ในที่สุดก็จะได้หาเงินเสียที เสวี่ยฮุ่ยตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ นางจึงเตรียมเครื่องปรุงที่เหมาะสำหรับทำน้ำแกงไว้มากมายในมิติวิเศษ
“พรุ่งนี้เจ้าก็ตามไปช้อนปลากับเขาด้วยเถอะ ปล่อยปลาในมิติวิเศษออกไปบ้าง น้ำแกงปลาเบญจพรรณ *[1] นั้นรสชาติเลิศรสยิ่งนัก!” เฮ่อจิ่นบอกให้เสวี่ยฮุ่ยลองทำน้ำแกงปลาเบญจพรรณสักหม้อในตอนนี้เพื่อเป็นการฝึกมือ
“เจ้าไม่ใช่กิ่งไม้หรอกหรือ? ทำไมถึงมีนิสัยเห็นแก่กินเช่นนี้เล่า!”
“บอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าข้าเป็นภูต ภูตเข้าใจไหม!” ทำไมต้องมาจู้จี้เรื่องรูปลักษณ์ด้วย อาหารเลิศรสไม่มีพรมแดน อย่ามาเหยียดเผ่าพันธุ์อื่นแบบนี้สิ
หรือว่าภูตไม่คู่ควรกับการได้ลิ้มรสอาหารอร่อยกัน?
“เอาละ ๆ ข้าผิดเอง ข้าจะไปทำน้ำแกงปลาเบญจพรรณเดี๋ยวนี้ เพื่อเป็นการขอโทษเจ้า!”
“น้ำแกงปลาต้องเคี่ยวจนเป็นสีขาวน้ำนม ห้ามใส่เครื่องปรุงมากเกินไป ข้าไม่ชอบรสชาตินั้น และต้องไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นจะเสียอรรถรสในการกิน...”
เสวี่ยฮุ่ยมองดูเฮ่อจิ่นที่ยืนเท้าสะเอวสั่งโน่นสั่งนี่ไม่หยุด นางอยากจะพูดออกไปเหลือเกินว่า ถ้ายังจะบ่นพร่ำเพรื่ออีกก็ทำเองเลย!
เมื่อยกน้ำแกงปลาเบญจพรรณมาวาง เฮ่อจิ่นตั้งท่าจะกระโดดลงไปแต่ถูกเสวี่ยฮุ่ยห้ามไว้ “เจ้าอาบน้ำหรือยัง? น้ำแกงนี้ไม่ใช่แค่เจ้าที่ต้องดื่ม ข้าเองก็ต้องดื่มด้วย!”
“คนที่ไม่มีความรู้อะไรเลยนี่น่ากลัวจริง ๆ เจ้าไม่ลองคิดดูบ้างหรือว่าข้าเป็นใคร ข้าคือภูตผู้ยิ่งใหญ่และสารพัดประโยชน์เชียวนะ...”
คำพูดของมันถูกเสวี่ยฮุ่ยขัดจังหวะอย่างไร้เยื่อใย “มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เจ้าอาบน้ำหรือไม่กัน? เข้าประเด็นเลย!”
“ตัวข้าบริสุทธิ์ไร้ธุลีมาแต่กำเนิด อีกทั้งหากเจ้าดื่มน้ำแกงที่ข้าเคยแช่ตัวอยู่ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยให้คงความอ่อนเยาว์ ทำให้ผิวพรรณของเจ้าเนียนนุ่มจากภายในสู่ภายนอกด้วย!”
ทำไมรู้สึกว่าเจ้านี่เหมือนพวกขายยาปลอมเลยนะ? เป็นภูตจริง ๆ หรือ? ดูยังไงก็ไม่เหมือน!
“เจ้าแต่งเรื่องหลอกข้าอีกแล้ว!” เพื่อให้เสวี่ยฮุ่ยสบายใจ เฮ่อจิ่นจึงวิ่งไปกลิ้งตัวในน้ำพุใสหนึ่งรอบ ก่อนจะออกมาสะบัดหยดน้ำตามตัวให้แห้งแล้วมุดลงไปในน้ำแกง
“น้ำแกงวันนี้พอใช้ได้ ครั้งหน้าให้ปิดไฟเร็วขึ้นหนึ่งนาที รสชาติจะดียิ่งขึ้นอีกนิด!” เฮ่อจิ่นเสนอแนะ
เสวี่ยฮุ่ยน้อมรับคำแนะนำของมันอย่างถ่อมตัว แต่มองดูเฮ่อจิ่นที่ใช้ชามน้ำแกงแทนสระว่ายน้ำแล้วก็เอ่ยเตือนว่า หากยังกระโดดโลดเต้นไม่หยุด แล้วนางเผลอกินมันเข้าไป นางจะไม่รับผิดชอบเด็ดขาด
“เหอะ เจ้าจับข้าให้ได้ก่อนเถอะ! คิดจะกินท่านภูตผู้นี้ ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าฟันของเจ้าดีพอหรือไม่!”
ทั้งสองคนดื่มน้ำแกงไปพลางโต้เถียงกันไปพลาง หลังจากมื้ออาหารความสัมพันธ์ก็แน่นแฟ้นขึ้นไม่น้อย วันรุ่งขึ้นเสวี่ยฮุ่ยใช้เวลาช่วงเช้าคัดลอกการบ้านที่โจวป๋อเทาทิ้งไว้ให้ หากอยากจะไปตั้งแผงขายของ นางต้องรีบเร่งทำงานที่ท่านน้าสั่งให้เสร็จโดยเร็ว
เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยง เสวี่ยจื้อหยงและโจวเสี่ยวเม่ยก็กลับมา ทั้งสองหาทำเลในตลาดได้ที่หนึ่ง ส่วนโต๊ะและเก้าอี้เช่ามาจากร้านค้าแถวนั้น พรุ่งนี้เช้าเพียงแค่ไปจัดวางก็เรียบร้อย
ถ้วยและตะเกียบก็ซื้อจากของค้างสต็อกในร้านขายของชำ ซึ่งราคาถูกกว่าปกติมาก โจวเสี่ยวเม่ยยังซื้อเกลือและซีอิ๊วมาด้วย
“พวกเราจะไปทำค้าขายกันจริง ๆ หรือ? จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือเรื่องจริง!” เติ้งอาเหลียนพึมพำกับตัวเอง คล้ายกับกำลังขอความเห็นจากลูกสะใภ้
“ท่านแม่ พวกเราเตรียมของไว้หมดแล้ว แน่นอนว่าต้องทำเจ้าค่ะ ฮุ่ยฮุ่ยพูดถูก หากไม่ลองทำเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าได้ผลหรือไม่ ถึงไม่สำเร็จก็ไม่มีอะไรเสียหาย โต๊ะเก้าอี้ก็เช่ามา แผ่นแป้งทอดถ้าขายไม่ได้พวกเราก็กินเองได้ ขอเพียงบ่ายนี้ท่านพ่อของฮุ่ยฮุ่ยจับปลาได้ก็พอเจ้าค่ะ”
“วางใจเถอะ! ยังไงก็ต้องจับได้แน่นอน!” เสวี่ยจื้อหยงวางของลงแล้วรีบไปเตรียมอุปกรณ์ประมง จัดการทำฉมวกสำหรับจับปลา
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างนอก เสวี่ยฮุ่ยจึงเก็บพู่กันและกระดาษแล้วเปิดประตูออกจากห้อง
“ท่านย่าท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ ต้องสำเร็จแน่นอน บ่ายนี้ข้าจะตามท่านพ่อและพี่รองไปจับปลาก่อน แล้วค่อยกลับมาทอดแผ่นแป้งทอดกับท่านเจ้าค่ะ”
“น้องเล็ก เจ้าอยู่บ้านเถอะ ข้ากับท่านพ่อต้องจับปลาได้แน่นอน!” เสวี่ยเจี้ยนหลินมีความมั่นใจในตัวเองมาก
น้ำแกงปลาหนึ่งหม้อใช้ปลาไม่กี่ตัว เสวี่ยฮุ่ยเชื่อว่าท่านพ่อและพี่รองสามารถจับได้ แต่สิ่งที่นางต้องการคือปลาจี้ *[2] เพราะปลาจี้ในมิติวิเศษมีรสชาติเลิศรสกว่า และไม่มีกลิ่นคาวปลามากนัก เป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการเคี่ยวน้ำแกงปลา
“ข้าไปเดินเล่นรอบหนึ่งแล้วจะรีบกลับมาเจ้าค่ะ! ไม่ให้เสียงานทอดแผ่นแป้งแน่นอน!”
เสวี่ยจื้อหยงก้มลงมองลูกสาวตัวน้อยที่เขย่าแขนเสื้อเขา เขาพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่รู้จริง ๆ ว่าจะปฏิเสธลูกสาวได้อย่างไร
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ พ่อลูกสามคนก็ออกจากบ้าน ครั้งนี้เสวี่ยฮุ่ยสวมเสื้อผ้าเก่าของพี่รอง นางยังให้ท่านแม่ช่วยตัดผมหน้าม้าให้ ผมหน้าม้าที่หนาเตอะปิดบังคิ้วที่โค้งยาวจนระลงมาถึงดวงตา
ก่อนออกจากบ้าน นางใช้หมึกแต้มจุดเล็กน้อยที่แก้มทั้งสองข้าง จนดูราวกับเป็นคนละคนกับรูปลักษณ์เดิม!
เมื่อทั้งสามคนไปถึงริมลำธาร เสวี่ยเจี้ยนหลินถอดรองเท้าพับขากางเกงเตรียมลงน้ำ เสวี่ยฮุ่ยเดินเล่นรอบ ๆ ฝั่งน้ำ เมื่อสบโอกาสนางจึงหยดน้ำพุวิเศษลงในถังไม้ และหยดลงในลำธารเล็กน้อย พร้อมกับปล่อยปลาจี้ออกไปสิบกว่าตัว
“ท่านพ่อ พี่รอง ตรงนี้มีปลาเจ้าค่ะ!” เสวี่ยฮุ่ยเรียกทั้งสองคนให้มา
“เป็นปลาใหญ่หรือเปล่า?”
เสวี่ยเจี้ยนหลินรีบว่ายน้ำเข้ามา ทำให้ฝูงปลาแตกกระจาย ในขณะที่เขากำลังหงุดหงิด เสวี่ยฮุ่ยก็ถือถังไม้มายังจุดที่เพิ่งปล่อยปลาไป เมื่อวางถังลงในน้ำ ปลาที่ว่ายหนีไปก็รีบว่ายกลับมาอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีปลาหลีและปลาหญ้าบางส่วนว่ายตรงมาที่ถังไม้ด้วย
“น้องเล็ก เจ้าทำได้อย่างไร!” นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว เสวี่ยเจี้ยนหลินลืมช่วยจับปลา และจ้องมองน้องสาวพร้อมกับเอ่ยถาม
“ข้าพบปรากฏการณ์ที่แปลกมากเจ้าค่ะ เมื่อข้ายื่นมือลงในน้ำจะดึงดูดฝูงปลาได้ง่ายมาก หากในถังไม้มีน้ำที่ข้าเคยสัมผัส ปลาจะว่ายเข้ามาเอง ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันเจ้าค่ะ” เสวี่ยฮุ่ยตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ
เสวี่ยจื้อหยงช่วยยกถังขึ้น “เสี่ยวหลิน เรื่องของน้องสาวเจ้าห้ามให้คนอื่นรู้เด็ดขาด นี่คือความลับของบ้านเรา!”
“ขอรับ ข้าจำไว้แล้ว!” เสวี่ยเจี้ยนหลินลองยื่นมือทั้งสองข้างลงในน้ำ โบกไปมาหลายครั้ง อย่าว่าแต่ปลาใหญ่เลย แม้แต่ลูกปลาตัวเล็ก ๆ ก็ไม่เห็นสักตัว
เขาจึงลองให้น้องสาวเอามือจุ่มน้ำ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีปลาสามตัวว่ายล้อมรอบ และไม่ยอมจากไปไหน
“กลับบ้านกันเถอะ! ปลาเหล่านี้เพียงพอสำหรับทำน้ำแกงในวันพรุ่งนี้แล้ว!”
เสวี่ยจื้อหยงตักปลาสามตัวใส่ถัง เท่านี้ก็พอแล้ว คนเราจะโลภเกินไปไม่ได้ และยิ่งห้ามเปิดเผยความไม่ธรรมดาของลูกสาวออกไปเด็ดขาด!
ทางด้านเติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเม่ยที่รออยู่ที่บ้าน กำลังจัดเตรียมถ้วยตะเกียบและหม้อให้สะอาด พร้อมกับปรึกษากันว่าจะทอดแผ่นแป้งอย่างไรดี ในตอนนั้นเองประตูรั้วก็เปิดออก ทั้งสามคนที่ไปช้อนปลากลับมาแล้ว!
“ทำไมพวกเจ้ากลับมาเร็วเช่นนี้เล่า!” เติ้งอาเหลียนนึกว่าหลานสาวไม่สบาย จึงรีบวิ่งไปแตะหน้าผาก แต่นางไม่ได้ตัวร้อนเลย
เสวี่ยเจี้ยนหลินชี้ไปที่ถังไม้แล้วกล่าวว่า “พวกเราช้อนปลาได้แล้วจึงกลับมาขอรับ!”
สามคนนี้ออกจากบ้านจนกลับมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม จะช้อนปลาได้สักกี่ตัวกัน! หากปลาน้อยเกินไป น้ำแกงที่เคี่ยวออกมาจะไม่รสชาติดี การออกไปตั้งแผงครั้งแรกต้องเน้นคุณภาพของสินค้า มิเช่นนั้นครั้งหน้าจะมีลูกค้าประจำกลับมาอีกหรือ?
เติ้งอาเหลียนคิดในใจว่าไม่ได้การ ต้องให้ลูกชายและหลานชายไปช้อนอีกรอบ อย่างน้อยต้องมีปลาห้าถึงหกตัวจึงจะเคี่ยวน้ำแกงได้หนึ่งหม้อ แต่เมื่อนางก้มลงมองในถังน้ำก็นิ่งอึ้งไป ใครก็ได้ช่วยบอกนางทีว่าปลาเต็มถังนี้มาจากไหน หรือว่าปลาในลำธารมีมากจนถึงขั้นที่แค่เอาถังวางลงไป พวกมันก็ว่ายเข้ามาเองได้ขนาดนี้เชียวหรือ?
“ท่านย่า ท่านแม่ รีบมาเร็วเข้า ข้ามีความลับจะบอกให้พวกท่านฟัง!”
เสวี่ยเจี้ยนหลินดึงมือท่านย่าและท่านแม่ให้มานั่งบนม้านั่ง เขายังกระโดดมองออกไปนอกกำแพงบ้าน เมื่อเห็นว่ารอบ ๆ ไม่มีใคร จึงลดเสียงต่ำลงแล้วบอกความลับของน้องสาวออกมา!
*[1] น้ำแกงปลาเบญจพรรณ ซุปปลาที่มีรสชาติหวานน้ำต้มกระดูกปลา บำรุงร่างกาย
*[2] ปลาจี้ ปลาจำพวกปลาตะเพียน