ขณะที่เขาเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในกองไฟอยู่นั้นแบรนดี้ก็ถอดรองเท้าบู๊ทออก และเลื่อนร่างเข้าไปในถุงนอน ขณะนั้นเธอมิได้รู้สึกง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย ขณะที่มองไปยังกองไฟที่เริ่มสว่างโพลงขึ้นมาใหม่ด้วยเชื้อเพลิงที่เติมไว้นั้น เธอกอดที่จะสงสัยมิได้ว่า ป่านฉะนี้พ่อกับแม่จะรู้หรือยังว่า เธอมิได้นอนอยู่ในเตียงที่บ้าน และในชั่วโมงเช่นนี้ เขาอาจจะเริ่มตระเตรียมผู้คนที่จะออกตามหาเธอกันแล้ว แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า พ่อกับแม่จะรู้ว่าเธอหายตัวไปก่อนรุ่งเช้าละหรือ
เธอเหลือบตามองไปทางจิม ซึ่งเมื่อเขาสวมเสื้อแจ๊คเก้ตตัวใหญ่นั่นเข้าไว้ ก็ยิ่งทำให้ดูรูปร่างใหญ่โตมหึมาน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมยิ่งนัก และพ่อแม่จะคิดอย่างไรถ้าได้พบกับเขา
มันเป็คำถามที่ออกจะบ้าบิ่นอยู่สักหน่อย ในเมื่อปฏิกิริยาของเธอเองที่มีต่อเขานั้นก็ออกจะขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา นาทีหนึ่งเธออาจจะรู้สึกหวั่นเกรงในตัวเขา แต่ในนาที่ต่อมากลับรู้สึกประทับใจในพละกำลัง และมี ความมั่นใจว่าเธอจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน เมื่อได้อยู่ใกล้เขา แต่แล้วเธอก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับการที่เขาทำสีหน้าเยาะหยันเข้าใส่ หรือไม่ก็โกรธเคืองกับการที่เขามาออกคำสั่งราวกับเธอเป็เด็กเล็ก ๆ มิใช่คนที่โตแล้วและสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในอารมณ์และความรู้สึกแน่นอนก็คือเธอมิได้มีความสนใจในตัวเขาเลย
เปลือกตาของเธอค่อย ๆ หรี่ลง และมิได้รู้ตัวเลยว่าผล็อยหลับไปเมื่อไร และแล้วเมื่อเผยอเปลือกตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าท้องฟ้าเริ่มระบายด้วยสีเหลืองทองแล้ว ให้สงสัยอยู่ในใจว่า ดวงดาวหายไปไหนหมดกันนะนี่ มันไม่ น่าจะถึงเวลาเช้าเร็วอย่างนี้เลย และเพียงเธอเอี้ยวศีรษะก็พบว่า พระอาทิตย์สีทองเริ่มลอยดวงขึ้นสู่ขอบฟ้าแล้ว
แบรนดี้ถอนหายใจอย่างยืดยาว ขดตัวลึกลงไปในถุงนอน ทั้งกล้ามเนื้อทั้งกระดูกปวดร้าวไปสิ้น เหมือนจะอุทธรณ์ที่เธอใช้มันมาอย่างหนักเมื่อคืนนี้ อากาศยังเย็นเยียบด้วยความหนาวของยามราตรีที่เพิ่งผ่านมา หนาวเหน็บทั้งปลายจมูกและนวลแก้ม เธอจึงขยับตัวหันไปหากองไฟ
แต่ทว่าเปลวไฟได้ดับลงแล้ว ไม่มีความร้อนกระจายออกมาจากกองเถ้าสีเทาที่เหลืออยู่ และไม่มีวี่แววของจิมด้วย แบรนดี้ที่เต็มไปด้วยความงุนงง ใช้ศอกยันร่างขึ้นทันที มองไปทางด้านที่กองอานม้าสัมภาระของเขาไว้เมื่อคืนนี้ มันก็หายไปด้วยเช่นกัน
หรือว่าเขาจะทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง เขาคงไม่อยากเสี่ยงกับการที่จะต้องพาเธอไปส่งบ้านอย่างแน่นอน หรือว่าเขาจะเลี่ยงหลบไปเสียก่อนที่อรุณจะรุ่ง เพื่อที่ว่าจะเดินทางไปให้พ้นเสียจากถิ่นนี้ ถ้าสมมติว่าเธอไม่อาจจะรักษาสัญญาที่ได้ให้ไว้ แล้วเอาเื่ไปบอกกับตำรวจเกี่ยวกับตัวเขา
คำถามร้อยแปดพันประการก้องขึ้นในสมอง และทุกคำถามล้วนแล้วแต่ไม่มีคำตอบทั้งสิ้น เธอรีบผลุดลุก ขึ้นจากถุงนอน เอื้อมไปหยิบรองเท้าบู๊ท ขณะที่กำลังจะสวมเขาในเท้าข้างขวานั้นเอง ก็มีเสียงพูดดังขึ้นทางเื้ัว่า
“คุณควรจะเคาะรองเท้านั้นดูเสียก่อนที่จะใส่เข้าไป” น้ำเสียงนั้นดังอยู่ด้านหลังตรงตัวพอดี “คุณรู้หรือเปล่าว่าบางทีแมงป่องมันอาจจะคลานเข้าไปซุกอยู่ในรองเท้านั่นตอนกลางคืนก็ได้”
แบรนดี้หันขวับไปทันทีที่ได้ยินเสียงเขา รู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างประหลาด ที่ได้เห็นเรือนร่างและใบหน้าที่คุ้นตาของจิม ที่เดินถืออานกลับมายังบริเวณที่ก่อกองไฟไว้ในที่สุดเขาก็มิได้ทิ้งเธอไว้อย่างที่แบรนดี้หวั่นเกรงเลยและเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขานั้น แบรนดี้ถึงกับพูดไม่ออก
เธอรีบเคาะรองเท้านั้นตามที่ได้รับคำแนะนำด้วยความเต็มใจ แต่ก็โชคดีที่ไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนคลานเข้าซุกตัวอยู่
“คุณคงตื่นแต่เช้าเชียวนะคะ”
เธอถามเสียงแข็ง ๆ
“ผมเห็นคุณกำลังหลับ แล้วก็มองไม่เห็นความจำเป็ที่จะต้องปลุกคุณให้ตื่นขึ้นมาเร็วกว่าจำเป็”
เขา ตอบน้ำเสียงนุ่มนวล
“กาแฟยังอุ่นพอที่จะดื่มได้นะ วันนี้มีอินทผลัมเป็ของหวานตามรายการในเมนูเช่นเคย”
เขาโยนด้วยสังกะสีมาให้ ซึ่งแบรนดี้ก็คว้าไว้อย่างว่องไว
“กินกาแฟเสียก่อนสิ”
มีกาเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนกองเถ้า หลังจากรินกาแฟที่เหลืออยู่ในกาลงในถ้วยแล้ว แบรนดี้ก็นั่งขดตัวอยู่ข้างกองไฟ เสื้อเนื้อบางเบาของเธอดูจะไม่ป้องกันความหนาวเย็นได้เท่าไรนัก ดังนั้นเธอจึงจำเป็ต้องอาศัยความอบอุ่นจากกองไฟเท่าที่ยังเหลืออยู่ จากปลายหางตา เธอมองเห็นจิมกำลังรัดสายคาดใต้ท้องม้าสีน้ำตาลแกมแดงตัวหนึ่งอยู่
“คุณนอนหลับสบายดีไหม”
เขาเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
“ค่ะ ทำไมหรือคะ”
น้ำเสียงของเธอบอกความระแวดระวังขึ้นมาทันที
“ก็เพียงแค่อยากรู้เท่านั้นละ”
เขายักไหล่อย่างมิได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ขยับโกลนม้าที่ห้อยอยู่ข้างตัวมันให้เข้าที่
จากนั้น เขาก็เดินกลับมายังบริเวณกองไฟ เทเศษผงกาแฟที่มีเหลืออยู่ในหม้อลงในกองเถ้า จากนั้นก็ใช้เศษไม้เขี่ยดูตามเถ้าถ่านเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีไม้ชิ้นใดที่ติดไฟหลงเหลืออยู่
“ทำไม คุณคิดว่าผมจะทิ้งคุณไว้ที่นี่คนเดียวอย่างนั้นหรือ เื่นั้นใช่ไหมที่มันรบกวนจิตใจคุณอยู่”
เธอเลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าเขา และสบดวงตาคู่สีดำสนิทที่เปล่งแววหยันเยาะกลาย ๆ อยู่
“คุณก็อาจจะทำอย่างนั้นได้จริง ๆ นี่”
เธอเชิดหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ใช่.... ผมจะทำอย่างนั้นก็ได้”
เขายืดร่างขึ้น หม้อกาแฟที่ว่างเปล่ายังถือค้างอยู่ในมือ
“คุณกินกาแฟหมดหรือยังล่ะ”
แบรนดี้รีบดื่มกาแฟอึกสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้หมดและส่งถ้วยคืนให้เขา จับตามองขณะที่เขาเอาของสองสิ่งใส่ลงในถุงอาน ที่เหลืออีกอันหนึ่งก็คือถุงนอนซึ่งจะต้องพับให้เรียบร้อย แบรนดี้อดรู้สึกหนาวสะท้านไม่ได้ เมื่อถวิลหาความอบอุ่นจากถุงนอนหนา ๆ นั้นอีกครั้ง
‘ฉายแสงออกมาเสียทีเถอะ ดวงตะวัน’ เธอครุ่นคิดอยู่ในใจ เมื่อเห็นดวงกลมสีทองเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าเบื้องทิศตะวันออกขึ้นมา ‘ขึ้นมาเร็ว ๆ แล้วก็ให้ความร้อนความอบอุ่นกับทะเลทรายแห่งนี้เสียที
การที่จะยืนอยู่ในที่เดียวนั้นไม่ทำให้เธออบอุ่นขึ้นมาได้ ดังนั้นเธอจึงเดินตรงไปที่ถุงนอน โน้มตัวลงไปหยิบด้านหัวของมันขึ้นมาไว้ ขณะที่เธอสะบัดฝุ่นให้หลุดออก จิมก็เดินเข้ามา
“ผมทําเอง”
เขาบอก
เธอชะงักมืออยู่เพียงครู่ แต่แล้วก็ยักไหล่ยอมให้เขารับหน้าที่ไปทำแทน บางทีเขาอาจจะไม่เชื่อฝีมือว่าเธอจะสามารถพับถุงนอนให้เรียบร้อยเป็ที่พอใจของเขาก็ได้
เธอโน้มตัวลงไปหยิบผืนที่ใช้ปูรองล่าง ซึ่งเป็ผ้าเนื้อบางกว่าขึ้นมาสะบัดแรง ๆ จากปลายหางตา เขามองเห็นแสงอะไรแวบวับอยู่ เมื่อหันไปมองก็ทันเห็นเขาใช้ใบมีดกรีดลงตามยาวของถุงนอนนั้น
“ตายจริง นั่นคุณทำอะไรน่ะ”
เธอขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
มีดด้ามนั้นถูกใส่กลับลงในฝักที่ห้อยอยู่ตรงเข็มขัดแล้ว
“มันจะต้องอีกสักชั่วโมงหรือมากกว่านั้นกว่าที่อากาศจะอุ่นขึ้น ถึงตอนนั้นคุณก็คงหนาวจนแข็งแล้ว”
และแล้วโดยไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไรต่อ เขาก็เอาส่วนที่ใช้มีดกรีดออกสวมเข้าทางศีรษะของเธอ
“เอาละตอนนี้คุณก็ใช้เข็มขัดรัดมันให้แนบตัวไว้เสียสิ”
แบรนดี้แทบไม่เชื่อสายตาของตนเองเลย ได้แต่มองผ้าผืนนั้นที่หุ้มห่ออยู่รอบตัวเป็ครู่ เวลานี้มันได้กลายเป็ผ้าห่มปันโชของชาวเม็กซิโกไปแล้ว เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นยามที่มันห่อหุ้มเรือนกายไว้
และแล้ว เธอก็เงยหน้าขึ้นมองดูเขา ใคร่จะอ่านแววที่ปรากฏอยู่ในสีหน้านั้นให้กระจ่างแจ้ง
“คุณต้องเสียถุงนอนไปทั้งอันเชียวนะคะ”
แม้ว่ามันจะเป็การตั้งข้อสังเกตที่ไม่จำเป็นัก แต่ถึงอย่างไรเธอก็ควรจะพูดอะไรบางอย่างออกไปอยู่ดี
“ก็มันจำเป็นี่”
เขาปิดปากเม้มรอยยิ้มแบบผู้ชาย
และเพื่อเป็การยุติการสนทนาลงเพียงแค่นั้นเขาก็โน้มร่างลงหยิบผ้าปูรอง ที่ แบรนดี้ทำหล่นขึ้นมาถือไว้พับมันเป็ระเบียบเรียบร้อยด้วยความชำนาญ ขณะที่เขาเดินเอาม้วนผ้าไปผูกติดไว้ทางปุ่มอานทางเื้ั แบรนดี้ก็ปลดห่วงเข็มขัดที่คาดอยู่กับกางเกงยีนออก เธออยากจะบอกเขาเหลือเกินว่ารู้สึกขอบคุณในทุกสิ่งทุกอย่างมากเพียงไร แต่เธอไม่รู้ว่าจะกล่าวออกมาเป็คำพูดอย่างไร โดยที่จะไม่ให้สุ้มเสียงดูเป็งานเป็การมากเกินไปเพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีศิลปะในการพูด แต่ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกว่า เขามิได้้าคำขอบคุณจากเธอเท่าไรนัก