“อนึ่งดั่งแสงจันทร์ที่อยู่ข้างรอบกาย”
“อนึ่งดั่งความโหยหาที่อยู่ในใจเรา”
เปลวเพลิงอันเร่าร้อนแผดเผาไปทุกสิ่งที่ไม่มีอะไรเหลือ....
อนึ่งดั่งความกล้าที่อยู่ในหัวใจที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยความเร่าร้อนของเด็กสาวผู้ซึ่งมีจิตใจที่อ่อนไหว..
แต่เพราะความโหยหาที่ไม่อยากเสียสิ่งที่รักไป..
ไม่ยอม..ไม่ยอมอีกแล้ว ไม่มีวัน ฉันจะไม่มีวันให้....
เด็กสาวในกองเพลิงที่เต็มไปด้วยซากปลักหักพังเสียงของเธอนั้นชั่งขมขื่นที่ออกมาพร้อมกับความสิ้นหวังอันริบหลี่
เด็กสาวผู้อยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางเพลิงที่ล้อมเธอไว้เธอหนีไปไหนไม่ได้เพราะเธอนั้นบาจเจ็บสาหัส..
มันคงจะเป็โอกาสสุดท้ายของฉันแล้วสินะแต่ฉันนะจะไม่มีวันทอดทิ้งคนสำคัญของฉันไปเด็ดขาด!
เด็กสาวผู้ซึ่งตอนแรกนั้นที่จมทุกข์และสิ้นหวังแต่เธอนั้นได้ใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการพยุงตัวเองขึ้นมาเพื่อที่จะยืนด้วยลำแข้งตัวเอง
(((((Blaster Extreamss))))
เด็กสาวได้ร่ายพลังบางอย่างออกมาด้วยคำพูดปริศนาและแล้วก็ได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น!!!
ท่ามกลางเปลวเพลิงนั้นได้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าไปทุกๆทางทำให้เปลวเพลิงที่อยู่รอบตัวของเด็กสาวนั้นหายไป..
งั้นสินะ ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอก
“เด็กสาวได้เอ่ยปากพูดกับแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้าของเธอ”
ฉันนะจะไม่ยอมหยุดอยู่กับที่แต่ฉันจะก้าวไปข้างหน้า !!!
เด็กสาวได้รวบรวมพลังใจอันแรงกล้า
ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!------------------------.
“จะไปละนะตัวฉัน”
เด็กสาวได้เอื้อมมือเข้าไปในแสงสว่างที่อยู่ข้างหน้าของเธอและแล้วจากแสงสว่างที่เธอเอื้อมมือไปก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็ดาบ!
เธอนั้นไม่รอช้าที่จะไขว่คว้ามันไว้เพราะมันคือ..อนาคต...
ที่จะก้าวไปข้างหน้า.
เด็กสาวได้วิ่งออกไปพร้อมกับดาบเล่มนั้นเด็กสาววิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับ
--อนาคตในมือเธอ..
--โลกใบนี้ฉันนะจะขอปกป้องแทนเธอเอง..
ในวันที่สุดแสนจะวุ่นวายผู้คนต่างก็ได้ออกไปทำงานกันเป็กิจวัตประจำวัน
ต่างคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ของตนที่ต้องรับผิดชอบในโลกใบนี้ไม่มีใครที่ไม่มีจุดมุ่งหมาย
เห้ออ...มันคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าหากฉันมีงานทำแบบคนอื่นเข้าบ้าง
เด็กสาวผมสีบลอนด์ค่อนไปทางน้ำเงินตาสีน้ำตาลที่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาพร้อมกับตุ๊กตาที่เธอกอดอยู่นั้นเธอได้พูดตัดพ้อกับชีวิตตัวเองขณะเธอนอนอยู่บนเตียงว่า...
เงินก็ไม่มี งานก็ไม่มี แล้วฉันจะไปทำอะไรได้กันละเนี่ยยยยโว๊ยยยยยยย!!!!
ฉัน ชื่อมัยล่า อายุ 19 ปีพึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยสายบริหารมาหมาดๆ
หลายคนที่ได้รู้ฉันพอได้ทราบว่าฉันอายุ 19แล้วพึ่งจบมหาวิทยาลัยมานั้นคงจะต้องใกันไม่น้อยเพราะสาเหตุที่ฉันจบเร็วนั้นเพราะฉันนั้นเรียนได้เกียรตินิยมอันนับ1 จากมหาวิทยาลัย
ขณะเรียน อยู่ ปี 1 …
มันคงเป็เื่บ้ามากแน่ๆที่ฉันเก่งขนาดนี้..
หลายคนต่างก็ชื่นชมฉันว่าฉันเป็คนเก่งแต่ จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้เก่งอะไรเลยกับการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็จริงนี้หลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเอาเสียเลย..
ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็ความผิดของฉันเองที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับการซื้อโดจินกับ ฟิกเกอร์อนิเมะ ที่ฉันชอบ
แต่ก็น้า ก็คนมันชอบนี่นา... ช่วยไม่ได้ ยังไงสะ ฉันก็คงจะหางานทำได้เองละน่า
“.........................”
โอ๊ย...... ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวชะมัด
“ฟุ๊บ”
ฉันได้ทุ่มตุ๊กตาที่เธอกอดนั้นลงพื้นทันทีหลังจากที่เธอนั้นได้ตัดพ้อกับชีวิตตัวเองเสร็จ
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าจากที่ฉันนั้นนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงท้องฉันก็เริ่มที่จะหิว
สะแล้วสิ.....
ฉันได้ตะเกือกตะกายลุกออกจากเตียงเพื่อที่จะไปหาอะไรมากินแก้หิวพอฉันลุกออกมาจากเตียงฉันก็รู้สึกอะไรบางอย่างกับตัวเองทันที
“....”
ก๊อก..
เสียงกระดูกที่ดูเหมือนจะหักจากการนอนอยู่กับที่ไม่ไปไหนทั้งวันของฉันมันทำให้ฉันรู้สึกปวดปรี๊ดและเสียวไปทั้งตัว....
“ฮือ...เจ็บจังเลย”
ฉันได้อุทานกับตัวเองแต่ด้วยความที่ฉันรู้สึกหิวมากฉันจงต้องแบกสังขารตัวเองเพื่อไปหาของกินที่ห้องครัว
ซึ่งพอฉันเดินไปถึงนั้นฉันก็ได้พบปัญญาหาระดับวิกฤตกับตัวเองว่าอาหารที่ฉันเก็บเอาไว้นั้นไม่มีเหลือเลยห้องครัวนั้นก็ว่างเปล่า...
ในอ่างล้างจานก็มีจานที่มีแต่คราบสกปรกที่ยังไม่ได้ล้าง
นี่ฉันไม่ได้ล้างจานมากี่วันแล้วเนี่ย
ด้วยความที่เศษอาหารเริ่มส่งกลิ่นเหม็นฉันจึงทนไม่ได้แน่ๆ ที่จะต้องทนกับกลิ่นแบบนี้
ฉันจึงได้ทน กับการหิว แล้วไปล้างจานจำนวนมากที่ฉันนั้นไม่ได้ล้างไว้เสียก่อน
จนเวลาผ่านไปสักประมาณ 5 นาที ได้ฉันจึงล้างจานเสร็จ
เห้อล้างเสร็จสักที่ เอาเป็ว่าถ้าไม่มีอะไรกินในบ้านฉันก็คงต้องออกไป
ซื้อของมากินเองสะแล้วสิ.
หลังจากนั้นฉันก็ได้เดินออกจากบ้าน
เพื่อออกไปซื้อของมากินเมื่อฉันเดินออกจากบ้านมาสักพัก
ฉันได้เดินตามทางไปเลื่อยๆก็เริ่มเข้าย่านการค้าซึ่งมีผู้คนเยอะแยะมากมายสันจรไปมา
่นี้คนเยอะจังเลยน้า
เมื่อฉันเห็นร้านค้าแฟชั่น กับ ร้านค้าขายเครื่องสำอางก็ทำให้ฉันอดใจไม่ไหวที่จะแวะเข้าไป
พอฉันจะเดินเข้าไปในร้านฉันก็ได้ตระหนักตัวเองในใจว่า ...
--ถ้าเราเดินเข้าไปแล้วคงไม่มีวันมีเงินเหลือพอซื้อของกินแน่ๆ..
ฉันจึงเดินถอยหลังออกมาจากร้านทันทีเมื่อตั้งสติได้
‘’เกือบไปแล้วแฮะเรา”
หลังจากนั้นฉันก็ได้เลือกซื้อของกินไปเลื่อยๆแต่ก็ต้องปวดหัวกับราคาอาหารในเมือง
ที่แพงฉิวเฉียด !!
เฮ้ย! อะไรกันเนี่ยราคาทำไมมันแพงอย่างนี้!!
แค่แกงราดข้าวก็ราคา 35 บาท สะแล้ว.....
นี่ถ้าฉันอยู่บ้านนอกราคาคงไม่แพงขนาดนี้แน่ ๆ
“...........................”
ฉันก็ได้แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากิน
ฉันได้ก้าวเท้าเดินเข้าไปข้างในร้านสะดวกซื้อพอฉันเดินเข้าไปฉันก็ได้พบกับพนักงานต้อนรับที่อยู่หลังแคชเชียร์
กิ๊งก่อง...
เสียงประตู้เลื่อนอัตโนมัติเปิด
“ยินดีต้อนรับครับ”
พนักงานแคชเชียร์ได้พูดต้อนรับกับฉันด้วยความเป็มิตร
ฉันได้เดินเข้าไปตามตรอกที่มีของกินอยู่พอฉันเดินเลือกซื้อของสักพักฉันก็ได้ไปเจอกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฉัน้า..
..แต่!!
พอฉันหยิบซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาดูฉันก็ต้องผงะไปกับราคาที่ถูกสุดๆ
แล้วฉันได้เลื่อนสายตาของตัวเองไปอ่านรายละเอียดของบ่ะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้ว่า
สินค้าโปรโมชั่น!!!!
ขายในจำนวนจำกัด!!
ฉันได้อุทานในใจกับตัวเอวเล็กน้อยเพราฉันไม่เคยเจอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ราคาถูกขนาดนี้มาก่อนเลยแถมโปรโมชั่นเสียอีก ซื้อ 2 แพคขึ้นไปแถมฟรี คูปองส่วนลด 30 %
ฉันจึงไม่รอช้าที่จะเหมาบะหมี่กึ่งสำเร็จที่มีอยู่ในร้านค้าทั้งหมดมา
ฉันรู้สึกโลภเล็กน้อยเมื่อเห็นโปรมชั่นส่วนลดเยอะขนาดนี้..
แต่อย่างน้อยฉันก็รู้สึกดีที่ฉันประหยัดเงินที่เหลืออันน้อยนิดของเดือนนี้ไปได้ตั้งเยอะ
แล้วหลังจากนั้นฉันก็ได้ไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์แล้วจึงเดินออกจากร้านมาพร้อมกับถึงหิ้ว
ถุงใหญ่ที่เต็มไปด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป....
แล้วเมื่อฉันได้เดินออกจากร้านมาสักพักฉันก็รู้สึกเมื่อยจากการเดินไปมา
ฉันจึงได้เดินไปพักเหนื่อยที่ม้านั่งริมมข้างทางเสียหน่อย..
ฉันได้เดินมานั่งที่ม้านั่งริมข้างทางแล้วฉันได้ไปพบกับผู้หญิงที่มีอายุเยอะหว่าฉันกับเด็กผู้ชายตัวเล็กที่ดูจากรูปร่างหน้าตาน่าจะอายุประมาณ 10 ขวบ
ฉันได้เดินไปที่ม้านั่งแล้วนั่งลงสักพักแล้วเมื่อฉันมองไปที่เด็กผู้ชายตัวน้อยฉันก็ยิ้มให้เค้า
แล้วพอคุณผู้หญิงที่ดูมีอายุกว่าฉันหันมาเห็นเธอก็ได้ยิ้มให้กับฉันเช่นกัน
ซึ่งฉันก็ได้คิดในใจว่าพวกเค้า สองคนนั้นต้องเป็แม่ลูกกันแน่ ๆ เลย
แถมเด็กคนนั้นก็ดูเรียบร้อยแล้วก็น่ารักสะด้วยสิ..
ฉันอยากมีลูกแบบนี้จัง..
อ๊ากกกกกกก.....................................................
จู่ ๆ ตัวฉันก็หน้าแดงขึ้นมา..
ทำไมฉันต้องคิดเื่แบบนี้ด้วยเนี่ยนี่ฉันยังอายุแค่19 เองนะ ฉันคิดไปไกลขนาดไหนกันแล้วเนี่ย....!!!
แล้วอีกอย่างฉันก็ยังไม่มีแฟน “...”
ระหว่างที่ฉันกำลังหน้าแดงกับความฝันของฉันอยานั้นเอง
ฉันก็ได้สังเกตเห็นเ้าแมวน้อย สีดำลายสีขาวซึ่งเ้าแมวน้อยตัวนี้ดูเหมือนจะไม่มีเ้าของ
เ้าแมวน้อยตัวนี้มันได้เดินย่องมาหาฉัน
เมี๊ยวว.. เมี๊ยวว.. ๆ
เสียงเ้าแมวตัวน้อยร้องเ้าแมวตัวน้อยมันได้เดินมาใกล้ฉัน
ฉันก็ได้แต่เฝ้ามองมันเพราะฉันเป็คนที่ชอบแมวกับสัตว์ที่มันน่ารักเอามากๆ
เ้าแมวตัวน้อยเดินย่องมาหาฉันแล้วมันก็ได้เข้ามาซุ้ยขาของฉันไปมา
ทำให้ฉันเสียวอยู่ไม่น้อย
ขนของเ้าแมวตัวนี้มันนุ่มเอามากๆ
สักพักเ้าแมวตัวน้อยก็ได้ะโขึ้นมาบนตักของฉันทำให้ฉันใเล็กน้อยที่จู่ๆ เ้าแมวตัวน้อยก็ะโขึ้นมา
พอเ้าแมวตัวน้อยะโขึ้นมาบนตักฉันมันก็ได้จ้องมาที่ตาของฉัน
แต่ไม่รู้เพราะอะไรทำให้ฉันต้องจ้องตามันกลับ
ความรู้สึกของฉันต้อนนี้เหมือนกำลังโดนอะไรบางอย่างทำให้ฉันนั้นเกิดรู้สึกสมองปรอดโปร่งไปหมด.....
นี่เ้าแมวน้อยเธออยากคุยกับฉันงั้นหรอ...
ฉันได้เอ่ยปากถามไปด้วยความสงสัยแต่พอฉันได้เอ่ยปาดถามไปฉันก็ได้แต่งงกับตัวเองว่าฉันจะคุยกับแมวได้ยังไงเพราะแมวมันพูดได้สะที่ไหน...
“ได้สิถ้าเธอเปิดใจฟังเสียงของฉันละนะ”
................
ฉันได้เงียบสักพักหลังจากจากยินเสียวจากที่แมวตัวน้อยพูดออกมา.....
“.....”
ฮ่ะ...ฮ่า....
ไม่จริงใช่มั้ย....
ฉันได้รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกนี่แมวพูดได้งั้นหรอหรืออะไรนี่ฉันคิดไปเองหรือเปล่า?
หรือเพราะว่านี่ฉันตาลายจนเผลอฝันกลางวันไปแล้วแน่ๆ...
ตื่นได้แล้วน่ามัยล่า ฮ่ะ ฮ่า...........
“เ้าไม่ได้ฝันไปหรอกมนุษย์เอ๋ยสิ่งที่เ้าเห็นและได้ยินอยู่นี้ล้วนเป็ความจริงทั้งสิ้น”
เ้าแมวน้อยกล่าว...
หลังจากที่ฉันพอที่จะตั้งสติได้ฉันก็ได้ยินเสียงเ้าแมวน้อยอีกครั้ง
“เ้านั้นคือผู้ที่ตรงตามจุดประสงค์จากอนาคตมากที่สุดที่จะช่วยเหลือโลกใบนึงที่ไม่ใช่โลกที่เ้าอาศัยอยู่นี้ได้”
เ้าแมวน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน...
“..........”
คะ... คือว่า คุณเป็ใคร....
ด้วยความสับสนของฉันฉันได้ตั้งสติแลวได้ถามเ้าแมวน้อยไป
“ข้าคือพระเ้าผู้ปกครองโลกทุกมวล”
“ข้า้าให้เ้านั้นไปโลกใบหนึ่งโลกนั้น้าความช่วยเหลือจากเ้าคนเดียวเท่านั้น”
พอฉันได้ยินเ้าแมวน้อยพูดมาอย่างนั้นใครๆก็ต้องสวนกลับอยู่แล้วว่าทำไมต้องเป็ฉันแล้วฉันจะไปทำอะไรได้ซึ่งฉันก็ได้พูดตอยกลับไปแบบนั้น
ถ้าฉันยอมทำตามคำขอของคุณแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันได้ลองถามเ้าแมวที่อ้างว่าเป็พระเ้าดูว่าทำไมกัน?
“เพราอนาคตเรียกร้องข้ามายังไงละ”
เ้าแมวได้กล่าว.......
“ข้าเองก็ไม่อาจร่วงรู้ได้และข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน”
“เพราะฉะนั้นข้าจึงขอให้เ้านั้นไปยังต่างโลกเพื่อกู้โลกใบนั้นที่เถอะถ้าเ้ายอมตกลงข้าจะให้พรเ้าหนึ่งอย่างกับเ้าก่อนไปโลกนั้น”
ฉันได้คิดในใจสักพักแล้วฉันก็ได้ตระหนักคิดว่านี่อาจจะเป็สิ่งที่ฉัน้าก็ได้เพราะบางอย่างก็เหมือนกับในอนิเมะที่ฉันชอบและโปรดปรานและอาจจะเป็สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
ถ้าสิ่งที่เ้าแมวที่อ้างว่าเป็พระเ้านั้นเป็เื่จริงฉันก็จะตกลง
ฉันได้ตอบตกลงกับเ้าแมวตัวนั้นไป..
งั้นที่แกบอกว่าถ้าฉันยอมตกลงฉันก็จะขออะไรก็ได้หนึ่งอย่างใช่ไหมละ?
“ใช่แล้วเ้าจะขออะไรมาก็ได้เลยเพื่อเป็รากฐานในการดำรงชีวิตของเ้าเองในโลกนั้น”
งั้นถ้าฉันขอให้ฉันไปเกิดเป็คนใหญ่คนโตที่โลกนั้นละจะได้มัย
“ได้”
“ถ้าเ้าปราดถนาที่จะเป็เช่นนั้นเ้าก็จะได้สมดั่งปราดถนา”
ฉันได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตของฉันไปเพราฉะนั้นฉันก็จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ละนะ..
หลังจากนั้นเ้าแมวน้อยก็ได้พูดอะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนจะเป็เวทย์มนต์ซึ่งฉันก็ฟังไม่ออกว่าเ้าแมวพูดว่าอะไร....
((((**********************))))
แล้วหลังจากนั้นก็ได้เกิดแสงสว่างขึ้นมาลอบๆตังของฉันแล้วเ้าแมวก็ได้ลอยขึ้น
“จงไปตามวิธีแห่งอนาคตแล้วจงไปตามวิถีแห่ง์เ้าจะถูกส่งไปเกิดในตระกูลผู้สูงศักดิ์ผู้ซึ่งคอยทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองและเ้าจะถูกส่งไปเกิดใหม่เพื่อที่จะได้รวบรวมความรู้ในโลกนั้นเสีย”
“...............”
แล้วหลังจากที่แมวผู้ซึ่งเป็พระเ้าได้พูดจบตัวฉันก็ได้กลายเป็แสงแล้วค่อยๆจางหายไป....
ฉันได้กล่างกับตัวเองก่อนจะหายไปว่า
---อนาคตงั้นหรอฉันนะจะก้าวข้ามแกไปเองสิ้นสุดคำพูดฉันก็ได้หายไป
แล้วการเดินทางไปต่างโลกก็ได้เริ่มต้นขึ้น...
นี่ฉันลืมถุงหิ้วรึเปล่านะ...
เมื่อเวลาผ่านไปฉันได้เห็นแต่ความมืดซึ่งอยู่ลอบๆตัวฉันและแล้วฉันก็ได้เริ่มมองเห็นทีละเล็กทีละน้อยขึ้น..
อุแว๊อุแว๊ .........................
ฉันกำลังร้องอยู่งั้นหรอ เอ๊ะนี่ฉันมาเกิดใหม่ในร่างของทารกเลยงั้นหรอเนี่ย...
ฉันได้ยินเสียงผู้ชายกับผู้หญิงหลายคนกำลังวุ่นวายข้างๆตัวงฉัน
ฉันก็ไม่รู้ว่าเพราอะไรเพราะตอนนี้ฉันขยับตัวอะไรไม่ได้..
ฉันรู้สึกได้ว่าตัวฉันในตอนนี้นั้นอยู่ในห้องขนาดใหญ่ที่มีผู้คนวิ่งไปมาซึ่งดูเหมือนจะวุ่นวายเอาเสียมากแล้วสภาพในห้องนั้นฉันก็ได้เห็นว่ามีสิ่งของประดับอย่างหรูหราและดูย้อนยุคโบราณมากซึ่งบางอย่างฉันก็ไม่รู้จัก...
ซึ่งตอนนี้ในใจฉันกำลังสับสนที่ฉันตัดสินใจมายังโลกนี้โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลยมารองลับ
มันก็คงจะดูเหมือนพระเ้าที่ไม่รู้มาจากใหนแล้วจู่ๆก็มานยื่นข้อเสนอให้โดยที่ยังไม่ได้ตั้งใจ
หรือไม่เคยแม้แต่จะคิดเลยว่าจะได้เข้ามาเกิดใหม่เหมือนในอนิเมะแนวแฟนตาซีต่างโลกอย่างนี้
ฉันคงไม่สงสัยเลยว่าโลกที่ฉันมาเกิดใหม่นี้จะต้องมีเวทย์มนต์หรือแม้แต่ ผู้กล้า
กับเหล่ามอนส์เตอร์แน่ ๆ
หรือว่าแท้จริงแล้วฉันก็อาจจะเป็ผู้กล้าเสียเองก็ได้..
ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในอาการสับสนที่ฉันยังไม่รู้อะไรเลยั้แ่รู้สึกตัวว่ามาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ที่ฉันไม่รู้จักแล้ว
ตอนนี้ฉันก็อยู่ในร่างของเด็กทารกที่ดูเหมือนว่าจะพึ่งเกิดใหม่ๆ เลยเสียด้วยสิ
ถ้า้าจะพูดอะไรหรือแม้แต่จะขยับร่างกายตัวเองในตอนนี้ก็ยังทำไมได้
--เฮ้อ เป็เด็กทารกนี่ลำบากจริงๆน้า
ฉันได้พูดกับตัวเองใจด้วยน้ำเสียงที่งง งวย กับตัวเอง..
และหลังจากนั้นไม่นานฉันก็ได้ยินเสียงผู้ชายกับผู้หญิงคนนึงที่ได้คุยกัน
ฉันได้ฟังน้ำเสียงของผู้ชายคนนั้นว่า ที่รักนี่ที่รัก.. นี่เจน เราได้ลูกสาวแล้วนะ... เรามีลูกแล้วนะ
ผมดีใจที่สุดในชีวิตผมที่สุดเลย
ชายคนนั้นได้กล่าวด้วยถ้อยคำที่ดูจะสุดแสนจะดีใจเป็พิเศษ
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงคนนั้นตอบหลับมาว่าค่ะ ฉันก็ดีใจที่สุดเลย
พวกเรามาเลี้ยงดูลูกของเราให้สุดฝีมือกันเถอะนะคะ..
---นี่เจนเรามาตั้งชื่อลูกของเรากันเลยมั้ย ?
ฝ่ายชายได้ถาม
---ได้สิค่ะ ฉันได้คิดไว้แล้วว่าฉันอยากให้ลูกของเรานั้นชื่ออะไร...
ชื่อว่าอะไรงั้นหรอ เจน
(จาเรตแคทเทอรีน)
นี่คือชื่อของลูกของเรายังไงละชื่อนี้นะจะเป็ดั่งผู้กอบกุ้และผู้ฟื้นฟูไปในตัวคุณชอบมั้ยเอล ?
ฝ่ายหญิงได้ถามฝ่ายชายที่ชื่อเอล
---ชอบสิผมชอบชื่อนี้แล้วก็ความหมายเอามากเลยละถึงแม้ลูกของเราจะไม่ใช่ผู้ชายแต่ผมก็จะรักลูกของเราผมเชื่อ.. ว่าลูกของเรานั้น จะต้องวิเศษที่สุด!
ฝ่ายชายพูดด้วยความภาคภูมิใจ.
พวกเขาคงต้องเป็พ่อกับแม่ใหม่ของฉันในโลกใบนี้แน่ๆ
แถมพวกท่านทั้งสองยังมอบชื่อใหม่ในโลกใบนี้ให้ฉันเอง..
ฉันเองก็รู้สึกดีนะที่ฉันได้มาพบกับพ่อกับแม่ใหม่ที่ดีแบบนี้ไม่เหมือนโลกใบเก่าที่ฉันได้อยู่....
หลังจากนั้นฉันได้พยายามหันหน้าไปดูหน้าตาของผู้หญิงกับผู้ชายที่ฉันคาดว่าต้องเป็พ่อกับแม่ของฉัน
ในโลกใบใหม่นี้ด้วยความทุลักทุเล
แล้วจนในที่สุดฉันก็พยายามจนได้หันมาเห็นใบหน้าคุณพ่อกับคุฯแม่ใหม่ของฉันจนได้
ผู้ชายที่เป็คุฯพ่อใหม่ของฉันนั้น เขา ดูมีรูปร่างหน้าตาที่ดูสง่างามอย่างมากผมบลอนด์ตาสีเขียมดั่งมรกต ซึ่งพอฉันได้เห็นแล้วก็คงจะคิดได้เลยว่าต้องเป็ผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ที่ใหญ่โตมากแน่ๆ
แถมแววตาของท่านกับสีผมสีบลอนด์นั้นก็ดูละม้ายคล้ายคลึงกับ สีตากับกับสีผมของฉันในโลกที่แล้วเป็อย่างมาก
พระเ้าแมวนั่นอาจจะไม่อยากให้รูปร่างหน้าตาของฉันเปลี่ยนไปมากละสินะ...
ซึ่งฉันก็ได้คิดแบบนั้น
พอฉันชำเลืองตาไปมองผู้หญิงอีกคนที่เป็แม่ของฉันฉันก็ได้พบกับความงามที่ฉันนั้นพอมองเห็นแล้วก็รู้สึกหลงใหลเป็อย่างมากฉันรับรู้ได้ทันทีเลยว่า บุคคลผู้ซึ่งเป็มารดาหรือจะเรียกว่าแม่ผู้ให้กำเนิดของฉันนั้น เธอชั่งมีความงามเป็อย่างมาก
ขนาดนั้นขนาดฉันเป็ผู้หญิงฉันก็ไม่อาจที่จะหลงใหลในความงามของท่านแม่ไว้ได้เลย
เธอมีแววตาสีฟ้า ผมสีน้ำตาลแล้วดูมีร่างกายที่แข็งแรงเป็อย่างมาก
ไม่แน่ท่านแม่ของก็คงจะไม่ใช่คนที่มาจากตระกูลธรรมดาเป็แน่..
ฉันได้คิดในใจสิ่งที่เ้าพระเ้าแมวตัวนั้นทำให้คงจะคิดไว้แล้วสินะถ้าฉันไปเกิดในตระกูลธรรมดา ๆอาจจะทำอะไรไม่ค่อยได้ก็ได้.
ก็นะถ้าได้เจอกับเ้าแมวนั่นอีกฉันคงต้องขอบคุณมันหน่อยแล้ว
แล้วมันก็ได้เป็แบบนั้น...
พอเวลาได้ร่วงเลยผ่านไป 7 ปี ตอนนี้ฉันชีวิตของฉันในโลกใบใหม่นี้ฉันได้อายุ7 ขวบแล้ว
ฉันได้พยายามในกาลศึกษาเื่รางประวัติศาสตร์ในโลกใบนี้แล้วได้รู้จักสิ่งมีชีวิตใหม่ๆที่ฉันไม่เคยรู้จักและไม่เคยพบเห็นในโลกใบเก่ามาก่อนเลยซึ่งแน่นอนในโลกใบนี้มีเวทย์มนต์
ฉันได้พยายามเพื่อทำความเข้าใจกับมันแต่มันยังเป็เื่ยากมากที่จะใช้เวทย์มนต์
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนในโลกใบนี้จะใช้เวทย์มนต์ไม่ได้เสมอไปเพียงแต่
จากที่ฉันได้ศึกษามาผู้ที่จะใช้เวทย์มนต์ได้จะต้องสะสมพลังมานาในตัวเองให้ได้ซึ่ง
การสะสมมานาจากที่ฉันได้ไปสอยถามคุณพ่อกับคุณแม่มานั้น
ไม่ใช่เื่ยากเลย .
เพียงแค่จะต้องตั้งสมาธิแล้วจินตณาการให้ได้ว่าพลังจงไหลเวียนไปทั่งร่างกายให้ได้
ซึ่งคุณแม่ก็ได้ย้ำเตือนฉันอีกว่าการใช้เวทย์มนต์ก็เป็เื่ที่ดีแต่ถ้าได้ใช้เวทย์มนต์
ในทางที่ชั่วร้ายก็จะทำให้เกิดหายนะตามมา
อย่างเช่นการใช้เวทย์มนต์ในการทำาซึ่งตรงจุดนี้คุณพ่อก็ได้เป็คนพูดที่เน้นย้ำกับฉันเอง
เพราะว่าคุณพ่อของฉันเป็ถึงผู้นำตระกูลซึ่งมียศถาบรรดาศักดิ์เป็ถึงขั้นมาสควิส
ซึ่งเป็ยศถาบรรดาศักดิ์ที่เหมือนกับในโลกของฉันในสมัยยุคกลางของอังกฤษซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์พวกนี้มีหน้าที่คอบควบคุมบ้านเมืองแล้วจัดสรรนพื้นที่ของตัวเองในการดูแล
อธิเช่นการปกครองที่ดินขนาดใหญ่ซึ่งมีความใหญ่ของพื้นที่และอณาเขตของตนแตกต่างกันตามจำนวนถานะอันดรหรือยศถาบรรดาศักดิ์ของตนเองที่ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์.
ก็นะมันยังมีอีกหลายๆเื่ที่ฉันยังไม่รู้อีกมากในโลกใบนี้เพราะที่ฉันรู้อยู่มันก็แค่พื้นฐานในการดำรงชีวิตเท่านั้น
ตอนนี้ฉันก็ได้เดินเข้ามาในคฤหาสน์หลังโต
ของตระกูลของฉัน...
ตระกูลของฉันก็มีผู้รับใช้และเหล่าบริวารมากมายแล้วที่ขาดไม่ได้เลย
ก็คือ “กองกำลังทหาร”
ซึ่งในอนิเมะที่ฉันดูมันก็คือยุคที่มีการปกครองด้วยระบบฟิลกันในโลกแฟนตาซีดีๆนี่เอง
และเป็เื่ที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิตที่สำคัญในโลกนี้อีกด้วยเช่น
ประจำเขตการปกครองของตนเองซึ่งกองกำลังทหารก็แสดงถึงประสิทธิภาพและอำนาจ
เื่ในการปกครองของวงศ์ตระกูล มาสควิส แคทเทอรีนของฉันกับครอบครัว
และฉัน จาเรตแคทเทอรีน ตอนนี้ก็เป็หนึ่งในพลังอำนาจนั้นเช่นกัน
และถ้าขาดขุมกำลังต่างๆไปก็จะทำให้มีแต่เื่ยากตามมาอีกนับไม่ถ้วน.
--เฮ้อ เอาเป็ว่าตอนนี้ก็เข้าไปในคฤหาสน์ก่อนละกัน ไม่สิ จะเรียกว่าบ้านจะถูกหรือเปล่าหว่า
ถ้าฉันคิดมากไปก็คงจะต้องปวดหัวตายก่อนแน่ ๆ เลย
หลังจากที่ฉันได้ออกไปเดินเล่นนอกบ้านมาสักพักแล้วได้อย่างขาสั้นๆของฉันเข้าไปในบ้าน
ทันได้นั้นฉันก็ได้พบกับ มาเชล พ่อบ้านผู้ซึ่งแสนจะภักดีต่อตระกูลของฉัน ซึ่งมาเชล
ก็ได้รอต้อนรับฉันด้วยคำพูดที่สุภาพ
“มีอะไรให้กระผมช่อยไหมขอรับคุณหนูจาเรต”
มาเชลถามฉันด้วยสีหน้าสงสัย.
--ไม่มีอะไรหรอกค่ะจะว่าไปคุณมาเชลค่ะคุณเห็นคุณพ่อของหนูมั้ยค่ะ.
ฉันได้ถาม มาเชลพ่อบ้านที่ยืนต้อนรับฉันด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวาน
--ครับคุณหนูท่านเอลได้กลับมาสักครู่หนึ่งแล้วถ้าคุณหนูอยากเรียกใช้กระหม่อมก็ทรงเรียกใช้ได้เสมอนะครับ.
เมื่อมาเชลพ่อบ้านผู้แสนภักดีพูดจบฉันก็ได้ตอบขอบคุณแล้วได้เดินจากไป
หลังจากนั้นฉันก็ได้เดินตรงไปที่ห้องทำงานของคุณพ่อพร้อมกับบางสิ่งที่ฉันคิดอยู่ในใจมานานแล้วฉันอยากจะให้ท่านพ่อสอนฉันเพื่อเพิ่มความสามารถให้ฉัน
ในการออกไปผจญภัยในโลกกว้าอันโหดร้ายซึ่งถ้าฉันไม่มีความสามารถอะไรเลย
ฉันก็จะกลายเป็คนที่ไร้ประโยชน์และไม่มีใคร้าในทันที
“เพราะฉะนั้นในโลกใบนี้ฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้น!”
ความจริงก็คือฉันก็แค่จดจำนิยายเื่หนึ่งที่ตัวเอกต้องไปต่างโลกแต่ดันไม่มีความสามารถอะไรเลยแล้วดันไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์จนทำให้คนในเนื้อเื่ต้องลำบากอีก
ฉันเลยคิดว่าถ้าฉันเป็แบบนั้นมันอาจจะกลายเป็เื่ที่ไม่มีทางย้อนกลับแก้ใขได้แน่ๆ.
พระเ้าอุส่าประทานพรมาให้ถึงขนาดนี้แล้วถ้าอยู่กับที่จะไปมีความหมายอะไรกันเล่า!
“ฉันได้ปลุกใจตัวเองจากบทพูดในอนิเมะที่ฉันชอบดู”
และแล้วฉันก็ได้เดินมาถึงห้องทำงานของคุณพ่อซึ่งหน้าห้องทำงานของคุณพ่อก็ได้มีทหารยามเฝ้าอยู่ด้วยเช่นกัน
ก็เพราะว่าท่านพ่อก็ถือเป็บุคคลสำคัญของอาณจักรสะด้วยสิคงเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของครอบครัวกับคนของตนเองอยู่แล้ว.
ฉันได้มองไปนอกหน้าต่างบานใหญ่แล้วได้เห็นกองกำลังทหารเดินขบวนฝึกกันเป็กองพันขนาดใหญ่เหมือนจะไปออกรบกันที่ไหนก็ไม่รู้สิหน้าประตูห้องของคุณพ่อแล้วได้ถอนหายใจ..
--เฮ้ออ บางทีก็เยอะเกินไปละน้า
หลังถอนหายใจเสร็จฉันก็ได้บอกให้ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูห้องทำงานของคุณพ่อเปิดประตูห้องให้หน่อยเพราะประตูห้องทหางานของคุณพ่อเป็ประตูบานที่ใหญ่
ที่ดูท่าจะหนักเอามาก ๆ
พอทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูห้องเปิดประตูให้ฉันฉันก็ได้เห็นคุณพ่อกำลังนั่งอ่านรายงานกองโตสูงเลยหัวหลายกองที่ถาถมอยู่บนโต๊ะของคุณพ่อพอฉันเดินเข้าไปในห้อง
คุณพ่อก็ได้หันหน้ามาหาฉันด้วยสีหน้าที่สงสัยแล้วถามฉันว่ามีอะไรงั้นหรอ จาเรตลูกพ่อ
คุณพ่อถามด้วยความสงสัย
--คือว่า.. คุณพ่อค่ะคือหนูมีเื่อยากจะขอร้องคุณพ่อค่ะ
--ได้สิลูก ลูกมีเื่อะไรที่เดือดร้อนไม่สบายใจอะไรหรือลูก้าอะไรลูกบอกพ่อได้นะพ่อยินดีทำให้ลูกได้เสมอ.
พอคุณพ่อที่พูดกับฉันด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนพูดจบฉันก็ได้เอ่ยความในใจออกไป
--คือคุณพ่อค่ะ คือหนูอยากจะให้คุณพ่อฝึกหนูในการใช้ดาบหน่อยจะได้ไหมค่ะคุณพ่อคือหนูมีความตั้งใจที่จะเล่าเรียนวิชาป้องกันตัวเหมือนเหล่าอัศวินคนอื่นบ้างได้มั้ยค่ะคุณพ่อ
ฉันได้เอ่ยปากบอกคุณพ่อไปด้วยสีหน้าที่จริง.
พอฉันพูดจบฉันก็เห็นสีหน้าของพ่อดูเหว๋อกับสิ่งที่ฉันพึ่งพูดออกไปเมื่อครู่ในตอนนี้ฉันไม่สามารถอ่านใจคุณพ่อออกได้เลยว่าคุณพ่อจะตกลงมั้ยที่จะให้ฉันฝึกการใช้ดาบซึ่งเป็อาวุธที่เอาไว้ฟาดฟันศัตรู..
ซึ่งฉันรู้สึกกังวลใจเป็อย่างมากถ้าคุณพ่อปฏิเสธฉัน...
ถ้าหากท่านต่อว่าฉันขึ้นมาละยิ่งคิดฉันก็ยิ่งกลัวขึ้นสมองทันทีเลย
ถึงมาเกิดใหม่แล้วแต่ก็ไม่ได้ละทิ้งความรู้สึกนึกคิดในจิตใจไปด้วยก็เลยทำให้เป็คนขี้กังวลอยู่แล้วยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่..........
“งื้อออ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว”
ไม่นานนักคุณพ่อจากสีหน้าที่ดูจะเหว๋อสะเล็กน้อยจากการที่ฉันพูดออกไปก็ได้เปลี่ยนเป็สีหน้าที่ดูปลื้มปิติกับฉันสุด ๆ
--โอ้วว จริงหรอ จาเรต!!!!
คุณพ่อได้ลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้ที่ท่านนั่งอยู่พร้อมกับเผลอโยนการะดาษที่ท่านอ่านทิ้งไปในทันที
ฉันจึงได้ตอบคุณพ่อของฉันไปว่าจริงค่ะหนูอยากที่จะฝึกดาบค่ะคุณพ่อ ด้วยโปรดสอนให้หนูด้วยนะคะ
ไม่นานนักคุณพ่อก็ได้แสดงสีหน้าที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยความหวังอยากสุดๆ ออกมา ผ่านทางแววตาของท่าน.
--เป็เช่นนั้นหรอจาเรตพ่อคาดหวังให้ลูกได้ศึกษาเื่การฝึกดาบและศิลปะการป้องกันตัวมานานแล้วแต่พ่อก็กลัวว่าลูกจะไม่ชอบ... แต่ตอนนี้พ่อรู้สึกมีความหวังสุด ๆ ไปเลย
พ่อรักลูกที่สูด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
คุณพ่อดูเหมือนจะดีใจจนสุดขีดเกินไปแล้วนะคะ!
ฉันได้ต่อว่าคุณพ่อเล็กน้อยเพราะเกรงว่าเดียวทหารยามถ้าได้ยินจะเอาไปนินทาให้คุณพ่อจากที่ดูเป็ที่ดูสูงศักดิ์เป็คนตลกไปสะงั้น.
พอคุณพ่อควบคุมตัวเองได้คุณพ่อก็ให้ฉันมานั่งคุยกันที่เก้าอี้เพื่อที่จะถามจุดประสงค์ในการฝึกดาบในครั้งนี้ว่าเพราะอะไร.
--นี่ จาเรต พ่อว่าถ้าลูกอยากฝึกดาบละก็ พ่อก็จะเป็คนฝึกให้เองในการฝึกดาบนั้น
ก็เหมือนดาบสองคมถ้าเกิดเราใช้ไม่ดีหรือไม่มีจังหวะในการฟันคมดาบ
ก็อาจจะสวนกลับมาหาเราเอง
เพราะฉะนั้นพ่อมีเคล็ดรับวิชาที่จะทำให้ลูกสามารถโค่นแม่แต่มอนส์เตอร์ขนาดใหญ่ได้เลยละ
สิ่งที่พ่อจะสอนนั้นก็ไม่ได้ยากถึงขั้นทำไม่ได้แต่ลูกจะต้องควบคุมไหวพริบของตัวเอง
ให้ได้ยังไงละ
--ค่ะ หนูจะตั้งใจฝึกค่ะ คุณพ่อ
ฉันได้รับฟังข้อชี้แนะต่าง ๆที่คุณพ่ออธิบายให้ฉันฟังมันทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่คุณพ่อบอกฉันมานั้นมันมีประโยชน์เป็อย่างมากถ้าได้เอามาใช้ควบคู่กับเวทย์มนต์ละก็.......
ชั่งเถอะเอาเป็ว่าฉันจะฝึกดาบควบคู่ไปกับการใช้เวทย์มนต์ของฉัน!
ฉันได้ตั้งมั่นความตั้งใจนี้กับตัวเองแล้วได้เดินออกจากห้องของคุณพ่อมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็เื่ยากแต่ฉันก็ต้องทำมันให้ได้.
“ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันในตอนนี้ตอนนี้ร่างกายของฉันกำลังเร่าร้อนไปหมดฉันรู้สึกถึงพลังงานที่กำลังไหลเวียนเข้ามาอยู่ในร่างกายของฉัน”
ทำไมกันนะความรู้สึกนี้...
อนาคตที่เฝ้ารอเราอยู่....อีกไม่นานแล้วสินะตัวฉัน
หลังจากที่ฉันได้ขอร้องให้คุณพ่อฝึกวิชาดาบและศิลปะป้องกันตัวให้กับฉันแล้ว
ฉันก็ได้เดินออกจากห้องของคุณพ่อออกมาตอนนี้ฉันก็เริ่มรู้สึกสบายปรอดโปร่งขึ้นเยอะ
เพราะถ้าฉันขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปฉันก็ไม่สามารถช่วยอะไรโลกใบนี้ได้เลย.
“แต่ฉันเองก็ยังไม่มีทางเข้าใจอยู่ดีที่เ้าพระเ้าแมวนั่นมันบอกก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แต่เป็เพราะอนาคตเรียกหางั้นหรอ?”
“แล้วอนาคตที่ว่านี่ใครเป็คนเรียกฉันละ”
“ทำไมต้องเจาะจงมาที่ฉันคนเดียวด้วยละฉันเองก็เป็เพียงแค่มนุษย์ธรรมดาที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามประสาโอตาคุเท่านั้นนี่”
ฉันได้ครุ่นคิดสักพักระหว่างที่ฉันกำลังเดินอยู่ในห้องโถงที่รายล้อมไปด้วยข้ารับใช้หน้าตาสละสวยทั้งหลาย...
เอ๊ะ!!แต่จะว่าไปคนใช้พวกนี้ก็เป็เมดนี่ ทำไมฉันถึงไม่เอะใจเื่นี้ั้แ่แรกกันนะ....
นี่ฉันก็เอาแต่คิดจริงจังไปได้ ฮ่า ๆ ..
ฉันได้รู้สึกเครียดกับตัวเองเล็กน้อยฉันเองก็ไม่รู้ที่จะไประบายเื่นี้กับใครแต่ก็นะถึงฉันจะพูดความจริงเื่นี้กับคนอื่นไปแม้แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ฉันเองก็ไม่อาดคาดเดาได้
ว่าพวกท่านจะคิดยังไงกับเื่นี้ ที่ฉันนั้นถูกส่งมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้เพราะมีลิขิตจากอนาคต
ที่แม้แต่พระเ้าเองก็ไม่สามารถจะอธิบายได้.
มันคงจะเป็เื่ยากมากแน่ๆ ถ้าจะบอกความจริงไป
ฉันจึงคิดว่าถ้าเก็บความลับนี้ต่อไปก่อนหรือไม่ถ้ามันถึงเวลาที่ต้องบอกเื่นี้จริงๆ
ฉันถึงจะบอก เพราะฉันเอง เมื่อโลกก่อนที่ฉันจะมาเกิดที่โลกใบนี้ฉันเองก็
ไม่ได้เป็เด็กน้อยวัยใสในร่างของเด็ก 7ขวบเหมือนตอนนี้หรอก
“ฉันได้เถียงกับตัวเอง”
ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะอยู่ในร่างของเด็ก 7 ขวบ
แต่ฉันก็ไม่ได้มีความคิดความสามารถที่เป็เด็กเลยแม้แต่นิด
การกระทำของฉันั้แ่ฉันเริ่มคลานได้หรือแม้แต่กระทั่งเริ่มเดิน
จนถึงเริ่มเข้าสังคมในโลกใบนี้ฉันก็พยายามแกล้งทำตัวให้ตัวเอง
ให้กลายเป็เด็กน้อยที่น่ารักของคุณพ่อกับคุณแม่และคนอื่นๆ อยู่ตลอด
ถึงแม้สิ่งที่ฉันทำก็เหมือนการเสแสร้งก็ตาม
“.....................”
แต่ฉันไม่เคยเจอเื่แบบนี้เลยสักครั้งฉันก็เพียงแค่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ก็เพียงเท่านั้น.
ฉันนะ..จริง ๆ แล้ว ฉันเองก็ไม่อาจจะเป็คนดีเลยก็ได้ ...
ฉันอาจจะเป็คนที่เห็นแก่ตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมแต่ฉันนะ
ั้แ่ที่ฉันมาที่โลกใบนี้ฉันก็ได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่าฉันนะจะไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด
ถึงฉันจะมีพลังมหาศาลมากเพียงใดก็ตามฉันเองก็จะไม่ทำให้ใครเสียใจเด็ดขาด!
“ฉันรู้สึกได้ว่าปณิธานที่ฉันตั้งมั่นนั้นเหมือนถูกพลังงานอะไรบางอย่างเข้ามาควบคุมและคอยทำให้ฉันไม่เข้าสู่มุมที่ชั่วร้าย”
หรือพระเ้าแมวนั่นจะเป็คนทำกันนะ....
ฉันรู้สึกถึงพลังบางอย่างนี้มานานแล้วมันคอยคลอบงำฉันและคอยส่งเสริมฉันให้ฉันทำเื่ที่เป็ไปไม่ได้ให้เป็ไปได้
“..............”
อนาคตงั้นหรอ ...
น่าสนุกจังเลยนะอนาคตฉันก็ขอภาวนาว่ามันจะไม่เล่นตลกกับฉันหรอกนะ.
ฉันได้ทำสีหน้าสะแหยะดูเหมือนจะหัวเราะออกมา
“ทำไมกัน....”
แล้วหลังจากนั้นไม่นานนักฉันเองก็ได้แวะเดินออกมาตรงหน้าระเบียง
อันกว้างขวางของคฤหาสน์.
เพื่อยืนดูสวนดอกไม้นอกหน้าต่าง
ที่ต่างดอกต่างก็ผลิบานเต็มที่
พอฉันได้ดูดอกไม้แล้วมันก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาบ้างไม่น้อย
ถ้าดอกไม้พวกนี้ผลิบานสวยงามตลอดไปก็ดีสิ.
“ชั่งสวยงามเสียจริงนะโลกใบนี้”
ั้แ่ฉันได้มาเกิดที่โลกใบนี้ฉันก็ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกที่เมืองนี้ด้วยตัวคนเดียวเลยนี่
โลกใบนี้มีแต่สิ่งที่ฉันนั้นไม่รู้จักหลายๆอย่างถึงจะศึกษาดีจากห้องสมุดหรือแม้แต่บาทหลวงทั้งหลายแต่นั่นก็ไม่พอให้ฉันหยุดกระหายความรู้ไปได้..
ถ้าฉันได้ลองออกไปข้างนอกด้วยตัวคนเดียวบ้างคงจะดีไม่น้อย
ไม่ต้องมีข้ารับใช้มาคอยตามไม่ต้องมีทหารองค์รักษ์มาคอยตามติดมันจะทำให้เป็เป้าสายตาสะมากกว่า
และอีกอย่างมันทำให้ฉันรู้สึกสบายกว่ามากถ้าไม่มีใครมาคอยตามติดแบบนั้น
ถ้าฉันไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็ใครฉันก็อาจจะเนียนไปเป็นักผจญภัยได้เลยก็ได้
มันอาจจะดีก็ได้ถ้าไม่ลองทำดู
“ฉันได้คิดถึงไอเดียนี้สักพักก่อนจะพยายามคิดดูให้ละเอียดและรอบคอบ”
แต่... ถ้าหากมันไม่มีท่าว่าจะดีละ ถ้าจู่ ๆความจริงของฉันถูกเปิดเผยเพราะ คนในกิลด์
นักผจญภัยด้วยกันเองละ จะทำไวดี................
จะว่าไปการเป็นักผจญภัยก็ไม่มีท่าน่าจะดีเลยด้วยซ้ำมีแต่เื่ลำบากเข้ามาเสียเปล่าและอาจจะเป็การเสียเวลาและเสียแรงโดยใช่เหตุ....
แต่การเป็นักผจญภัยก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันนิ จะว่าไปถ้าเรามีพวกพ้องที่เชื่อใจกันได้ละ?!
มันก็เป็เื่ดีไม่ใช่หรอ ..
“แต่เดี๋ยวนะไม่สิ”
มันมีสุภาษิตที่ว่า งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกลานี่ถ้าหากคำว่าพวกพ้องที่มารู้จักกันเพราะการทำงานเสี่ยงๆแล้วแลกด้วยเงินหน่ะ มันจะมีทางลงเอยกันได้หรอชีวิตจริงมันไม่เหมือนกับละครสะหน่อย.
แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็เพื่อนกันไม่ได้นิ..
เอาเป็ว่าเื่นี้ ถ้าฉันเริ่มมีฝีมือจากการฝึกฝนแล้วฉันก็จะลองทำดูละกัน
มันคงจะไม่ใช่เื่ยากหรอกถ้าฉันมีพระเ้าคอยหนุนหลังอยู่อย่างนี้
จะล้มเหลวละนะ
แต่ทว่าก็ได้มีข้ารับใช้คนหนึ่งเดินมาเพราะเป็ห่วงฉัน
--คุณหนูคะ เป็อะไรหรือเปล่าคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะถ้าไม่สบายตรงไหนก็บอกดิฉันได้นะคะ ดิฉันยินดีที่จะรับใช้คุณหนูค่ะ
ข้ารับใช้ที่เป็เมดของตระกูลฉันได้เดินเข้ามาถามด้วยความเป็ห่วงเพราะเห็นฉันทำหน้าเคร่งเครียดและคุยคนเดียวเมื่อครู่ที่แล้วก็นะฉันอาจจะทำตัวไม่สมเป็เด็ก 7 ขวบ ไปบ้างพอเมดถามมาด้วยความเป็ห่วงอย่างนี้แล้วฉันคงจะตอบปฏิเสธเฉยๆ
ไม่ได้แล้วสิ
--หนูไม่เป็ไรหรอกค่ะ พอดีหนูแค่หน้ามืดนิดหน่อยไม่เป็ไรหรอกค่ะ
ฉันได้พยายามใช้ความไร้เดียงสาของฉันตอบเมดไป พอเมดได้ยินที่ฉันพูดเมดคนนั้นก็ได้ให้คำแนะนำฉันว่า
--คุณหนูคะ่นี้เป็่หน้าร้อนอาจจะไม่เป็การดีถ้าหากจะออกไปสูดอากาศข้างนอกเป็ระยะเวลานานทางที่ดี ดิฉันอยากให้คุณหนูไปเดินเล่นในพื้นที่ล่มที่มาอากาศดีเป็ไงค่ะ
เช่นบริเวณที่มีต้นไม้เยอะๆ
คุณเมดพูดด้วยสีหน้าที่เป็ห่วง..
ฉันก็ได้แต่ตอบเมดคนนั้นไปว่าขอบคุณนะคะ แล้วก็ได้เดินออกมาทันทีเพราะฉันก็เป็คนพูดไม่เก่งเสียด้วยสิฉันก็ได้แต่เห็นเมดคนนั้นยิ้มให้ฉันแล้วนางก็เดินจากไปเพื่อทำหน้าที่การงานของตน.
เฮ้ออน่าเบื่อจริง ๆน้า ในโลกที่ไม่มีแม้แต่ อินเทอร์เน็ตเนี่ย ถ้าโลกนี้มีรายการทีวีบ้างก็คงดีสิ
ฉันได้แต่เดินถอนหายใจตลอดทางเพราะความเบื่อที่ฉันยังไม่ชินเลยกับโลกใบนี้
แล้วหลังจากนั้นด้วยความเหนื่อยจากการที่ฉันนั้นเดินไปเดินมาทั้งวันฉันจึงได้เดินมาที่ห้องโถงขนาดใหญ่ซี่งมีเครื่องประดับที่หรูหราที่ได้ถูกจัดวางไว้อย่างมากมาย
ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันได้อยู่ในห้องโถงจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่ไหนสักแห่งในโลกเก่าของฉันหรือไม่ก็เป็บ้านของผู้ดีอังกฤษในโลกของฉันไม่มีผิดแม้แต่น้อย...
“ฉันได้เดินมานั่งพิงที่โซฟานุ่มๆ ตัวหนึ่ง ซึ่งพอฉันได้เอนตัวเพื่อพิงมันลงไปแล้ว ทำให้ฉันนั้นรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
โซฟาตัวนี้มันทั้งนุ่มและเด้งดึ๋งและนั่งสบายเป็อย่างมาก
จนทำให้ฉันถึงกับพูดออกมาเลยว่า
--อ๊า สบายจังเลย ฉันได้ล้มตัวลงนอนไปบนโซฟาที่แสนจะนุ่มสบายมันทำให้ตัวฉันรู้สึกผ่อนคลายดีจัง
ระหว่างที่ฉันนั้นกำลังล้มตัวลงไปนอนและได้บิดตัวไปมาบนโซฟาอยู่นั้น
ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าปริศนาเดินมาใกล้ฉัน
ด้วยความสงสัยฉันจึงได้รีบลุกพรวดขึ้นไปดูว่าใครเดินมากัน
พอฉันที่ได้ลุกพรวดขึ้นไปดูนั้นฉันก็ได้เห็นผู้หญิงที่หน้าตาสวยงามและมีหน้าอกที่ใหญ่เอามาก....ซึ่งมันชั่งใหญ่จากของฉันเป็อย่างมาก
จนฉันรู้สึกเหมือนจะกระอักเืตายทันที...
“ความอิจฉานี่มันเหมือนจะจิกตัวฉันเองสะแล้ว!!!!”
ซึ่งผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดีแถมหน้าอกยัง.............................................................
ที่ได้เดินมานั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนผู้หญิงคนนั้นก็คือท่านแม่ของฉันนั่นเอง
เมื่อฉันรู้ว่าคนที่เดินมานั้นเป็ท่านแม่ฉันก็ได้รีบลุกออกจากโซฟาและได้โค้งคำนับเพื่อเป็มารยาท
และฉันก็ได้กล่าวทักทายท่านแม่เพราะั้แ่เช้าแล้วฉันก็ไม่เห็นท่านแม่เลยเพราะท่านแม่ออกไปสมาคมที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ั้แ่เช้า
พอฉันได้พูดทักทายสวัสดีท่านแม่แล้วคุณแม่ก็ได้ทักทายฉันกลับ
--ท่านแม่คะ คือ วันนี้หนูได้ไปขอให้ท่านพ่อสอนใช้ดาบให้กับหนูมาค่ะแล้วคุณพ่อก็รับปากว่าจะสอนวิชาดาบนั้นให้หนูเองด้วยค่ะ คุณแม่จะว่าอะไรไหมคะ
--แล้วคือคุณพ่อก็ได้ชี้แนะเื่การใช้ดาบหลายเื่เลยค่ะอธิเช่น
ถ้าเราใช้ดาบไม่ดี หรือ ไม่ตั้งใจที่จะใช้ มันก็จะกลับมาฟาดฟันเรานะคะ
หนูว่าหนูยัง้าข้อชี้แนะและคำสอนมากกว่านี้ค่ะคุณแม่ช่วยอธิบายให้หนูเข้าใจได้ไหมคะ
ท่านแม่?
ฉันได้ถามท่านแม่ด้วยความสงสัยและสีหน้าที่ดูไร้เดียงสา
ที่ฉันตัดสินใจเลือกที่จะถามท่านแม่ก็เพราะท่านแม่เป็คนที่ฉันอยู่ด้วยแล้วอุ่นใจมากที่สุด
เพราะสำหรับฉันแล้วไม่มีแม่คนไหนเลยที่จะดีเท่าคุณแม่ของฉันในโลกใบนี้อีกแล้ว..
และท่านแม่ยังเป็บุคคลที่มีประสบการณ์หลายอย่างอีกมากมายนับไม่ถ้วน
แต่มันก็ยังไม่พอ เื่สำคัญที่แม้แต่พระเ้ายังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย..
มันทำให้ฉันครุ่นคิดว่า
เื่นี้คงมีแต่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจมันได้ด้วยตัวเอง
เพราะมันคืออนาคตที่กำหนดไว้แล้วยังไงสะสักวันนึงมันก็ต้องมาถึงเอง.
ฉันได้ถามคุณแม่ด้วยความสงสัยซึ่งในใจก็กลัวว่าคุณแม่อาจจะไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง
แต่พอคุณแม่ได้ตอบฉันแล้วก็ทำให้ฉันโล่งใจขึ้นมาบ้างเพราะคุณแม่ได้ตอบว่า
--การที่ลูกได้สนใจในการใฝ่หาวิชาความรู้นั้น เป็เื่ที่ดีซึ่งถ้ารู้และสนใจอะไรหรือ้าทำอะไรพ่อกับแม่ก็จะให้ลูกเสมอมา...
“........”
เพราะชีวิตลูกเป็ของลูกเอง ลูกก็จงกำหนดเส้นทางเดินของลูกเองด้วยตนเองถ้าลูกเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่แตกแขนงมันก็จะเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วจ้ะ.
--ลูกมีสิ่งที่ลูกควรก้าวเดินไปเส้นเดียวเท่านั้นถ้าเกิดลูกเลือกที่จะเดินหลายเส้นทาง
ก็เหมือนกับที่พ่อของลูกได้บอกลูกวันนี้เื่ของการใช้ดาบนั้น
ถ้าเราใช้ไม่ดี คมดาบมันก็จะกลับมาฟาดฟันตัวเราเอง
เพราะฉะนั้นแม่จึงอยากจะให้ลูกลองคิดดูว่าสิ่งที่ลูกคิดที่จะทำมันและไม่แว้งมากัดตัวเราเอง
สิ่งที่แม่อยากจะสอนลูกก็มีแค่นี้แหละจ้ะ.
“ชีวิตเป็ของลูก”
--ลูกไม่จำเป็ต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าแต่ขอให้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ด้วยตัวเองแบบนั้นแหละถึงจะเรียกว่าความสำเร็จ.
คำชี้แนะของท่านแม่นั้นมันทำให้ฉันรู้สึกดีมากเพราะท่านแม่ไม่ใช่แค่อธิบายให้ฉันเข้าใจเื่เดียวแต่คุณแม่ยังได้อธิบายสิ่งที่ลึกล้ำไปมากกว่านั้น
หลังจากนั้นฉันก็ได้กล่าวขอบคุณท่านแม่ที่ได้ให้คำแนะนำและคำสอนต่างๆให้กับฉัน
แล้วจากที่ฉันได้คุยกับท่านแม่เสร็จฉันก็ได้ถามเื่เวทย์มนต์กับท่านแม่เพราะท่านแม่เองก็มีความสามารถในการใช้เวทย์มนต์ที่สูงอยู่เหมือนกัน
พอฉันได้ถามคุณแม่เื่เวทย์มนต์นั้นฉันก็พอจะได้คำตอบมาว่า
“เวทย์มนต์แบ่งออกเป็6 ธาตุ”
ซึ่งแต่ละธาตุก็จะมีความสามารถและการใช้ไม่เหมือนกันเช่น
ธาตุดิน เป็ธาตุที่คนใช้พลังนี้จะมีความสามารถในประเภทสิ่งก่อสร้างและการเข้าใจสภาพหินและดินต่างๆ จากค่าเวทย์มนต์ที่บอกออกมาแสดงผลให้กับผู้ใช้ได้รับรู้
ส่วนธาตุที่สอง ก็คือธาตุลม คนที่มีธาตุนี้ส่วนมากจะมีความสามารถในด้านความเร็วและใช้ความสามารถทางร่างกายมากที่สุดและธาตุที่เหลืออีก 4 ธาตุนั้น ก็จะมีธาตุน้ำ ธาตุไฟ
ธาตุสายฟ้า ธาตุเหล็กซึ่งยังมีอีกหลายธาตุอีกมากมายซึ่งผู้คนก็จะมีธาตุที่หลากหลายตามความสามารถของตัวเอง.
ซึ่งพอฉันได้รู้ว่าเวทย์มนต์มีหลายธาตุนั้น ด้วยความสงสัยฉันจึงได้ถามท่านแม่ว่า
--ท่านแม่คะ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรถ้าหากว่าเรา้าที่จะรู้ธาตุพลังงานเวทย์ของเรานั้นมีอะไรบ้าง
ซึ่งพอท่านแม่ได้ฟังคำถามนี้ ท่านแม่ก็เกิดอาการหลุดขำเล็กน้อย
ถ้าเรา้ารู้ธาตุที่ไหลเวียนในร่างกายของเรานั้นมันง่ายมากๆ เพียงแค่ไปที่โบสถ์
เพื่อไปให้บาทหลวงหรือเหล่าแม่ชีทั้งหลายใช้พลังศักดิ์สิทธิ์แห่ง์เช็คดูว่าเรามีธาตุอะไรบ้าง
ซึ่งพอฉันได้รู้เื่นี้แล้วฉันก็ได้เกิดอาการที่อยากรู้ว่าธาตุเวทย์มนต์ในร่างกายของฉัน
เป็ธาตุอะไร.
แล้วฉันก็ได้ขอร้องให้ท่านแม่พาฉันไปที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำการตรวจดูให้ในวันรุ่งขึ้น
ซึ่งท่านแม่ก็ได้ตกลงว่าจะให้ฉันไปที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แต่ท่านแม่เกิดติดธุระที่อื่นจึงไปด้วยกันไม่ได้
แต่ท่านแม่ก็จะจัดเตรียมรถม้าและคนคุ้มกันไว้ให้เพื่อความปลอดภัยให้กับฉัน.
--นี่มันง่ายอย่างนี้เลยงั้นหรอ ดีจังขอบคุณนะคะท่านแม่ที่ให้หนูไป
ท่านแม่ก็ได้ยิ้มให้ฉันแล้วท่านก็บอกกับฉันอีกว่ายังไงท่านแม่ก็กะจะให้ไปอยู่แล้วเช่นกันเพราะฉันเองก็7 ขวบแล้ว .
ด้วยความที่ฉันเกิดความกระตือรือร้นที่อยากรู้ว่าตัวเองจะมีธาตุอะไรในตัวเองนั้น
มันทำให้ตัวฉันรู้สึกว่าอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆจัง.
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านมาจนถึงเวลาอาหารเย็นพอดี ฉันกับท่านพ่อและท่านแม่ได้มานั่งรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยกัน.
แล้วท่านแม่ก็ได้บอกท่านพ่อว่าพรุ่งนี้ฉันจะไปที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อไปตรวจพลังเวทย์และธาตุในร่างกายด้วย.
พอท่านพ่อรู้ ท่านพ่อก็ได้บอกให้ฉันเตรียมตัวให้พร้อมเพราะการไปตรวจพลังเวทย์นั้นจะต้องสารภาพบาปต่อพระผู้เป็เ้าซึ่งก็คือพระเ้าเสียก่อนถึงจะเข้ารับการตรวจได้
“ซึ่งในความหมายของฉันพระเ้าก็คงเป็เ้าแมวนั่นแน่ๆ”
และถ้าโชคดีฉันอาจจะได้พบกับพระเ้าแมวนั่นอีกครั้งฉันก็หวังให้เป็แบบนั้น
หลังจากท่านพ่อ ท่านแม่ และฉันรับประทานอาหารเย็นเสร็จฉันก็ได้ขึ้นไปที่ห้องของฉัน
ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่จะนอนด้วยกัน2คน.
ฉันได้เดินเข้าห้องมาเพื่อเข้านอนเพราะฉันก็อยากจะให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆจะตายอยู่แล้ว
และแล้วฉันก็ได้เดินมาถึงเตียงนอนของฉันเตียงนอนของฉันนั้นช่างดูสวยงามและหรูหราไม่ต่างจากเพชรเม็ดงามเลย…
ฉันได้ล้มตัวลงมานอนบนเตียงและฉันก็ได้ครุ่นคิดกับตัวเองสักพักก่อนจะเผลอหลับไป
“…………………”
“โชคชะตาที่ปวดร้าวกำลังรอฉันอยู่”
“ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง”
“..............”
ฉันรู้ว่าเธอทำได้...........จาเรต
เสียงนั้นได้ทอดยาวดังมาจากความมืดมิด..
ฉันไม่สามารถร่วงรู้ได้เลยว่าเสียงนั้นเป็ของใคร...
น้ำเสียงที่ฉันได้ยินช่างน่าหลงใหลซึ่งพอฟังเสียงที่มาจากความมืดนั้นแล้วมันทำให้ฉันเกิดอาการอยากรู้ เพื่อหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น.
ฉันอยู่ที่ไหนกัน ทุกอย่างมืดมิดไปหมด..ฉันได้ถามกับตัวเอง.
ฉันเกิดอาการกระวนกระวายกับตัวเองเพราะฉันไม่เคยเจออะไรแบบนี้สถานที่
ที่ฉันอยู่มันช่างมืดมิดและหน้ากลัวรอบทิศทางจากตัวฉันนั้นเต็มไปด้วยความมืดมิด
เหงื่อของฉันได้ไหลไปทั่วร่างกาย..
ฉันได้แต่คอยถามตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ด้วยความกลัวฉันจึงได้พยายามวิ่งหนีเพื่อหาทางออก
จากสถานที่ ที่ฉันไม่รู้จักมันช่างมืดมิดมาก ฉันวิ่งไปทางไหนก็ดูเหมือนว่าฉันจะวนกลับมาที่เดิมเสมอ.
ฉันได้พยายามวิ่งหนีไม่หยุด และวิ่งต่อไปเรื่อย ๆฉันพยายามที่จะไม่กลัวความมืดมิด
ฉันพยายามที่จะตั้งสติแล้วพยายามคิดว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงในเมื่อฉันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือฉันได้เข้านอนแล้วได้เผลอหลับไป..
ฉันเกิดอาการสับสนเป็อย่างมากในความคิดของฉัน ที่คิดออกมามีอยู่อย่างเดียวคือ..
“ใครพาฉันมาที่นี่”
“และเขา้าอะไร”
ทันใดนั้นความมืดมิดรอบตัวฉันได้หายไปพร้อมกับภาพของบุคคลลึกลับที่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์ซึ่งความรู้สึกของฉันในตอนนี้เหมือนกับภาพที่ถูกแปลเปลี่ยนทำให้ฉันเหมือนมาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ ที่ดูเหมือนเป็ท้องพระโรงที่เหมือนอยู่ในปราสาทที่ไหนสักแห่งพอฉันได้มาอยู่ที่นี่มันทำให้ฉันรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก...
ที่เต็มไปด้วยความแวววาวของทองและเพชรพลอยที่ถูกประดับไว้รอบทิศของบัลลังก์ที่เธอคนนั้นนั่งอยู่มันสว่างและส่องประกายไปมาแต่ฉันก็ไม่สามารถเห็นใบหน้าของเธอคนนั้นได้
เพราะมีเงาที่ตกทอดมาบังใบหน้าของเธอพอดี...
เธอคนนั้นที่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าฉัน ได้จ้องมองฉันจากความมืดมิดฉันได้เห็นร่างกายที่สระสวยของคนๆนั้น ซึ่งถ้าใครที่ได้ยืนดูจากจุด เธอดูเหมือนกษัตริย์ที่ดูเงียบขรึมมากๆเธอคนนั้นใส่ชุดเกราะที่มีรวดลายสวยงามและแล้วเธอคนนั้นก็ได้ลุกออกจากบัลลังก์ที่เธอนั่งอยู่
เมื่อเธอคนนั้นลุกขึ้นฉันได้เห็นดาบสีเงินในมือของเธอมันทำให้ฉันรู้สึกว่าดาบเล่มนั้นมันต้องไม่ใช่ดาบธรรมดาแน่ๆ
ฉันไม่สามารถอธิบายรายละเอียดของคนๆ นั้นได้เลย..คนๆนั้นช่างคล้ายคลึงกับ......
--คุณเป็ใคร..
--แล้วคุณ้าอะไรแล้วฉันอยู่ที่ไหน.
ฉันได้ถามคำถามนี้เพื่อที่้าคำตอบจากเธอคนนั้นแต่เธอคนนั้นก็ได้ยืนนิ่งแล้วจ้องมองฉันสักพักก่อนที่เธอจะพูดออกมา
“ฉันนะเฝ้าและรอคอยเธอมาตลอดนะ”
“ในที่สุดฉันก็ได้เจอเธอ...จาเรต”
ผู้หญิงคนนั้นได้พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม..
--ฉันไม่สามารถบอกอะไรเธอในตอนนี้ได้ แต่ฉันเพียงแค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าจงเลือกในเส้นทางของตนเองแล้วจงอย่าหันเข้าไปสู่ความมืดเป็อันขาด..ฉันรู้ว่ามันเป็เื่ที่เข้าใจยากสำหรับเธอในตอนนี้แต่ฉันอยากให้เธอเชื่อในตัวฉัน.
--เธอช่วยทำตามคำขอของฉันได้มั้ยจาเรต
ผู้หญิงคนนั้นได้ปัดคำถามของฉันทิ้งทันทีหลังจากที่ฉันถามเธอไปจากนั้นเธอได้พูดประโยคที่ทำให้ฉันรู้สึกสับสนและแคลงใจเล็กน้อยก่อนที่ฉันจะตอบตกลงคำขอของเธอคนนั้นไป
--ได้สิฉันตกลงที่จะทำตามคำขอของคุณแต่คุณช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจทีได้มั้ยว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่แล้วคุณเป็ใคร..
ฉันได้ถามผู้หญิงคนนั้นเป็รอบที่สอง แต่เธอก็ดูไม่มีวี่แววที่จะตอบฉันเลยแม้แต่น้อย...
--ตอนนี้มันถึงเวลาที่เธอต้องกลับไปแล้วตอนนี้เธอได้มาที่แห่งนี้แบบไม่ถูกต้องซึ่งตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาของเธอ.
เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนฉันยังไม่เข้าใจเื่ที่คุณพูดเลย!!
--ฉันขอโทษนะจาเรต..
ฉันเห็นเธอคนนั้นได้ปักดาบของเธอลงไปบนพื้นก่อนที่ดาบของเธอนั้นจะเกิดแสงสว่างไปทุกทั่วทิศทาง..
แล้วทันใดนั้นฉันก็ตื่นมาจากฝัน ฉันได้ผลักตัวเองขึ้นมาจากเตียงทันทีแล้วมองดูไปรอบๆ
จนฉันรู้สึกปลอดโปร่งและสับสนที่ตัวฉันนั้นมีเหงื่อไหลเต็มไปหมด...
ฉันไม่เคยฝันอะไรแบบนี้มาก่อนเลย...
--ใครกันนะเธอคนนั้น…
ฉันได้ตั้งคำถามนี้กับตัวเองก่อนที่ฉันจะกุมมือทั้งสองข้างไปไว้ที่อกของฉัน.
เช้าวันรุ่งขึ้นฉันได้เตรียมตัวเพื่อที่จะออกไปที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อไปตรวจพลังเวทย์และพลังงานธาตุในร่างกายของตนเองแต่...
เื่ที่ฉันฝันเมื่อคืนนั้นมันยังคงคาใจฉันอยู่ฉันยังรู้สึกกังวลกับเื่นี้มากแต่ฉันก็คงต้องเก็บเื่นี้ไว้ในใจก่อนเพราะมันคงไม่หายไปจากใจฉันตอนนี้แน่ๆ
ฉันเดินออกจากคฤหาสน์พร้อมกับคนรับใช้สองสามคนกับคนคุ้มกันสามคนที่ดูแล้วน่าจะมีฝีมืออยู่ไม่น้อย
ระหว่างฉันได้เดินไปขึ้นรถม้านั้นคุณพ่อก็ได้เดินมาส่งฉันพร้อมกับคุณแม่ของฉัน
ซึ่งวันนี้ก็เป็วันที่คุณแม่ของฉันต้องออกไปทำธุระด้วยเหมือนกัน
ต่างคนต่างก็มีหน้าที่เป็ของตนเองส่วนคุณพ่อก็ได้บอกฉันว่าให้เดินทางปลอดภัยนะจาเรต
ถึงแม้วันนี้พ่อกับแม่จะไปด้วยกันกับลูกไม่ได้แต่พ่ออยากให้ลูกรู้ไว้ว่าพ่อก็ไม่เคยทอดทิ้งลูกเลยสักครั้ง.
คุณพ่อได้พูดกับฉันสักเล็กน้อยก่อนที่ฉันจะก้าวขาขึ้นรถม้า
--หนูจะไปแล้วนะคะคุณพ่อคุณแม่ไว้หนูจะรีบกลับมานะคะ
ฉันได้พูดกล่าวอำลาก่อนออกจากบ้าน
หลังจากนั้นรถม้าของฉันก็ได้ออกจากคฤหาสน์เพื่อไปที่โบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ทันที
ระหว่างทางที่ออกจากคฤหาสน์มาฉันได้มองวิวข้างทางไปด้วยพอฉันได้รับลมจากอากาศตอนเช้าแบบนี้แล้ว มันทำให้ฉันนั้นรู้สึกดีไปอีกแบบมันทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายมาก
ตอนนี้รถม้าของฉันได้วิ่งออกมาจากคฤหาสน์ของฉันพอสมควรแล้ว
เหตุผลที่ต้องออกมาแต่เช้าแบบนี้ก็เพราะว่าโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ในตัวเมืองซึ่งคฤหาสน์ของฉันเป็กึ่งศูนย์รวมที่ฝึกเหล่าทหารของตระกูลฉันเพื่อความกว้างขวางของพื้นที่จึงต้องออกมานอกเมืองสักหน่อย
ถ้าเทียบกับระยะทางจากคฤหาสน์ของฉันถึงโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเป็กิโลแล้วคาดว่าน่าจะห่างกันสักประมาณ19 กิโลถึงจะได้
ซึ่งทำให้แถวนี้ส่วนมากจะเป็ทุ่งนาและแปลงการเกษตรและมีเหล่าพืชพรรณที่สวยงามขึ้นตามท้องถนนเต็มไปหมดซึ่งมันก็ทำให้ฉันที่เป็คนชอบอะไรที่สวยงามแบบนี้อยู่แล้วมันทำให้ฉันรู้สึกดีมากๆที่ได้เห็นสิ่งสวยงามแบบนี้ ที่ฉันไม่สามารถเห็นได้เลยในโลกใบเก่าของฉัน ที่ฉันนั้นอาศัยอยู่แต่ในตัวเมืองจึงเป็เหตุที่ทำให้ฉันไม่ค่อยพบเจอกับธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้มาก่อนในชีวิต.
ฉันได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติและูเาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าที่เขียวขจีตลอดทาง
แต่ทว่าจู่ ๆก็ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้รถม้าของฉันหยุด โดยที่ฉันนั่งอยู่ในรถม้าพร้อมกับเมดนั้นถึงกับต้องชะโงกหน้าออกไปดูนอกรถว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่พอฉันนั้นที่ได้ชะโงกหน้าออกไปดูนอกรถนั้น ฉันก็ได้ใกับสิ่งที่เห็นข้างหน้า
!!!!!!!!!!
สิ่งที่ทำให้ฉันตกตลึงก็คือ.................
ฉันได้เห็นคนขับรถม้าของฉันถูกลูกศรธนูปักอยู่ที่กลางอก!!!!!!
แล้วข้างหน้าฉันก็เห็นกลุ่มผู้ชายที่ดูป่าเถื่อนหลายคนยืนขวางทางพร้อมกับอาวุธดาบที่ครบมือ
“นี่มันอะไรกัน....”
นี่ฉันกำลังถูกดักปล้นอย่างงั้นหรอ...
พอเหล่าเมดที่ได้เห็นคนขับรถที่ถูกลูกศรธนูยิงนั้นก็เกิดอาการช็อคแล้วก็ได้กรี๊ดร้องออกมา..
--กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
พอเหล่าเมดของฉันเห็นก็ได้เกิดอาการกระวนกระวายแล้วก็ได้เถียงกันไปกันมาว่าคนคุ้มกันอยู่ไหนกันหมด!!!
พอฉันกับเมดรู้สึกตัวเื่คนคุ้มกันที่ตามมาฉันนั้นก็ได้สังเกตุเห็นคนคุ้มกันของฉันที่รวมตัวอยู่ในกลุ่มชายที่มีอาวุธครบมือกันทั้งหมด
“……………”
บ้าน่า... อะไรกัน!? ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว.
ด้วยความที่เหล่าเมดของฉันกลัวที่จะตายตามคนขับรถม้าไปนั้นก็ได้กระโจนกันหนีออกจากรถม้ากันหมดแล้วเหลือฉันเพียงคนเดียวที่ยังนั่งนิ่งอยู่ในรถม้า..
--ซึ่งฉันก็ได้พูดห้ามแล้วว่าอย่าออกจากรถม้าไปเพราะมันอันตราย.
แต่ก็ไม่มีใครฟังฉันกันเลย..........
ฉันได้เห็นเมดที่ติดตามฉันมาได้วิ่งหนีลงจากรถม้าไปได้แต่ก็ถูกชายเ่าั้ใช้เวทย์มนต์อะไรบางอย่างที่ดูเหมือนหอกคอยปาใส่............
ไม่นะทุกคน..
“ฉันได้อุทานกับตัวเองในใจพร้อมกับใที่เห็นเมดที่ติดตามมาก็ถูกฆ่าเช่นกัน”
จนตอนนี้เหลือฉันเพียงแค่คนเดียว..
“........................”
ทันใดนั้นพอกลุ่มชายพวกนั้นรู้ว่าฉันอยู่ในรถคนเดียวพวกมันก็ได้วิ่งกรู่กันเข้ามาเพื่อที่จะได้เข้ามาในรถม้าและเอาตัวฉันออกมาด้วยความกลัวฉันได้จึงเอามือผลักคนที่จะเข้ามาจับฉันออกไปจากรถม้า
ฉันต้องหาวิธีทำอะไรสักอย่างแล้วก่อนที่ฉันจะเป็อันตราย...
“ฉันเกิดอาการใและพยายามจะรวบรวมความกล้าเพื่อทำอะไรสักอย่าง”
“แต่ทว่าก็ได้เกิดเื่ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับตัวฉัน”
จู่ ๆก็มีคลื่นลำแสงซึ่งดูเหมือนเป็ไฟฟ้าออกมาจากมือฉัน!!!
เวทย์มนต์ฉัน..ฉันใช้เวทย์มนต์ได้งั้นหรอเนี่ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
คลื่นลำแสงสายฟ้าที่ออกมาจากมือฉันได้ยิงไปยังกลุ่มคนพวกนั้นที่จะเข้ามาในรถ
ได้ดูดคนพวกนั้นบางส่วนจนสลบและกระเด็นออกไป
“นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย”
พอพวกกลุ่มชายพวกนั้นเห็นพวกตัวเองที่กระเด็นออกมาด้วยพลังสายฟ้าของฉันพวกมันก็ได้แตกตื่นและได้ถอยห่างออกไปตั้งหลัก....
ลำแสง ? สายฟ้า? เวทย์มนต์งั้นหรอฉันรู้สึกได้ถึงพลังที่กำลังไหลพร่านสุด ๆ อยู่ในตัวฉันตอนนี้ งั้นหรอเวทย์มนต์สินะ ฮ่ะ ฮ่า... ฉันใช้เวทย์มนต์ได้ครั้งแรกหรอเนี่ย
ส......สะ......สุดยอดจริงๆ!!!
ฉันได้กำมือและรวบรวมความกล้าออกมาจากรถม้านั้นพร้อมกับเวทย์มนต์พลังคลื่นไฟฟ้าที่อยู่ในกำมือฉัน!!
ตอนนี้ฉันพร้อมที่จะล้างแค้นแทนคนของฉันที่เสียชีวิตไปแล้ว..
ฉันจะไม่มีวันยอมยกโทษให้พวกแกเป็อันขาด.
“แสงสว่างจากมือของฉันมันสว่างถึงขีดสุดและมันอาจเป็สัญญาณให้ฉันพร้อมที่จะสู้”
เืของฉันกำลังร้อนระอุจากความโกรธ!!!