม่ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้ว"
แม้เสียงจะยังแ่เบา แต่กลับทำให้โม่โฉวถอนหายใจอย่างโล่งอก
"เ้ายังอ่อนแออยู่ พักผ่อนอีกหน่อยเถิด"
เขาเอ่ยเสียงทุ้ม ก่อนจะลุกขึ้นยืน "เมื่อยามเฉิน ท่านแม่ทำโจ๊กมาให้ข้า เดี๋ยวข้าไปนำมาให้เ้ากิน เ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน"
เจียอีพยักหน้ารับเบา ๆ มองแผ่นหลังกว้างของสามีที่เดินออกไป ก่อนจะค่อย ๆ กำมือของตัวเองแน่น
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน...! น้ำใจ... ไม่ใช่สิ ตอนนี้ข้าคือหลิวเจียอีแล้วจริง ๆ หรือ? นี่ไม่ใช่แค่ความฝันใช่ไหม?
…
หากกล่าวถึงโม่โฉว... สามีผู้เงียบขรึมของเจียอีแล้วนั้น...
โม่โฉวเลือกที่จะแยกบ้านออกมาอยู่เองั้แ่อายุสิบหกหนาว
ไม่ใช่เพราะทะเลาะกับครอบครัว หรือถูกขับไล่แต่อย่างใด แต่เป็เพราะบ้านใหญ่ของสกุลจางมีพื้นที่จำกัด การต้องอาศัยอยู่ร่วมกันหลายชีวิต ทั้งบิดา มารดา พี่ชาย พี่สะใภ้ น้องชาย และน้องสาว ทำให้เกิดความอึดอัดเป็ธรรมดา
ปีนั้นเป็่เดียวกับที่พี่ใหญ่แต่งพี่สะใภ้เข้าบ้าน โม่โฉวที่เติบโตเป็หนุ่มเต็มวัยแล้ว จึงขออนุญาตแยกออกมาอยู่เองในที่ดินเก่าท้ายหมู่บ้าน
แม้พื้นที่แห่งนี้จะอยู่ห่างจากหน้าหมู่บ้านออกไปเล็กน้อย แต่ระยะทางก็ไม่ถือว่าลำบากเกินไป ใช้เวลาเดินเพียงครึ่งเค่อก็ถึงบ้านใหญ่ อีกทั้งยังอยู่ติดกับแม่น้ำและทางขึ้นูเา ซึ่งเป็ทำเลที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตแบบเขา
เพราะโม่โฉวไม่ใช่บุรุษที่ทำงานในเมืองเหมือนชายคนอื่น ๆ เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการออกล่าสัตว์และเก็บสมุนไพรไปขาย การได้อยู่ใกล้ป่าเขาเช่นนี้จึงถือเป็ข้อได้เปรียบมากกว่า
…
เจียอีนั่งอยู่บนฟูกไม้เรียบง่าย มีถ้วยโจ๊กไข่วางอยู่ตรงหน้า
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวและน้ำซุปอุ่น ๆ ลอยคลุ้งขึ้นมากระตุ้นความหิว โจ๊กนี้เป็ฝีมือของหยุนผิง แม่สามีของเขา แม้รสชาติจะจืดไปเล็กน้อยตามแบบฉบับของชาวบ้าน แต่ด้วยความหิวจากการนอนซมมาหลายวัน เจียอีก็จัดการกินจนหมดถ้วยอย่างรวดเร็ว
โม่โฉวที่นั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ เห็นดังนั้นก็คลายสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
"ข้ายกถ้วยไปล้างเอง เ้านอนพักเถิด"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น ก่อนที่มือหนาจะหยิบถ้วยแล้วลุกออกจากห้องไปโดยไม่รอคำตอบ
เจียอีมองตามแผ่นหลังกว้างของสามีไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ
เงียบขรึมจริง ๆ …
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวกันเสร็จ ทั้งสองก็มานั่งอยู่บนฟูกเช่นเดิม
โม่โฉวนั่งอยู่ฝั่งริมข้างนอก ส่วนเจียอีอยู่ด้านใน ฝั่งติดผนังห้อง เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้นั่งพูดคุยกันอย่างเป็ทางการในฐานะสามีภรรยา
แม้จะเป็เพียงบทสนทนาสั้น ๆ แต่ก็ทำให้เจียอีเริ่มเข้าใจผู้ชายที่ตัวเองแต่งงานมาด้วยมากขึ้น
โม่โฉวแม้จะพูดน้อย แต่ก็ไม่ได้เ็าอย่างที่คิด หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าเขาแสดงความห่วงใยผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด
ถึงแม้ทั้งสองจะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของกันและกัน
ชื่อของ หลิวเจียอี เป็ที่กล่าวถึงในหมู่ชาวบ้านมานานหลายปี ข่าวลือเกี่ยวกับความรันทดของเกอบ้านหลิวแพร่สะพัดไปทั่ว โม่โฉวเองก็เคยได้ยินอยู่ไม่น้อย
และเมื่อรู้ว่าฟางอิ่งตั้งใจจะขายเจียอีให้โรงค้าทาส เขาจึงตัดสินใจเข้าไปขอแต่งงาน ด้วยความสงสารเป็หลัก
ส่วนทางฝั่งเจียอีเองก็เคยได้ยินชื่อ โม่โฉว มาก่อนเช่นกัน
แต่ไม่ใช่เพราะข่าวลือเกี่ยวกับตัวเขาโดยตรง...
หากแต่เป็เพราะ ‘เซียวหลิน’ ลูกพี่ลูกน้องของเขา หญิงสาววัยเดียวกันที่เฝ้าเพ้อฝันถึงบุรุษผู้หนึ่งอยู่เสมอ
เซียวหลินหลงใหลในตัวโม่โฉวมาเนิ่นนาน นางมักจะพูดถึงเขาบ่อย ๆ ทั้งชื่นชมในความขยันขันแข็ง และคาดหวังว่าสักวันหนึ่ง บุรุษผู้นี้จะมาสู่ขอนางไปเป็ภรรยา
แต่สุดท้าย... บุรุษที่นางเฝ้าหวังกลับพามารดามาสู่ขอ หลิวเจียอี
เมื่อเซียวหลินรู้ข่าว นางก็คัดค้านอย่างหนัก นางไม่ยินยอมให้เจียอีได้แต่งกับชายที่ตนเองหมายตา
แต่ไม่ว่าจะคัดค้านเช่นไร บิดามารดาของนางกลับไม่ได้เห็นด้วย
พวกเขาเตือนสติลูกสาวว่าบ้านจางไม่ได้ร่ำรวยนัก หากจะแต่งงาน ก็ควรหาคนในเมืองที่มีฐานะดีกว่า ไม่ใช่บุรุษบ้านป่าเช่นโม่โฉว แม้แต่ฟางอิ่ง ท่านย่าของนางก็เห็นด้วยกับเื่นี้
สุดท้าย เซียวหลินทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเจ็บใจ โทษว่าเป็ความผิดของเจียอี
คืนวันแต่งงานของพวกเขาแตกต่างจากคู่สามีภรรยาทั่วไป
ขณะที่เ้าสาวคนอื่นนั่งอยู่บนเกี้ยว ถูกส่งตัวเข้าห้องหอกันอย่างสมเกียรติ เจียอีกลับหมดสติจากพิษไข้
เมื่อโม่โฉวเห็นว่าภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามายังนอนซมอยู่ในห้องเก็บฟืนของบ้านหลิว เขาก็อุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาโดยไม่ลังเล แล้วเดินออกจากเรือนไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองฟางอิ่งหรือใครในบ้านนั้นอีก
…เขาไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณ
มีเพียงอ้อมแขนอบอุ่นที่โอบรัดร่างของเจียอีไว้มั่น แล้วพากลับมายังบ้านจาง
ข้าขอบคุณท่านจริง ๆ
เมื่อหวนคิดถึงเื่ทั้งหมดแล้ว เจียอีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำขอบคุณออกมา
"พี่โม่ ข้าขอบคุณท่านจริง ๆ ที่รับข้ามาเป็ภรรยา หากไม่ได้ท่าน ข้าคงตายไปแล้ว"
ปลายเสียงแ่เบา แฝงไว้ด้วยความซาบซึ้ง
โม่โฉวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หันมามองภรรยา ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ไม่เป็ไร ข้าเพียงพึงใจในตัวเ้าเท่านั้น ถึงได้แต่งกับเ้า ไม่นับเป็บุญคุณอะไร"
คำพูดตรงไปตรงมาทำให้เจียอีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากจะคลี่ยิ้มบาง ๆ
"ขอบคุณขอรับ"
เมื่อพูดคุยกันได้สักพัก โม่โฉวก็ปล่อยให้ภรรยาได้พักผ่อน ส่วนตัวเขาก็ออกไปกวาดหิมะหน้าบ้านแทน เนื่องจากหากปล่อยเอาไว้เกรงว่าจะทับถมจนกองเป็ูเา
...
จางอี้ซวน เป็บุตรชายคนโตของบ้านจาง ปีนี้อายุยี่สิบหนาวแล้ว
เขาเป็บุรุษร่างสูงใหญ่ ผิวกร้านแดดจากการทำงานหนักมาั้แ่วัยเยาว์ ใบหน้าคมเข้มละม้ายคล้ายกับโม่โฉว แต่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึมและความเป็ผู้นำที่มากกว่าน้องชาย
ในฐานะพี่ชายคนโต อี้ซวนเติบโตขึ้นมาพร้อมความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง นอกจากจะต้องช่วยเหลือบิดาในการดูแลครอบครัวแล้ว ยังต้องเป็ที่พึ่งพาของน้องชายและน้องสาวอีกด้วย
เขารักน้องทุกคน แต่หากพูดถึงโม่โฉว... น้องชายคนรองผู้นี้เป็คนที่เขาเป็ห่วงมากที่สุด
โม่โฉวเป็คนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด หากแต่จิตใจดี ซื่อตรง และหนักแน่น อี้ซวนรู้ดีว่าน้องชายของเขาเป็คนเช่นไร
เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่โม่โฉวขอแยกบ้านออกไปอยู่ลำพัง อี้ซวนก็เป็คนหนึ่งที่คัดค้าน แม้จะเข้าใจเหตุผลของน้องชาย แต่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้
‘เ้าไปอยู่ลำพัง จะดูแลตัวเองไหวหรือ?’
‘ข้าดูแลตัวเองได้ พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล’
คำตอบของโม่โฉวในวันนั้นหนักแน่นและมั่นคง และสุดท้ายน้องชายของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถดูแลตัวเองได้จริง ๆ
อี้ซวนจึงไม่ได้กล่าวห้ามอีกต่อไป เพียงแต่คอยแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนน้องชายเป็ระยะ ๆ
"น้องสะใภ้ของข้าเป็เช่นไรบ้าง?"
วันนี้ก็เช่นกัน อี้ซวนตั้งใจมาหาโม่โฉวพร้อมนำอาหารมื้อเที่ยงมาให้
ั้แ่รู้ข่าวว่าน้องชายแต่งงาน เขายังไม่เคยมีโอกาสได้มาดูภรรยาของน้องชายอย่างจริงจัง วันนี้เป็ครั้งแรกที่เขาจะได้พบหน้าเกอสกุลหลิว
ทันทีที่เดินเข้ามาถึงหน้าเรือน ก็เห็นโม่โฉวกำลังกวาดหิมะอยู่ อี้ซวนจึงเอ่ยทักขึ้น
"ทำไมต้องลำบากขนาดนี้? หิมะมันก็ตกทุกวัน"
"ข้ากวาดออกให้ทางเดินสะดวก ภรรยาจะได้ไม่ลื่น"
โม่โฉวตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองพี่ชาย ทำให้ริมฝีปากของอี้ซวนกระตุกเล็กน้อย
"เ้าใส่ใจภรรยาดีนี่"
โม่โฉวเงียบ ไม่ได้ตอบอะไร
อี้ซวนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นตะกร้าอาหารที่นำติดมือมาด้วยให้
"นี่เป็น้ำแกงที่ท่านแม่ทำมาให้เ้ากับน้องสะใภ้ ซาลาเปาก็มี ข้ากับหว่านเออร์ช่วยกันทำเมื่อวาน น้องสะใภ้ยังไม่แข็งแรงดี กินของอุ่น ๆ จะได้หายไวขึ้น"
โม่โฉวพยักหน้า รับตะกร้ามาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยถามถึงพี่สะใภ้
"พี่สะใภ้ไม่ได้มาด้วยหรือ?"
"นางอยากมา ข้าห้ามเอาไว้"
"หืม? ทำไม?"
"เ้านั่นแหละที่บอกให้รอหมดหน้าหนาวก่อนมิใช่รึ?"
"..."
โม่โฉวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเบา ๆ "ข้าเกรงว่าพี่สะใภ้จะลำบาก"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น นางเลยทำซาลาเปาส่งมาให้แทน"
โม่โฉวพยักหน้ารับอีกครั้ง
...
เสียงสนทนาเหล่านี้ลอดเข้าไปถึงด้านในเรือน เจียอีที่พึ่งตื่นจากการงีบพักผ่อน ลุกออกมาดูด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่มีใบหน้าคล้ายโม่โฉวถึงเจ็ดส่วน เขาก็เดาได้ทันทีว่า คนผู้นี้คงเป็พี่ชายของสามี
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวออกไปให้ถึงหน้าประตู แววตาคมของอี้ซวนก็จับจ้องมาทางเขาพอดี
"น้องสะใภ้มัวแต่ยืนอะไรตรงนั้น มานั่งตรงนี้เถอะ"
เจียอีสะดุ้งเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจังของอี้ซวน ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวออกมานั่งข้างโม่โฉว พลางเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
"คารวะขอรับพี่ใหญ่ ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท"
อี้ซวนมองสำรวจใบหน้าของน้องสะใภ้อย่างคร่าว ๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ
"อืม... ดูจากสีหน้าแล้ว เ้ายังดูอ่อนแอไปสักหน่อย คงต้องบำรุงร่างกายอีกเยอะ"
"ขอรับ..."
"น้องสะใภ้ไม่ต้องเกร็ง ข้ามิได้ดุเช่นที่เ้าคิด"
อี้ซวนยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
"ข้าได้ยินว่าเ้าป่วยหนักั้แ่ก่อนแต่งงาน แล้วตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง?"
"ดีขึ้นมากแล้วขอรับ พี่โม่ดูแลข้าดีมาก"
เจียอีตอบอย่างจริงใจ ก่อนจะเหลือบมองโม่โฉวที่ยังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้พูดอะไร
"หึ..." อี้ซวนหัวเราะเบา ๆ "ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น"
"ที่บ้านยังมีเ้าสามกับน้องสี่อยู่อีก หากหมดหน้าหนาวข้าจะพาเ้าไปทำความรู้จัก" โม่โฉวเอ่ยขึ้น
"ขอรับพี่โม่"
"พี่สะใภ้เ้าก็อยากมาด้วย แต่ข้าห้ามเอาไว้ก่อน" อี้ซวนเสริม "หว่านเออร์อยากรู้จักเ้ามาก ไว้หมดหน้าหนาวแล้ว ข้าจะพานางมาเยี่ยม"
"ขอรับ ข้ารอพบพี่สะใภ้เช่นกัน"
…
หลังจากพูดคุยกันพอสมควร อี้ซวนก็เอ่ยลาพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ
"ข้าต้องกลับไปทำงานต่อ พวกเ้าก็ดูแลตัวเองดี ๆ"
"พี่ใหญ่เดินทางดี ๆ ขอรับ"
โม่โฉวกับเจียอีเดินออกไปส่งพี่ชายถึงหน้าบ้าน มองดูร่างสูงใหญ่ของอี้ซวนค่อย ๆ ห่างออกไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะ
แม้จะเพิ่งพบกันครั้งแรกอย่างเป็ทางการ แต่เจียอีััได้ว่า "อี้ซวน" เป็คนที่พึ่งพาได้จริง ๆ
เขาไม่ได้พูดมากเหมือนที่สามีนำมาเล่าให้ฟัง แต่กลับเป็คนที่มีบรรยากาศรอบตัวอย่างเป็ธรรมชาติ คำพูดและการกระทำของเขาแฝงไปด้วยความอบอุ่นในแบบฉบับของพี่ชายคนโต
และที่สำคัญ...
พี่ใหญ่ของบ้านจาง ดูเหมือนจะเป็คนที่รักน้องชายมากเลยทีเดียว