ย้อนกลับไปเมื่อสิบนาทีที่แล้ว
กู้หลินกำลังนอนไขว่ห้างอ่านนิยายเื่บุปผาเดียวดายเล่มสามอยู่บนโซฟาอย่างใจจดใจจ่อพลางถอนหายใจกับโชคชะตาแสนรันทดของไป๋อวี่ผู้ซึ่งเป็นายเอกของเื่นี้
อ่านจบหนึ่งบทก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่หนึ่งครั้ง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกสติของตนเองกลับมาแล้วพลิกอ่านบทถัดไป
เนื้อหาในนิยายดำเนินมาจนกระทั่งถึง่ที่เฉินเฟยหย่าบังคับไป๋อวี่ทำเื่อย่างว่าเหมือนเช่นทุกคืน
ทว่า ร่างกายของไป๋อวี่ไร้เรี่ยวแรง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ลำคอถูกเฉินเฟยหย่าบีบเอาไว้ จังหวะกามายังคงรุนแรงเฉกเช่นเคย ยิ่งได้เห็นสีหน้าไร้สติและน้ำตาของคนใต้ร่าง เฉินเฟยหย่ายิ่งได้ใจกระแทกกระทั้นส่วนล่างอย่างเอาเป็เอาตาย
“ให้ตายสิ ไอ้คนพรรค์นี้มันน่า...” ไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยคดี จู่ ๆ กู้หลินก็ได้ยินเสียงแว่วมาตามสายลม
ช่วยข้าด้วย
ใครก็ได้ช่วยข้าที
เขาหันไปมองรอบห้อง จ้องมองโทรศัพท์มือถือกับทีวีเผื่อจะเปิดละครหรือเพลงทิ้งไว้ แต่ทั้งสองอย่างปิดสนิท
บรรยากาศเย็นะเืทำให้กู้หลินขนลุกซู่ รีบหยิบผ้าขึ้นมาห่มขาของตนเองเอาไว้ คิดเสียว่าหูแว่วก็เท่านั้น
จังหวะที่ก้มหน้าอ่านนิยายต่อ เสียงเดิมพูดขึ้นว่า
ช่วยข้าด้วย
ใครก็ได้ช่วยข้าที
เสียงนั้นเหมือนประโยคที่เขียนในหน้าหนังสือไม่ผิดเพี้ยน
จู่ ๆ เงาดำมืดก็ปรากฏขึ้นกลางหน้าหนังสือพร้อมมือข้างหนึ่งที่โผล่ออกมาอย่างไร้ซุ่มเสียง
กู้หลินใโยนนิยายเล่มหนาไปอีกฝั่ง หากแต่มันพลิกกลับมาหน้าที่เขาอ่านค้างไว้อยู่ ทันทีที่มือสองข้างค่อย ๆ ปีนออกมาจากหนังสือ กู้หลินแทบจะะโหนีออกจากห้องของตัวเอง
แต่ว่า ร่างกายราวกับถูกพันธการเอาไว้ เขาไม่สามารถขยับหนีไปทางไหนได้เลย แม้จะพยายามหลับตาไม่มองสิ่งลึกลับหรือตัวประหลาดที่ค่อย ๆ คลานออกมาจากหนังสือเล่มนั้นเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับมันเท่านั้น
ร่างบางผมเผ้ายาวยุ่งเหยิงของไป๋อวี่คืบคลานเข้ามาหากู้หลินเรื่อย ๆ จนกระทั่งทั้งสองได้สบตากัน
มือข้างหนึ่งของไป๋อวี่ดึงคอเสื้อของเขามาใกล้ “ช่วยข้าด้วย” น้ำเสียงขอร้องนั้น้าที่พึ่งเพื่อหลบพักพิง แต่สภาพของไป๋อวี่ดูราวกับผีตายซากจนกู้หลินหวาดกลัวแทบหยุดหายใจ
เขาพยายามสะบัดตัวหนีแต่เหมือนร่างกายหยุดนิ่งไม่ฟังคำสั่งสมอง
“ช่วยข้าด้วย” ไป๋อวี่อ้อนวอนเขา
ทว่า กู้หลินสติหลุดกระเจิงไปชั่วครู่ ไม่ตอบสิ่งใด พยายามหลับตาคิดว่าสิ่งที่เห็นเป็เพียงความฝัน
ฝันที่ไหนเล่า เื่จริงชัด ๆ เขาคิดในใจแล้วหันมาสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพราะร่างกายค่อย ๆ ถูกดูดเข้าไปในหนังสือเล่มนั้นแทนที่เ้าของเดิม
“เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวก่อนนนน” กู้หลินร้องลั่น ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นในเวลานี้
“ช่วยข้าด้วย” อีกฝ่ายยังคงขอร้องเขาพลางลากตัวของกู้หลินกลับไปทางเดียวกัน
“เดี๋ยว ๆ” เขาไม่อาจพูดสิ่งใดไปได้มากกว่านี้ ในใจสับสนไม่น้อย มือข้างที่ว่างพยายามดึงขาเก้าอี้ตัวใหญ่เอาไว้ แต่องค์ชายผู้อาภัพกลับแกะนิ้วของเขาที่กำขาเก้าอี้ออกทีละนิ้ว
“ไม่!!!!!!!” เสียงสิ้นหวังของกู้หลินดังขึ้นก่อนถูกลากเข้ามาในนิยายเื่บุปผาเดียวดายโดยไม่ยินยอม
หลังจากนั้น
กู้หลินที่เพิ่งจะเข้าร่างของไป๋อวี่ นายเอกนิยายเื่นี้ก็ได้สติขึ้นเมื่อถูกเฉินเฟยหย่ากัดริมฝีปาก
ครั้นฟังระบบตัวตายตัวแทนอธิบายสถานการณ์แล้วจึงได้ตกผลึก
“นายบอกว่าฉันคือไป๋อวี่เหรอ” เขาเอ่ยปากถามระบบที่แทนตัวเองว่าหลิวเมิ่ง
“เนื่องจากสภาพจิตใจและร่างกายของไป๋อวี่ค่อนข้างอาการหนักหนาสาหัสทำให้เขาหนีไป เพื่อให้นิยายเื่นี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น โฮสต์จึงต้องสวมรอยเป็ตัวตายตัวแทนของไป๋อวี่ขอรับ” หลิวเมิ่งสรุปใจความให้กู้หลินเข้าใจอีกครั้ง
เขาถอนหายใจมองร่างกายของตนเองด้วยความไม่เข้าใจ “นาย หลิวเมิ่ง ปกติเข้ามาในนิยายมันจะมี่เวลาของมันไม่ใช่เหรอ แบบว่าเริ่มั้แ่เกิด หรือไม่ก็เริ่มั้แ่ก่อนแต่งงานเข้าจวน ทำไมถึงเป็ตอนนี้ ทำไมฉันต้องเข้ามาตอนนี้”
เขาอยากจะรู้นักว่าทำไมถึงเป็ตอนนี้ ตอนที่เฉินเฟยหย่าเพิ่งเสร็จกิจของตัวเองกับไป๋อวี่
“เป็เพราะว่าไป๋อวี่เพิ่งจะหายไปเมื่อครู่ เพื่อให้นิยายดำเนินต่อไป โฮสต์...”
“หยุดดดด!” กู้หลินถอนหายใจห้ามไม่ให้หลิวเมิ่งพูดต่อเพราะรู้ว่าคำตอบคืออะไร
“แล้วทำไมถึงเป็ฉัน ทำไมไม่ไปหาไอ้คนแต่งเื่รันทดนี่”
ตอนที่อ่านนิยายเื่นี้ั้แ่เล่มแรก กู้หลินถอนหายใจทุกครั้งที่อ่านจบหนึ่งบท สงสารตัวละครอย่างไป๋อวี่ นึกในใจว่านักเขียนเื่นี้มีปมอะไรในชีวิตหรือเปล่าถึงได้เขียนให้ชีวิตของไป๋อวี่ดิ่งลงเหวอยู่ร่ำไป
ที่สำคัญกว่านั้น นิยายเื่บุปผาเดียวดายมีทั้งหมดเจ็ดเล่มจบ เขาโผล่มาตอนเล่มสาม ด้วยนิสัยการเขียนของคนแต่งเื่นี้ แน่นอนว่ากว่านายเอกจะได้พบความสุขคงจะเป็่กลางเล่มสุดท้าย
“อย่าบอกนะว่าชีวิตน่าเวทนาของฉันจะต้องทนรับทุกอย่างจากคนโฉดคนนั้นจนถึงตอนสุดท้าย”
“ขอรับ หลิวเมิ่งจะอธิบายเนื้อเื่ตอนต่อไปให้ฟังเพราะโฮสต์ยังอ่านไม่ถึง สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้นิยายดำเนินต่อไปคือ...”
“หยุดก่อน” กู้หลินยกมือขึ้นห้าม นึกถึงสิ่งที่อ๋องประสาทเสียอารมณ์แปรปรวนผู้นี้กระทำั้แ่เล่มหนึ่งถึงเล่มสามแล้ว เนื้อเื่หลังจากนี้คงจะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก
“เหอเสวี่ยอิงจะมาตอนไหน” เขาเอ่ยปากถาม หากพระเอกของเื่โผล่มาละก็ ชีวิตหลังจากนี้คงไม่ยากเท่าไหร่
“ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด” หลิวเมิ่งบอกตามตรง
“ไหนนายบอกว่าจะเล่าเนื้อเื่ส่วนที่เหลือให้ฟังไง ทำไมถึงไม่มีกำหนด” กู้หลินถามกลับเพราะสงสัย
“ระบบยังไม่อัปเดตเนื้อหาส่วนนั้น ข้าน้อยจึงไม่รู้ขอรับ” ระบบมือใหม่บอกเขาไปตามตรง
เท่ากับว่าทั้งสองไม่รู้เนื้อเื่ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
กู้หลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่น่าเลือกนิยายเื่นี้มาอ่านเพราะไม่มีอะไรทำเลย ตอนอ่านก็คิดอยู่ว่าทำไมถึงยังดั้นด้นอ่านต่อ หรือว่าชะตาของเขาถูกลิขิตไว้แล้วเหมือนกันหรือ
“แล้วถ้าฉันไม่ทำตามล่ะ” เขาถามหลิวเมิ่ง รอฟังคำตอบจากระบบมือใหม่
“ซี้แหงแก๋ กลับบ้านเก่า ตายแน่นอน” หลิวเมิ่งแจ้งด้วยน้ำเสียงจริงจังเยือกเย็น
“ถ้าต้องทนอยู่กับไอ้คนนั้นก็เหมือนตายอยู่ดีนั่นแหละ ไม่งั้นไป๋อวี่จะหนีไปแบบนี้เหรอ” เขาบ่นชุดใหญ่พลางคิดถึงชีวิตของตนเอง
เนื่องจากกู้หลินเป็บุตรคนที่สามของตระกูล พี่ชายทั้งสองคอยดูแลบริษัทส่งออกใบชาช่วยพ่อกับแม่ เงินประกันชีวิตของเขาทำไว้เกือบสิบฉบับ ถ้าเกิดสิ่งใดขึ้นจึงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงมากมาย
ชีวิตที่ผ่านมาเต็มที่ไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย ถือว่าคุ้มแล้ว เอาล่ะ ต่อให้ซี้แหงแก๋ก็ยังดีกว่าต้องยอมรับชะตากรรมที่ต้องถูกคนผู้นั้นปู้ยี่ปู้ยำไม่เหลือชิ้นดี
“โฮสต์คงไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นใช่ไหมขอรับ” หลิวเมิ่งถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่ากู้หลินเงียบไป
“คิดสิ” เขายืนยัน สีหน้ามุ่งมั่นไม่กลัวสิ่งใด คิดแล้วว่าก่อนจะตายควรทำอะไรบ้าง
“แต่ว่าโฮสต์จะไม่ลองฟังระบบช่วยเหลือของหลิวเมิ่งก่อนหรือ” ระบบมือใหม่พยายามโน้มน้าวใจกู้หลิน ก่อนจะแสดงให้เห็นระบบช่วยเหลือที่เพิ่งพูดถึงเมื่อครู่
“ไม่เห็นมีอะไรเลย” กู้หลินเหลือบซ้ายแลขวา ด้านหน้ามีแต่หน้าจอสีน้ำเงินใหญ่ ๆ ที่ว่างเปล่า
“ขออภัยระบบยังไม่อัปเดต” หลิวเมิ่งปิดหน้าจอลงแล้วอธิบายเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากเป็ระบบตัวตายตัวแทน หากโฮสต์ไม่ปฏิบัติตามเนื้อเื่ดั้งเดิม พยายามฉีกบทนิยายจะไม่มีการลงโทษใด ๆ เพราะชีวิตของไป๋อวี่รันทดมากพอแล้ว แต่ค่าชีวิตทั้งเก้าของโฮสต์จะลดลงเรื่อย ๆ และเมื่อใดที่ค่าชีวิตเหลือศูนย์ โฮสต์ได้กลับบ้านเก่าจริง ๆ แน่นอน หลิวเมิ่งขอเตือนไว้ก่อนว่าให้โฮสต์ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดขอรับ”
“หลิวเมิ่ง บางทีฉันก็รู้สึกว่านายเป็ห่วง แต่บางทีนายก็น่ากลัวจริง ๆ นะ เอะอะจะส่งฉันกลับบ้านเก่าตลอด” กู้หลินส่ายหน้า
พรึ่บ
ประตูห้องนอนถูกเปิดออกทันควัน พลันใบหน้าของเฉินเฟยหย่าปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากมีเลศนัย
“โฮสต์คือไป๋อวี่ อย่าลืมเล่า ข้าขอตัว” หลิวเมิ่งพูดจบก็หายตัวไปในทันทีทิ้งให้กู้หลินนั่งงงอยู่เพียงคนเดียวเพราะไม่รู้ว่าเื่ราวต่อจากนี้ต้องทำอะไร
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ระบบเฮงซวย” เขาพึมพำพลางคว้าผ้าห่มมาคลุมร่างกายตนเองให้แน่นขึ้น ครั้นขยับส่วนล่างก็รู้สึกได้ว่ามีน้ำบางอย่างไหลออกมาจากช่องทางหลัง รวมทั้งเจ็บแสบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ทำไมต้องเข้ามาในนิยายเวลาแบบนี้ด้วย รันทดจริง ๆ “เจ็บโว้ยยยย!”
กู้หลินมัวแต่ทำความเข้าใจชีวิตใหม่กับหลิวเมิ่งอยู่หนึ่งชั่วยามจนลืมสภาพร่างกายที่ผ่านศึกหนักบนเตียงของไป๋อวี่คนเก่าเสียสนิท ไม่ได้เตรียมตัวหรือรู้ล่วงหน้าเลยว่าจะได้เจอกับเฉินเฟยหย่าเร็วถึงเพียงนี้
กระนั้น เฉินเฟยหย่าก็เดินมาใกล้เขาขึ้นเรื่อย ๆ
“เ้ารอข้าอยู่หรือ” เฉินเฟยหย่าถามเขาพยายามจะกระชากผ้าห่มที่คลุมร่างบางเอาไว้ออก
“หยุดนะเว้ย!” ไป๋อวี่คนใหม่ะโห้ามน้ำเสียงดุดันจนอ๋องผู้นี้ผงะเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรมา ไป๋อวี่มักจะหงอไม่กล้าแม้แต่สบตา หนึ่งเพราะรู้ฐานะของตัวเอง สองเพราะเป็เพียงคนที่ร่างกายบอบบางไหนจะสู้แรงบุรุษอย่างเขาได้
“สติฟั่นเฟือนหรืออย่างไรถึงได้พูดกับข้าเช่นนี้” เฉินเฟยหย่าบีบปากของไป๋อวี่
อีกฝ่ายไม่ยอมถูกกระทำกัดมือของเขาจนได้เื
“อ๊ากกก! กล้ากัดมือข้าหรือ” เขาถลึงตาใส่ร่างบางที่แยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ๆ อย่างไม่เกรงกลัว พลางง้างมือจะตบใบหน้าของคนงาม
ทว่า หมัดขวาหนัก ๆ ของไป๋อวี่คนใหม่พุ่งออกไปเร็วกว่ากระทบใบหน้าของเขาอย่างจังจนปากแตกได้เือีกที่
ไป๋อวี่พยายามลุกขึ้นยืนเก้ ๆ กัง ๆ ทรงตัวให้นิ่ง ร่างกายกำลัง้าพลังบวก เพื่อปะทะกับอ๋องใจร้ายที่อยู่ตรงหน้า เพราะรู้สึกหมั่นไส้ตัวร้ายนี้มานานแล้ว
“เ้า วันนี้เป็ไงเป็กัน ข้าจะหยุมหัวเ้า กอดคอ ตีเข่า ให้สาสมกับที่เ้าทำกับไป๋อวี่” กู้หลินผูกผ้าคลุมตัวให้แน่นแล้วยกมือขึ้นสองข้าง กำหมัดอย่างที่เคยเรียนศิลปะการป้องกันตัวพร้อมเผชิญหน้า
ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น อย่าได้คิดแตะต้องร่างกายนี้เด็ดขาด