ติ๊งติ๊งติ๊ง...... ติ๊งติ๊งติ๊ง...... ติ๊งติ๊งติ๊ง......
ในตอนเช้าตรู่ของวันจันทร์ ท้องฟ้ายังคงมืดมิด ซึ่งเป็นที่เข็มสั้นชี้ตรงเลขห้า และเข็มยาวชี้ตรงเลขสิบสอง นาฬิกาปลุกที่ดมิสาตั้งปลุกจากโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงดังสนั่น ทำให้ดมิสางัวเงียตื่นนอนขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้
เมื่อคืนนี้ดมิสาก็เป็นอีกวันที่หลับๆ ตื่นๆ เกือบตลอดคืน และมาหลับสนิทเอาตอนเกือบจะตีสามตีสี่เข้าไปแล้ว จึงทำให้พอตื่นนอนขึ้นมา รู้สึกง่วงงุนและอ่อนเพลีย ที่ดมิสาเป็นอย่างนี้ก็เพราะความทรงจำไม่เคยจางหาย ยังเฝ้าคิดถึงใครบางคนอยู่ทุกค่ำคืนนั้นเอง แต่ถึงจะง่วงงุนและอ่อนเพลียสักเพียงไหน วันนี้เธอก็ต้องตื่น เพราะเธอจะต้องไปทำงาน หลังจากที่ห่างหายไปนานเป็นแรมเดือน
ดมิสาดึงผ้าห่มออกจากตัว ลุกขึ้นแต่ก็ต้องกลับลงไปนอนตามเดิม เมื่อรู้สึกวิงเวียนศีรษะและหน้ามืดอย่างฉับพลัน
“เป็นอย่างนี้อีกแล้วนะ!!... หรือว่า!!???... ไม่นะ ขออย่าเป็นอย่างนั้นนะ ขอให้เป็นแค่นอนไม่พอนะ...”
ดมิสาพร่ำบอกกับตัวเอง ทั้งที่ยังคงหลับตานิ่งอยู่อย่างนั้น โดยที่ภายในใจก็รู้สึกหวาดหวั่นหวาดกลัว วิตกกังวลไปต่างๆ นานา
ดมิสาหลับตานิ่งอยู่อย่างนั้นเกือบๆ ห้านาทีเห็นจะได้ ก็ค่อยลืมตาขึ้นมา และรู้สึกอาการวิงเวียนศีรษะหน้ามืดหายไปแล้ว จึงพยายามไม่คิดอะไรมากไปกว่าแล้ว
ดมิสาค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงนอนช้าๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีอาการแต่อย่างใดแล้ว ก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว เดินไปเข้าห้องน้ำอาบน้ำชำระล้างร่างกาย แล้วจึงกลับออกมาแต่งเนื้อแต่งตัว และออกจากห้องเพื่อไปยังบริษัทที่เธอทำงานอยู่ก่อนหน้านี้
:
:
ดมิสามาถึงที่บริษัทก็มุ่งตรงไปยังฝ่ายบุคคลในทันที เพราะเป็นสิ่งที่เธอคิดไว้ตั้งแต่แรก ที่ต้องการจะรู้ว่าเพราะอะไรทำไมถึงได้ให้เธอกลับมาทำงานได้ปกติ ดมิสานั่งรออยู่ที่โซฟาหน้าห้องฝ่ายบุคคล จนกระทั่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลเดินเข้ามา
“สวัสดีค่ะพี่ณี”
ดมิสาลุกขึ้นยืน ยกมือเรียวเล็กไหว้ผู้ที่อาวุโสทั้งอายุและทั้งตำแหน่งงาน อย่างนอบน้อม เมื่อเห็นสุณีเดินเข้ามาใกล้ๆ
“สวัสดีค่ะน้องสา มาแต่เช้าเลยนะคะ”
สุณียกมือขึ้นรับไหว้ดมิสา พร้อมกับกล่าวทักทายตอบ ด้วยใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้ม อย่างผู้ใหญ่ใจดี ซึ่งดมิสาทำงานอยู่กับบริษัทนี้มาเกือบจะหกปีแล้ว จึงไม่แปลกเลยที่สุณีจะจดจำดมิสาได้
“คือพี่เพ็ญแจ้งเรื่องให้สาทราบ สาจึงอยากรู้เหตุผลว่าทำไมสาถึงได้กลับมาทำงานได้ปกติน่ะค่ะ”
ดมิสาไม่คิดจะอ้อมค้อม พูดเข้าประเด็นที่ตนเองอยากจะรู้ในทันที
“งั้นเดี๋ยวเราเข้าไปคุยกันที่ห้องทำงานพี่ดีกว่านะ”
สุณีไม่แปลกใจแต่อย่างใด ที่ดมิสามาถามเหตุผลแต่เช้าอย่างนี้ พอสุณีพูดจบก็เดินนำดมิสาเดินตรงไปยังห้องทำงานของตัวเอง โดยสุณีเดินกดเปิดไฟ แล้วเดินเลยเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ดมิสาจึงเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ ที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานของสุณี และรอฟังเหตุผลจากสุณีที่กล่าวบอกแก่เธอ
“น้องสาสงสัยว่าทำไมถึงได้เรียกตัวน้องสา ให้กลับเข้ามาทำงานได้ตามปกติ ทั้งๆ ที่น้องสาขาดงานติดต่อกันไปเป็นเดือนๆ ใช่ไหมคะ คือเรื่องนี้เป็นคำสั่งมาจากท่านประธานคนใหม่ค่ะ”
สุณีจ้องมองใบหน้าสวยหวานนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ได้รับคำสั่งมา ให้ดมิสาได้รับรู้รับทราบ
“คำสั่งของท่านประธานคนใหม่หรือคะ!!??....”
ดมิสาขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างสงสัยหนักมากเข้าไปอีก เมื่อได้ยินสุณีพูดมว่า คำสั่งจากท่านประธานคนใหม่ แล้วท่านประธานคนเก่าไปไหนซะล่ะ?
“น้องสาคงจะยังไม่รู้ว่า บริษัทของเราได้ถูกเทคโอเวอร์ไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนตัวท่านประธาน ที่เข้ามาบริหารงานแล้วค่ะ”
สุณีเห็นสีหน้าสงสัยของดมิสา จึงยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมให้ดมิสาได้รับรู้รับทราบ
“แล้วทำไมท่านประธานคนใหม่ ถึงมีคำสั่งให้สากลับเข้ามาทำงานได้ตามเดิมละคะ??”
ดมิสาพยักหน้าอย่างเข้าใจตามนั้น และถามต่อถึงเหตุผลในการที่ท่านประธานคนใหม่ ได้สั่งมาอย่างนั้น เพราะเธอคิดว่าเธอไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับท่านประธานคนใหม่นี้อย่างแน่นอน
“พี่เพียงแค่รับคำสั่งมาตามนี้นะคะ ท่านไม่ได้ให้เหตุผลไว้ น้องสาอย่างคิดมากไปเลยค่ะ น้องสาทำงานที่นี่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง พี่ว่าอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ก็ได้นะ”
สุณีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ถึงมีคำสั่งลงมาอย่างนี้ เคยถามไปเหมือนกัน แต่ที่ได้กลับมาคือเป็นเหตุผลส่วนตัว
๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐๒๐