《รัชศกหยวนเทียน : ฤดูใบไม้ร่วงในปี 981》
~ ตำหนักตระกูลจาง ~
ภายในห้องลับห้องหนึ่ง มีแสงสลัวจากตะเกียง ใจกลางห้องเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสีขาวซีดกำลังนั่งเข้าสู่สภาวะฌาณโดยที่ดวงตาทั้งสองยังคงปิดสนิท
ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์ คิ้วเรียงรายงดงามดุจกระบี่ แม้แต่โครงหน้าก็ผอมเพรียวไม่แตกต่างจากสตรี
เขาคือจางหลิน นายน้อยตระกูลจางแห่งเมืองหยางโจว และเป็ชายหนุ่มคนแรกในแคว้นฉู่ที่สามารถปลุกจิติญญายุทธ์ได้ั้แ่อายุ 8 ขวบ
ในอาณาจักรหยวนเทียนแห่งนี้ ผู้ที่มีจิติญญายุทธ์เท่านั้นที่จะถูกเรียกว่าผู้มีพร์และสามารถที่จะเดินบนวิถีแห่งเต๋าได้
ทว่า์ได้กลั่นแกล้งเขาอย่างโหดร้าย เพราะหลังจากที่จางหลินปลุกจิติญญายุทธ์ได้ เขากลับพบว่าจุดชีพจรของเขาถูกปิดกั้นไปถึงสี่สิบเก้าจุด ทำให้เขาไม่สามารถเริ่มเส้นทางแห่งการฝึกฝนได้!
เป็เวลากว่า 9 ปีแล้วที่ปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข จนถึงตอนนี้จางหลินก็มีอายุครบ 17 ปีแล้ว
ตระกูลจางได้สูญเสียทรัพยากรมากมายไปกับสมบัติที่จะช่วยทลายจุดชีพจรที่ปิดตาย ถึงกระนั้นทุกอย่างที่เสียไปก็ต้องสูญเปล่า นั่นทำให้ชื่อเสียงของตระกูลจางในเมืองหยางโจวเริ่มที่จะถดถอยลง และผู้คนเริ่มตั้งฉายาให้จางหลินว่า ‘ชายที่ถูก์ทอดทิ้ง’
และในวันนี้ก็เฉกเช่นเดิม จางหลินได้รับเม็ดยาระดับสูงที่รู้จักกันในชื่อ【เม็ดยาัคลั่ง】หมายจะใช้มันกระตุ้นเพื่อทลายจุดชีพจรที่ถูกปิดตายตลอด 9 ปีที่ผ่านมา
เมื่อจางหลินพยายามที่จะดูดซับผลของเม็ดยาัคลั่ง จู่ๆเส้นลมปราณที่ตีบตันก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกครั้งใหญ่ ทำให้อวัยวะภายในรู้สึกปั่นป่วนอย่างรุนแรง!
ใบหน้าของเขาก็ซีดลงและััได้ถึงความทุกข์ทรมานราวกับมีค้อนั์บดขยี้อวัยวะภายในจนแหลกละเอียด ส่งผลให้เขากระอักเืออกมาคำใหญ่!
“พ๊วก!”
ดวงตาของเขาสั่นไหว ก่อนจะรีบหมุนเวียนพลังในจุดชีพจรที่มีเพียงสามจุดเพื่อที่จะใช้เม็ดยาัคลั่งกระตุ้นจุดชีพจรที่ปิดตายที่เหลือ!
ครืน!
แต่จู่ๆอานุภาพในการกระตุ้นของเม็ดยาัคลั่งก็สูญสลายไป ราวกับว่ามีหลุมดำขนาดใหญ่ในร่างกายของเขาได้ดูดกลืนประสิทธิภาพของเม็ดยาให้หายไปจนหมดสิ้น
กระแสลมปราณภายนอกที่เคยโหมกระหน่ำก็ค่อยๆกระจัดกระจายกันออกไป
หลังจากนั้นจางหลินก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความขมขื่น “แม้แต่เม็ดยาระดับ 3 ขั้นสูงก็ยังไม่สามารถทลายจุดชีพจรได้งั้นรึ?”
“เป็ไปได้ไหมว่าชาตินี้ข้าจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังยุทธ์ได้จริงๆ?”จางหลินถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ราวกับว่าหนทางเบื้องหน้ามีเพียงความมืดมิดและทางตัน
เขาลุกขึ้น พลันมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีสายฝนโปรยปรายในยามวิกาล ใบหน้าของเขาที่สะท้อนกับแสงจันทร์เผยให้เห็นเอกลักษณ์เฉพาะที่หาที่เปรียบได้ยาก ก่อนที่เขาจะบ่นพึมพำกับตัวเอง “ไม่รู้ว่าตอนนี้ชิงเยว่กำลังทำอะไรอยู่…”
“ช่างเถอะ แวะไปหานางหน่อยดีกว่า” จางหลินยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะหยิบปิ่นหยกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะผลักประตูและก้าวออกไปพร้อมกับร่มไม้ที่ปรากฏขึ้น
แต่ทันทีที่เขาก้าวออกมา สาวใช้ที่รออยู่ด้านนอกสองคนก็โค้งคำนับ “นายน้อย”
จางหลินพยักหน้าเบาๆให้แก่สาวใช้ทั้งสอง “ฝากบอกท่านพ่อว่าเม็ดยาระดับ 3 ที่ให้มาไม่ได้ผล และข้าจะไปที่ตระกูลชิงสักครู่”
ภายในเมืองหยางโจว【ตระกูลชิง】คือหนึ่งในตระกูลนักฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุด
ด้วยการตื่นขึ้นของจิติญญายุทธ์ของจางหลินเมื่อ 9 ปีก่อน ตระกูลชิงจึงได้ถือโอกาสในการไปเยี่ยมเยียนตระกูลจางและยื่นข้อเสนอการหมั้นหมายให้แก่จางหลินั้แ่เขายังวัยเยาว์ และมีจุดประสงค์ว่าเมื่อใดที่ชิงเยว่ บุตรสาวของหัวหน้าตระกูลชิงอายุครบ 16 ปี พวกเขาจะจัดงานมงคลสมรสระหว่างทั้งสองคนให้ทั้งเมืองหยางโจวได้ประจักษ์
เนื่องจากจางหลินเป็บุคคลที่มีพร์ั้แ่กำเนิด ฉะนั้นแล้วหากทั้งสองตระกูลได้สานสัมพันธ์กัน ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะยิ่งใหญ่ถึงขั้นสามารถต่อกรกับผู้ปกครองเหนือเมืองอื่นๆได้อย่างง่ายดาย
แต่ตระกูลชิงจะคาดคิดได้อย่างไรว่าหลังจากที่จางหลินปลุกจิติญญายุทธ์ขึ้นมา เขากลับไม่สามารถทลายจุดชีพจรได้อย่างไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อรู้อย่างนั้นหัวหน้าตระกูลชิงก็เริ่มที่จะละความสนใจจากตัวของจางหลินด้วยความผิดหวัง
แต่เนื่องจากหัวหน้าตระกูลชิงและตระกูลจางได้หมั้นหมายเด็กทั้งสองไว้แล้ว หัวหน้าตระกูลชิงก็ไม่อยากจะกลืนน้ำลายตัวเอง เขาจึงได้ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติ...
สาวใช้ทั้งสองเข้าใจทันทีว่านายน้อยจาง้าไปที่ตระกูลชิงเพื่ออะไร พวกนางประสานมือบริเวณเอวและย่อตัวลงเป็การแสดงว่าพวกนางรับทราบ
.
.
.
ขณะนี้เบื้องนอกที่พักอาศัยมีฝนตกหนักด้วยท้องฟ้าที่มืดครึ้ม สายลมที่โหมกระหน่ำทำให้อาภรณ์ของเขาเปียกโชกบางส่วน หากแต่จางหลินถือร่มไม้ด้วยรอยยิ้มเบิกบานพลางเดินไปยังตระกูลชิงที่อยู่ห่างออกไป
แต่เนื่องจากว่าเป็ยามวิกาล หากเขาเข้าสู่ตระกูลชิงทางประตูหน้าเฉกเช่นที่ทำเป็ปกติก็อาจจะดูเป็การเสียมารยาทเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจปีนกำแพงเข้าไปยังตระกูลชิงที่ชิงเยว่กำลังพักอาศัยอยู่
เมื่อข้ามผ่านกำแพงและเหยียบย่ำผืนหญ้า เขามองซ้ายมองขวาและเห็นว่าทางสะดวก เขาก็ย่ำเท้าอย่างเงียบๆไปยังตำหนักหลังหนึ่งที่อยู่ในระยะสายตา
แต่ก่อนที่เขาจะได้เคาะประตูของตำหนัก จู่ๆมือของเขาก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงกระทบของเนื้อและเสียงครวญครางรัญจวนของสตรีที่เปี่ยมไปด้วยตัณหา “พี่หยาง ได้โปรดอ่อนโยนกับข้าหน่อย อ๊าห์~”
น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจและความเสียวซ่าน ทำให้ใบหน้าของจางหลินแข็งทื่อราวกับิญญาหลุดออกจากร่าง
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดหัวใจของเขาเต้นแรงเป็พิเศษ ความรู้สึกหนักอึ้งเข้ากดทับทำให้ร่างกายของเขาไม่สามารถขยับขาไปจากจุดเดิมได้ ‘นั่นคือเสียงของชิงเยว่’
เขากลืนน้ำลายหนึ่งเฮือกด้วยคอที่แห้งผาก เขาเริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีและได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ทุกอย่างเป็ไปตามที่เขาคาดเดา
ด้วยการตัดสินใจที่เด็ดขาด เขาค่อยๆผลักไปที่ประตูอย่างช้าๆ เผยให้เห็นแสงจากตะเกียงที่สอดส่องออกมาจากร่องของประตู
จู่ๆ ดวงตาของจางหลินก็เบิกกว้างเมื่อเห็นว่าบนเตียงมีร่างของคนสองคนที่กำลังสมสู่กันอย่างเร่าร้อน
เสียงครวญครางที่เย้ายวนของหญิงสาวดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนัก
“อาห์~ พี่หยาง…” หญิงสาวที่อยู่ด้านล่างของร่างที่กำยำเปล่งเสียงคร่ำครวญด้วยความรัญจวน
“เยว่เอ๋อร์ เบาๆหน่อย หากผู้ใดมาเห็นเข้า ชื่อเสียงของเ้าอาจจะหมัวหมองเอาได้” ชายหนุ่มที่กำลังเด้งสะโพกอย่างดุเดือดกล่าวด้วยเสียงหอบหายใจในลักษณะหยอกล้อ
“ท่านทำรุนแรงเช่นนี้จะให้ข้ายั้งเสียงได้อย่างไร?” น้ำเสียงของหญิงสาวด้านล่างเปี่ยมไปด้วยความเขินอาย แต่ถึงกระนั้นนางยังคงหอบหายใจอย่างหนักผสมกับเสียงครวญครางเป็ระยะๆ
จางหลินที่มองเห็นฉากตรงหน้าก็รู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบได้พังทลายลงมา!
ใครจะคาดคิดว่าหญิงสาวที่เป็คู่หมั้นของเขาและกำลังจะมีพิธีแต่งงานในอีกสามวันถัดมา จะกำลังมีสัมพันธ์สวาทกับชายอื่นได้อย่างหน้าไม่อาย!
ร่างของจางหลินสั่นเทา เสียงหอบหายใจของเขาแรงขึ้น ดวงตาค่อยๆมีน้ำขังด้วยเส้นเืฝอยที่แตกพร่า ก่อนที่ความรู้สึกอันหนักอึ้งจะเข้าครอบงำทำให้สมองขาวโพลนและมีเสียงอื้ออึงก้องกังวานดังอยู่ในหู!
ฉากนี้ทำให้จิตใจของจางหลินแตกสลายเป็เสี่ยงๆ!