หลันเยวี่ยแน่ใจว่าเงาคนที่เดินออกมาจากลานบ้านคือหลินซือหย่วนจริงๆ
เขาออกมาทำอะไรเวลานี้กันนะ?
ไปห้องน้ำงั้นเหรอ?
ไม่น่าใช่ห้องน้ำบ้านเขามันอยู่ในลานบ้านนี่นา
เดี๋ยวนะหมอนั่นเหมือนจะแบกอะไรอยู่ด้วยนี่
หลันเยวี่ยนึกว่าตัวเองตาฝาดพอกะพริบตาแล้วมองดูอีกที ถึงได้มั่นใจว่าตนไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ
หลินซือหย่วนกำลังแบกคานหาบจริงๆด้วย!
หลินซือหย่วนแบกคานหาบไว้พร้อมกับก้าวฉับๆด้วยขายาวๆ ของเขา ไม่นานร่างก็หายลับไปจากสายตา
ตอนนี้หลันเยวี่ยลืมไปแล้วว่าขาตัวเองชาเธอครุ่นคิดว่าเวลานี้หลินซือหย่วนไม่หลับไม่นอนแล้วแบกคานหาบไปไหน?
แล้วในหาบนั่นใส่อะไรไว้กันนะ?
เมื่อกลับเข้าไปดูนาฬิกาในบ้านก็เพิ่งจะตีสามสี่สิบนาที
พอล้มตัวลงนอนหลันเยวี่ยก็ข่มตาหลับไม่ลงเสียแล้ว
ภาพที่เพิ่งเห็นกับตาเมื่อครู่มันเอาแต่วนเวียนอยู่ในหัวตลอด
ดูเหมือนว่าหลินซือหย่วนจะไม่ใช่คนแบบที่เธอคิดไว้
คิดไปคิดมาหลันเยวี่ยก็ผล็อยหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็สางแล้ว
หลังจากตื่นนอนหลันเยวี่ยก็ยังไม่หายสงสัยว่าหลินซือหย่วนที่ตื่นเช้ากว่าไก่จะแบกคานหาบไปไหน
ตอนกินข้าวเช้าหลันเยวี่ยเลยลองถามจ้าวหงเหมย “แม่คะหลานชายสุดที่รักของย่าใหญ่เอาแต่กินแล้วไม่ทำอะไรเลย จริงๆ เหรอคะ?”
จ้าวหงเหมยถอนหายใจและตอบด้วยน้ำเสียงปนเสียดาย“เฮ้อ! แม่ไม่ค่อยเห็นเขาลงไปทำงานในไร่นาเลยนะเมื่อก่อนเขายังเรียนหนังสืออยู่ ก็ไม่แปลกถ้าจะไม่ต้องทำงานแต่พอจบมัธยมปลายแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะลงแรงทำนาที่บ้านบ้าง”
ถิงถิงก็เสริมว่า“พี่ ก็เห็นๆ อยู่ว่าหลินซือหย่วนแต่งตัวเนี้ยบทุกวันท่าทางแบบนั้นจะไปเหมือนชาวไร่ชาวนาได้ยังไงคะ”
ถิงถิงเป็นสาวขยันขันแข็งเธอจึงเกลียดพวกขี้เกียจอย่างหลินซือหย่วนเข้าไส้
ตอนที่หลันเยวี่ยเพิ่งกลับมาบ้านถิงถิงเลยวางตัวห่างเหินกับเธอ
ตอนนั้นหลันเยวี่ยทั้งตะกละทั้งขี้เกียจแถมยังมีเรื่องให้จุกจิกกวนใจอีกเยอะ ไม่น่ารักเอาซะเลย
หลันเยวี่ยไม่ได้เล่าเรื่องที่ตัวเองตื่นตั้งแต่เช้ามืดให้คนในบ้านฟังเธอคิดว่าอยากจะดูลาดเลาไปก่อน
ดังนั้นตอนตีสามในวันต่อมาหลันเยวี่ยจึงค่อยๆ ลุกขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
เธอไม่ได้ไปห้องน้ำ
พอออกมาจากลานบ้านเธอก็หันไปทางบ้านของหลินซือหย่วน และมองเห็นแสงไฟจริงๆ
ไม่นานนักไฟก็ดับลงแล้วประตูก็เปิดออก
หลันเยวี่ยซ่อนตัวแอบส่องดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
เหมือนกับเมื่อวานเปี๊ยบประตูใหญ่เปิดออกแล้วหลินซือหย่วนก็เดินออกมาข้างนอกพร้อมกับแบกคานหาบไว้เหมือนเดิม
ในขณะที่หลันเยวี่ยกำลังครุ่นคิดว่าในหาบนั่นมีของอะไรไฟฉายก็ส่องมาทางนี้ แสงไฟเข้าตาเธอเต็มๆ
หลันเยวี่ยรีบเบือนหน้าหนีแล้วแสงไฟฉายก็เลื่อนผ่านตัวเธอไป
ถึงจะรู้ว่าตัวเองโดนใครบางคนจับได้แล้วแต่หลันเยวี่ยก็ยังหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต่อไปรอจนกระทั่งคนคนนั้นหายลับไปในเงามืด
พอหายไปจนไม่เห็นแม้แต่เงาแล้วหลันเยวี่ยก็ออกมาจากหลังต้นไม้ แล้วรีบเดินกลับบ้าน
ประจำเดือนของถิงถิงใกล้จะหมดแล้วเธอจะอยู่บ้านเฉยๆ อีกคงไม่ได้ดังนั้นเธอเลยบอกหลันเยวี่ยว่ากินข้าวเช้าเสร็จแล้วค่อยขึ้นเขาไปหาของป่าด้วยกัน
หลังจากรู้ว่าขึ้นเขาคนเดียวอาจจะเจองูได้หลันเยวี่ยก็ไม่กล้าขึ้นเขาไปคนเดียวอีกเลย
พอกินข้าวเช้าเสร็จสองพี่น้องกำลังเก็บข้าวของเตรียมขึ้นเขา ก็มีคนมาที่บ้าน
คนที่มาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลอาสะใภ้รองกับอาสะใภ้สามของสกุลหูนั่นเอง
ถึงจะไม่ชอบสองคนนี้แต่หลันเยวี่ยกับถิงถิงก็ทักทายพวกเธออย่างสุภาพ
“ไอ๊หยา หลันเยวี่ยเอ๊ย ท่าทางผอมลงไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ตอนกลับมาใหม่ๆยังอ้วนท้วนกว่านี้อีก ก็จริงนะที่นี่มันจะไปมีอะไรดีเหมือนตอนอยู่ในเมืองได้ยังไงกันล่ะ!” คนที่พูดนั่นก็คืออาสะใภ้รอง
ดวงตาเจ้าเล่ห์ของสะใภ้รองเหลือบมองสำรวจหลันเยวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า
สะใภ้สามรีบเสริม“อาก็ว่าหลันเยวี่ยผอมลงเยอะเลย แหมอยู่ในเมืองกินดีอยู่ดีออกอย่างนั้น ในชนบทกว่าจะได้กินเนื้อสักมื้อก็แทบแย่”
สะใภ้ทั้งสองคนพูดจาเข้าขากันดีราวกับจะบอกว่าหลันเยวี่ยอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ ไม่สุขสบายเท่าอยู่กับพ่อแม่อุปถัมภ์เหมือนกำลังยุแยงตะแคงรั่วความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวกลายๆ
หลันเยวี่ยหัวเราะอย่างเปิดเผยต่อหน้าแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสอง“พวกคุณอา บอกว่าหนูผอมลง แสดงว่าหนูผอมลงจริงๆ นั่นแหละค่ะถ้าผอมลงอีกหน่อย ก็จะหุ่นดีพอๆ กับหูหลิงหลิงแล้วสินะคะแบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องเรียกหนูว่ายัยหมูตอนอีก”
“หลันเยวี่ยเอ๊ย อารู้นะว่าหลิงหลิงเรียกเธอแบบนั้นมันไม่ดีพวกอาก็ตำหนิหล่อนให้ไปแล้ว” ใบหน้าของสะใภ้รองแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ไม่ว่าอย่างไรการที่หูหลิงหลิงตั้งชื่อเล่นล้อเลียนลูกพี่ลูกน้องของตัวเองก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องอับอายอยู่ดี
หลันเยวี่ยไม่เชื่อหรอกว่าอาสะใภ้รองพูดจริง“ในเมื่ออาสะใภ้รองบอกว่าตัวเองกับสามีด่าหูหลิงหลิงให้แล้วหนูก็จะไม่ถือสาหาความอะไรเธอแล้วค่ะ หนูเห็นว่าบนหน้าหูหลิงหลิงเริ่มมีจุดดำๆขึ้นเยอะแยะเลย อย่าปล่อยให้เป็นฝ้าเป็นกระไปเลยนะคะ จะให้ดีลองหาของเย็นๆมาทาดูสิคะ”
พวกอาไม่ใช่เหรอที่หัวเราะเยาะหาว่าเธออ้วนก่อนถ้างั้นเธอก็จะเอาปมด้อยของพวกอามาพูดดูบ้าง
ใบหน้าของอาสะใภ้รองบูดเบี้ยวเพราะบนหน้าแก้มทั้งสองข้างของเธอมีกระดำกระด่างเล็กใหญ่อยู่เต็มไปหมด“ใครๆ ก็มีจุดดำบนหน้าบ้างกันทั้งนั้นแหละน่า”
“นั่นน่ะสิ ทำงานตากแดดตากลมทุกวัน หน้ามันจะไม่ดำได้ยังไงกัน” สะใภ้สามก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว
ถึงแม้ว่าบนหน้าของเธอจะไม่ได้มีกระมากนักแต่ก็มีหลุมสิวขรุขระอยู่เต็มไปหมด
จ้าวหงเหมยรีบพูดแทรกขึ้นมาแก้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้ม“ทำงานตากแดดตากลม มันก็ทำให้หน้าไม่สวยจริงๆ นั่นแหละ”
สะใภ้ทั้งสองคนไม่ได้มาแค่คุยเล่นเฉยๆสะใภ้สามบอกจุดประสงค์ให้จ้าวหงเหมยฟัง “พี่สะใภ้วันอาทิตย์นี้เป็นวันเกิดคุณย่าของพวกเราตามหลักแล้ววันเกิดของคุณย่าควรจะจัดที่บ้านพี่สะใภ้ ก็เพราะพวกพี่เป็นบ้านใหญ่แต่คุณย่าพักอยู่กับพวกเรา วันเกิดก็ต้องจัดที่บ้านพวกเราอยู่แล้ว”
พวกสะใภ้มักจะเรียกแม่สามีของตัวเองว่าคุณย่าลับหลัง
ไม่ใช่แค่สะใภ้ทั้งสามคนของสกุลหูที่เรียกแบบนี้แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็เรียกกันแบบนี้
ปกติต้องมีลูกมีหลานแล้วถึงจะเรียกได้ถ้าไม่มีลูกแล้วไปเรียกแม่สามีว่าคุณย่า มันก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
เรียกแม่สามีว่าคุณย่าถ้ามีพ่อสามีก็จะเรียกว่าคุณปู่
ส่วนลูกเขยจะเรียกพ่อตาแม่ยายของตนว่าคุณตาคุณยายกันจนติดปาก
มีหลายครั้งที่ลูกชายลูกสาวก็ทำตามคู่ของตัวเองเรียกพ่อแม่แบบที่คู่สมรสของตัวเองเรียก
สะใภ้สามอ้อมค้อมอยู่นานกว่าวกจะเข้าเรื่อง“วันเกิดของคุณย่าจะมีญาติมากันเยอะ ต้องเตรียมของหลายอย่างพวกเราสามบ้านมารวมเงินกัน พรุ่งนี้เป็นวันตลาดนัดแล้วจะได้เตรียมซื้อของที่ต้องใช้ในวันเกิดกันค่ะ”
พอสะใภ้สามพูดจบสะใภ้รองก็รีบพูดเสริม “พี่สะใภ้ฉันคุยกับบ้านสามแล้วว่าเสื้อตัวใหม่ที่คุณย่าจะใส่ในวันเกิดฉันจะเป็นคนตัดเย็บให้ ดังนั้นเรื่องรวมเงินฉันขอออกเงินน้อยกว่าคนอื่นนิดหน่อยนะคะ”
สะใภ้สามพูด“ถ้าสะใภ้รองออกน้อยกว่าคนอื่น พี่สะใภ้บ้านพี่กับบ้านฉันก็ต้องออกเงินเยอะกว่าเดิมน่ะสิถ้าเป็นแบบนี้เงินบ้านพวกเราจะไม่พอใช้เอานะคะ”
สะใภ้รองบอกว่าเธอจะตัดเสื้อใหม่ให้คุณย่าดังนั้นเรื่องรวมเงินเตรียมงานวันเกิด เธอจึงขอออกน้อยกว่าคนอื่น
เพราะบ้านรองออกน้อยกว่าบ้านใหญ่กับบ้านสามเลยต้องออกเงินมากกว่าเดิม
ฟังเผินๆก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่พอลองคิดดูดีๆ แล้วมันก็แปลกๆ อยู่นะ