ฉินไห่หยางกำหมัดแน่นขึ้นยืนอยู่ท่ามกลางแดด ข้าวของในมือร่วงกระจัดกระจายเต็มพื้นไปหมด
มันฝรั่งกลิ้งไปตามพื้นไปตามทางเรื่อยๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นท่าทางของเขาก็รู้ว่าเขายังมีปมในใจอยู่เธอจึงวางผักในมือลง ก่อนจะเดินเข้ามา
“เอาล่ะ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวนั่งลงตรงหน้าเขาอย่างใจเย็น“เมื่อก่อนแม่ไม่ดีเอง แต่แม่ไม่เคยคิดจะขายพวกลูกเลยเมื่อกี้แม่แค่แกล้งลูกเล่นเท่านั้น”
“เหลือเวลาอีกไม่มากอีกสองชั่วโมงคนในโรงพยาบาลก็จะต้องกินข้าวกันแล้ว ลูกอยากจะช่วยแม่ไหม?”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังคงนั่งลงตรงหน้าฉินไห่หยางเธอยื่นมือออกไปด้วยความจริงใจ
ภาพความทรงจำมากมายฉายชัดในสมองของฉินไห่หยาง
เขาความจำดีมากกว่าฉินไห่เยว่ฝ เพราะอย่างนั้นเขายังพอมีภาพของพ่อแม่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ
ภาพของต่งเสี่ยวเสี่ยวตรงหน้าซ้อนทับกับภาพเงาของแม่แต่แค่ครู่เดียวมันก็เลือนหายไป
ฉินไห่หยางพยายามบอกตัวเองตอนนี้มีแค่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเท่านั้นถึงจะดูแลฉินซู่ได้ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทำตัวเหมือนเมื่อก่อนได้อีกต่อไป
“เราจะจริงใจต่อกัน” ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังคงยื่นมือออกไป ฉินไห่หยางคิดอยู่สักพักในที่สุดเขาก็แกล้งทำเป็นเชิดหน้าขึ้นแล้วส่งเสียงฮึดฮัด “พ่อบอกให้ผมมาช่วยคุณต่างหาก”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลั้นขำ ได้แต่ดึงมือกลับมาแล้วลุกขึ้นปัดฝุ่น “ถ้างั้นก็ช่วยแม่ดีๆ ล่ะ”
ทั้งสองคนเริ่มวุ่นวายอยู่ในครัวตั้งแต่บ่ายสามโมงจนกระทั่งห้าโมงเย็นจึงทำอาหารเสร็จ แล้วนำไปส่งที่โรงพยาบาลต่อ
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวเอาอาหารมาส่งทุกคนก็พากันเข้ามามุง
“เมนูวันนี้ ฉันบอกทุกคนไปแล้วใช่ไหมคะฉันทำซุปให้ มีเนื้อหนึ่งอย่าง แล้วก็ผักหนึ่งอย่าง”
“เพื่อให้คนป่วยได้รับสารอาหารเพียงพอฉันเลยตั้งใจทำเป็นพิเศษ พวกคุณลองดูสิ” ต่งเสี่ยวเสี่ยวซื้อกล่องมาแยกอาหารแต่ละส่วนใส่เอาไว้ แล้วกำชับทุกคนให้เก็บกล่องไว้ให้เธอหลังจากกินเสร็จจะได้ประหยัดเงินมากขึ้น
ตอนที่ทุกคนได้รับอาหารกลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วทั้งทางเดิน
แม้แต่พยาบาลที่มาเปลี่ยนน้ำเกลือยังอดไม่ได้ที่จะแซว“ดูเหมือนว่าพวกคุณจะเปลี่ยนร้านอาหารแล้วนะคะแถมทุกคนยังไปกินที่เดียวกันอีก หอมมากเลย”
“แนะนำร้านอาหารให้พวกเราหน่อยได้ไหมคะ?”พวกเธอทำงานอยู่ในโรงพยาบาล นานๆ ทีถึงจะได้ออกไปกินข้าวข้างนอกอีกอย่างรสชาติอาหารข้างนอกมันก็แย่จริงๆ
“ภรรยาของคนไข้เตียงสิบหกทำมาให้พวกเราน่ะ”ทุกคนพากันหัวเราะอารมณ์ดี พลางกินข้าวของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยยิ่งกินก็ยิ่งอร่อย
ระหว่างนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จัดอาหารทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเริ่มจากให้ฉินซู่และลูกๆ ดื่มซุปไก่รองท้องกันก่อนเล็กน้อย แล้วค่อยเริ่มกินข้าว
นี่คือวิธีการกินข้าวที่ถูกต้อง
จะรู้สึกอิ่มท้องได้ดีกว่า
หลังกินข้าวเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวยังไม่ทันได้เก็บกวาด ทุกคนก็พากันกรูเข้ามา แถมยังถือเงินมาด้วย
“ตอนที่พวกเรายังไม่ออกจากโรงพยาบาลเธอทำอาหารให้พวกเราได้ไหม พวกเราจะให้ค่าทำอาหารเพิ่มอีกคนละสองเหมา เป็นยังไง?”
“ใช่ๆ รบกวนเธอทำอาหารให้พวกเราหน่อยนะอาหารที่เธอทำอร่อยมาก แถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย”
“ใช่ๆ ฝากด้วยนะ”
ทุกคนยืนอยู่ตรงหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยว
เป็นเพราะพวกเขาลองชิมรสชาติอาหารแล้วมันอร่อยมากอีกอย่างพวกเขายังถามหมอมาแล้ว และพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพและไม่มีวัตถุดิบอะไรที่ผู้ป่วยกินไม่ได้
สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดเธอก็ยังใส่ใจทำอาหารให้เป็นพิเศษอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือราคาต่อให้พวกเขาจ่ายเพิ่มคนละสองเหมา ก็ยังถูกกว่าอาหารข้างนอกนั่น
ราคาถูกแถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพใครจะไม่อยากกินบ้างล่ะ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคำนวณคร่าวๆเธอจะต้องทำอาหารประมาณสามสิบชุด ถ้าทุกคนให้ราคาเพิ่มได้ขนาดนี้ก็จะได้เงินมาทั้งหมดหกหยวน
ทำอาหารหนึ่งมื้อ นอกจากค่าวัตถุดิบแล้วยังได้กำไรอีกหกหยวน
วันละสองมื้อ ก็จะได้เงินทั้งหมดสิบสองหยวน
สำหรับราคาของในยุคนี้ถือว่าค่อนข้างเหมาะสมแล้ว ถ้าพวกเขาพักอยู่อีกหลายวัน เธอก็จะหาเงินได้แล้วยังมีเงินเหลือเก็บอีกด้วย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มตอบตกลงทุกคนรีบยัดเงินใส่ให้เธอ เธอก็จดบันทึกอาหารที่แต่ละคนสั่งอย่างตั้งใจ
ในขณะที่เธอทำงานอยู่ตรงนั้นฉินซู่ก็นั่งพิงหัวเตียง
ภาพที่ฉายชัดในสมองของฉินไห่หยางคืออากาศร้อนอบอ้าวแต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยังทนร้อนผัดอาหารอยู่ในครัว
ห้องครัวเล็กๆ ตรงนั้นปิดล้อมไว้ทุกด้านมีแค่ปล่องไฟที่ปล่อยควันโขมงจนพวกเขาทั้งสองสำลัก
ตอนที่อยู่ที่บ้าน เวลาทำอาหารต่งเสี่ยวเสี่ยวจะให้เขาออกมาแล้วเธอทำอาหารข้างในต่อคนเดียวเขาแอบเข้าไปหลายรอบแต่ก็ถูกไล่ออกมาทุกครั้ง พอเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังยุ่งอยู่ในใจของเขาก็รู้สึกสับสนวุ่นวาย
“หนูสงสารแม่เสี่ยวเสี่ยวจังเลยค่ะ”ฉินไห่เยว่สูดน้ำมูก “ต่อไปหนูจะช่วยแม่หาเงินเราจะดูแลครอบครัวด้วยกัน”
ฉินไห่เยว่ยังเด็กไม่รู้ว่าการดูแลครอบครัวคืออะไร แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเคยพูดถึงสองครั้งดังนั้นเธอจึงจำได้
พอฉินไห่หยางได้ยินแบบนั้นก็เอื้อมมือไปลูบหัวเธอ “เด็กผู้หญิงอย่างเธอจะหาเงินเลี้ยงครอบครัวอะไรกันเรื่องหลังจากนี้พี่จัดการเอง!”
“พี่จะช่วยเธอให้มากขึ้น” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปากแข็งหรืออะไรแต่ฉินไห่หยางก็พูดประโยคนั้นออกมาอย่างง่ายดาย
บนใบหน้าของฉินซู่ก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา
ยังดีที่ลูกทั้งสองคนของเขาไม่ได้เติบโตไปในทางที่ผิด
ถ้าพวกลูกๆ เชื่อฟังแบบนี้เขาเองก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากเหมือนกัน!
หลังจากจดบันทึกอาหารของทุกคนเสร็จต่งเสี่ยวเสี่ยวก็คลึงขมับเบาๆ ก่อนจะหันกลับมองก็เห็นว่าฟ้ามืดแล้ว
เธอตกตะลึงไป “ฉันยังมีธุระ!”
พูดจบเธอก็รีบคว้าสมุดบันทึกของตัวเองแล้ววิ่งลงไปข้างล่างอย่างรีบร้อน
เมื่อวานเธอนัดกับคุณยายไว้ว่าจะไปฝังเข็มให้หลานชายของเขาอีกสองเข็มในวันนี้ตอนหนึ่งทุ่ม
แต่เธอกลับลืมไปซะสนิท
เธอรีบร้อนมาถึงหน้าประตูคลินิกร้อยสมุนไพรก็เห็นว่าชายร่างท้วมมารออยู่นานแล้ว พอเห็นเธอ เขารีบร้อนพูดขึ้นมา“ในที่สุดคุณก็มา คุณหมอเทวดา ผมรอคุณอยู่ที่นี่นานมากผมนึกว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”
“ทำไมคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นเขามีเหงื่อท่วมตัวดวงตาของต่งเสี่ยวเสี่ยวก็กระตุกวูบ “หรือว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นอีกคะ?”
“ไม่ คือผม…” ชายร่างท้วมรีบร้อนพูดอย่างตะกุกตะกัก“คุณขึ้นรถก่อนเถอะ หลังจากขึ้นรถแล้วเราค่อยคุยกัน”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ลังเลเธอรีบขึ้นไปบนรถทันที
ระหว่างขับรถชายร่างท้วมจึงเล่าเรื่องให้เธอฟังคร่าวๆ
คนที่เกิดเรื่องไม่ใช่เด็ก แต่เป็นแม่ของเขาหรือก็คือคุณยายคนเมื่อคืน
อดีตภรรยาของเขาหรือก็คือหลิวซิ่วอิงที่เจอกันเมื่อคืน มาอาละวาดที่บ้าน ทำให้คุณยายโกรธจัด
คุณยายรู้สึกเวียนหัวหน้ามืดจากนั้นก็ล้มลงไป
เขาได้พาแม่ส่งโรงพยาบาลแล้วแต่คุณยายก็ยังยืนกรานที่จะกลับมาบ้าน
“คุณแม่ของผมค่อนข้างดื้อน่ะครับ” หวังหมิงหยางถอนหายใจ “เพราะงั้นคงต้องรบกวนคุณช่วยดูแลหน่อยแล้วผมจะจ่ายค่าตอบแทนให้แน่นอน”
หวังหมิงหยางพูดยังไม่ทันจบรถก็มาจอดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งแล้ว
ด้วยความรีบร้อนต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่มีเวลาสำรวจอะไรทั้งนั้น เธอตรงไปยังห้องของคุณยายทันที
พอคุณยายเห็นเธอแววตาของหล่อนก็เปล่งประกายความสุข เมื่อเธอเข้าไปนั่งคุณยายก็เอื้อมมือมาจับมือเธอเอาไว้ “ฉันคิดไว้แล้วว่าหนูจะต้องมาแน่ๆ”