แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมปราณครามห้อยระย้าบนเพดานของหอภารกิจสำนักธาราเมฆสาดกระทบใบหน้าของศิษย์รับใช้และศิษย์ฝึกหัดที่ยืนออหนาแน่น เสียงพูดคุยวิจารณ์ผลงานภารกิจและแต้มสะสมดังสะท้อนก้องทั่วห้องโถงกว้าง หลงเทียนยืนหยัดด้วยหลังตรงเบื้องหน้าโต๊ะไม้เนื้อแข็งของผู้ดูแลกวนเซิง สองมือปล่อยข้างลำตัวอย่างสงบ ทว่าสายตาจับจ้องที่ดวงตากรุ้มกริ่มของคนตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ
“ผู้ดูแลกวน ผมขอแยกเื่นี้เป็สามส่วนเพื่อให้เข้าใจตรงกัน” หลงเทียนเริ่มกล่าว น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่กังวานชัดเจนพอที่จะดึงดูดสายตาคนรอบข้างให้หันมามอง
กวนเซิงแค่นหัวเราะในลำคอ เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะด้วยท่าทีเกียจคร้าน “แยกเป็สามส่วนงั้นรึ? เ้าเป็เพียงศิษย์รับใช้ปลายแถว มีสิทธิ์อันใดมาชี้นิ้วสั่งข้าแบ่งหัวข้อพิจารณาในหอภารกิจนี้กัน?”
“ข้อแรก” หลงเทียนพูดต่อโดยไม่สนใจท่าทางคุกคาม “คือผลงานการเก็บสมุนไพรหญ้าหยาดน้ำ ศิษย์พี่หลินเยว่ได้ลงนามรับรองไว้ในใบงานแล้วว่างานสำเร็จลุล่วงด้วยคุณภาพระดับยอดเยี่ยม โดยไม่มีต้นอ่อนเสียหายและไม่มีหน้าดินแปลงใดถูกทำลาย การที่ท่านปฏิเสธไม่ให้ผมลงแต้มสะสม อ้างระเบียบศิษย์รับใช้ข้อที่สิบสาม ทว่าในกฎข้อนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า ‘หากศิษย์รับใช้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือในภารกิจเสริมที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็ทางการ ให้ได้รับส่วนแบ่งแต้มสะสมกึ่งหนึ่งของระดับงานนั้นๆ’ การหักแต้มของผมทั้งหมดจึงขัดแย้งกับระเบียบหลักของสำนักธาราเมฆอย่างชัดเจน”
หลงเทียนขยับก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว วางฝ่ามือแตะบนขอบโต๊ะไม้ “ข้อสอง เื่การป้องกันตัวนอกแปลงภารกิจ การปะทะกับหมูเขี้ยวหินเกิดขึ้นเพราะสัตว์อสูรล่วงล้ำเข้ามาจู่โจมทีมเก็บสมุนไพรในแปลงอภิบาล ตามกฎระเบียบความปลอดภัยข้อที่เจ็ด ‘หากอสูรป่าล่วงล้ำเข้าทำลายทรัพยากรของสำนัก ให้ศิษย์ทุกคนที่มีส่วนร่วมป้องกันภัย ได้รับการบันทึกความดีความชอบ’ การปกป้องสมุนไพรระดับยอดเยี่ยมไม่ให้เสียหายจึงไม่ใช่การต่อสู้ส่วนตัวนอกแปลง แต่เป็การรักษาสมบัติของสำนักตามภาระหน้าที่”
หลินเยว่ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างหลงเทียนทันที นางประสานมือคารวะทว่าแววตากร้าว “ผู้ดูแลกวน หลงเทียนพูดถูกต้องทุกประการ ข้าเป็พยานได้ว่าหากไม่มีการถ่ายแรงและล่อเหยื่อของหลงเทียน สมุนไพรระดับหยาดน้ำค้างแก้วใสในตะกร้าเหล่านี้ย่อมถูกหมูอสูรเหยียบย่ำแหลกลาญจนหมดสิ้นไปแล้ว หากสำนักธาราเมฆมีระบบคัดแยกผลงานที่เอาเปรียบผู้สร้างผลประโยชน์จริงเช่นนี้ วันหน้าคงไม่มีศิษย์คนใดกล้าเสี่ยงชีวิตปกป้องสมบัติของสำนักอีก”
สีหน้าของกวนเซิงเริ่มเปลี่ยนจากความหยิ่งผยองเป็ความอึดอัด คิ้วหนาขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าสายตาของศิษย์รับใช้รอบข้างเริ่มจ้องมองเขาด้วยแววตาตั้งคำถามและกดดัน การทวงสิทธิ์การประเมินผลงาน ครั้งนี้ของหลงเทียนเหมือนผู้ตรวจประเมินระบบการทำงาน (Audit) ที่ดึงเอากฎระเบียบลายลักษณ์อักษรมาฟาดใส่พนักงานที่ขี้โกงจนขยับตัวไม่ได้
“และข้อสุดท้าย” หลงเทียนใช้นิ้วเคาะถุงผ้าใส่แก่นอสูรสีเทาปนเหลืองที่กวนเซิงเพิ่งยึดไป “แก่นอสูรหมูเขี้ยวหินระดับต่ำชิ้นนี้ ตามระเบียบคลังกลางระบุว่า ‘หากผู้ปราบอสูรเป็ศิษย์รับใช้ ซากและแก่นต้องส่งมอบให้สำนักตีราคา โดยผู้ปราบจะได้รับค่าชดเชยตามอัตราตลาดแปดส่วน’ ท่านใช้อำนาจริบแก่นอสูรโดยไม่มีการลงบันทึกชดเชยค่าหยาดเหงื่อแรงงานให้แก่ผมเลยสักเหรียญปราณ แบบนี้ถือเป็ระเบียบของสำนักหรือเป็ความประสงค์ส่วนตัวของผู้ดูแลกันแน่ครับ?”
“หลงเทียน! เ้าสามหาวนัก!” กวนเซิงตบโต๊ะดัง ปัง! ลุกพรวดขึ้นยืน ใบหน้าอวบอูมแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกศิษย์ชั้นต่ำไล่ต้อนต่อหน้าธารกำนัล “เ้าดึงเอากฎข้อเล็กข้อน้อยมาบิดเบือนเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว สัตว์อัญเชิญของเ้าไม่มีตราประทับรับรองการต่อสู้ในทะเบียน จะนับว่ามันสร้างผลงานปราบอสูรได้อย่างไร!”
“โอ้.. ช่างน่าขันยิ่งนัก”
เสียงทุ้มต่ำแกมเย้ยหยันดังแทรกขึ้นมาจากฝูงชน ศิษย์สายนอกที่ยืนมุงพากันหลีกทางทันทีเมื่อปรากฏร่างของจ้าวเฟิงในชุดเครื่องแบบศิษย์สายนอกสีฟ้าขลิบเงินอันงดงาม บนใบหน้าหล่อเหลาพกพาความเหยียดหยามมาอย่างเต็มเปี่ยม จ้าวเฟิงก้าวเท้าเข้ามายืนกอดอกห่างจากโต๊ะประเมินสามก้าว
“หลงเทียนเอ๋ยหลงเทียน เ้าเก่งแต่ปากเถียงหาเศษแต้มและใช้ข้อกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ มาบีบบังคับผู้ดูแลกวนอยู่ได้” จ้าวเฟิงกล่าวพลางปลายตามองถุงแก่นอสูร “หากสัตว์เกล็ดแปลกประหลาดสี่ขาของเ้ามันเก่งกล้าสามารถปราบหมูเขี้ยวหินได้จริงดั่งคำเชียร์ของศิษย์พี่หลินเยว่ เหตุใดเ้าไม่นำมันมาขึ้นลานประลองอย่างเป็ทางการเพื่อพิสูจน์ฐานะล่ะ? ลานทดสอบมีไว้คัดแยกทองคำออกจากเศษเหล็ก ไม่ใช่ลานน้ำหมึกที่ให้คนไม่มีปราณอย่างเ้าใช้ปลายลิ้นหากินเถียงเอาแต้มประทังชีวิตไปวันๆ”
หลงเทียนลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นจ้าวเฟิงก้าวเข้ามาติดกับดักทางคำพูดที่เขาแอบปูไว้ล่วงหน้า เขาไม่ได้้าเถียงชนะกวนเซิงเพียงเพื่อแต้มสมุนไพรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่เขารอคอย ‘พยานระดับสูง’ ที่จะบีบให้กวนเซิงไม่อาจหลบเลี่ยงการลงทะเบียนสัตว์อัญเชิญของเขาได้ต่างหาก
“ถ้าเช่นนั้น ศิษย์พี่จ้าวเฟิง” หลงเทียนหันไปสบตากับจ้าวเฟิงตรงๆ “หากผมกล้าลงนามประลองในอีกสามวันข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนระดับเหราเป็สัตว์ต่อสู้และพิสูจน์ลมปราณตามที่อาจารย์โม่กำหนดไว้ล่ะ? ท่านจะกล้าให้ผู้ดูแลกวนคืนส่วนแบ่งแต้มสมุนไพรและมอบแก่นอสูรชิ้นนี้คืนให้ผมเพื่อใช้เตรียมตัวก่อนประลองหรือไม่? หรือว่าผู้ดูแลสำนักธาราเมฆจะทำงานรวดเร็วเฉพาะตอนริบของศิษย์ชั้นต่ำ แต่ยามต้องรับรองสิทธิ์ตามการท้าทายกลับนิ่งเฉยเสียเอง?”
เสียงพึมพำวิจารณ์รอบข้างดังอื้ออึงขึ้นทันควัน จ้าวเฟิงถูกสวนกลับจนหน้าตึง เขากระแทกเสียงดัง “ดี! หากเ้ากล้าลงนามประลอง ข้าจ้าวเฟิงจะเป็พยานรับรองให้เ้าเอง! ผู้ดูแลกวน มอบแก่นอสูรและแต้มคืนให้มันไปเสียเถอะ ให้มันใช้เศษทรัพยากรเ่าั้เตรียมตัวสามวัน ข้าอยากจะเห็นนักว่าคนไร้ปราณที่อุ้มสัตว์พิการไร้ชื่อจะรอดพ้นจากกรงเล็บหมาป่าเกราะเหล็กในสนามประลองไปได้อย่างไร หรือจะเป็แค่การไปนอนกระอักเืตายคาลานฝึกเฉยๆ!”
กวนเซิงขบกรามแน่นจนแก้มกระตุก แต่เมื่อเผชิญกับพยานศิษย์ร่วมหอภารกิจนับสิบและคำยืนยันของจ้าวเฟิงซึ่งมีบิดาเป็ถึงผู้าุโสายนอก เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโยนถุงแก่นอสูรสีเทาและแตะตราอักขระรับรองแต้มสมุนไพรกึ่งหนึ่งลงบนป้ายไม้ของหลงเทียนด้วยความเจ็บใจ
“รับแต้มและแก่นสวะของเ้าไป! แล้วจำใส่หัวไว้ หลงเทียน หากในอีกสามวันเ้าแพ้การประลองและสัตว์ของเ้าไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินประเภทต่อสู้ แต้มทั้งหมดที่เ้าได้ในวันนี้จะถูกยึดคืนสามเท่า และป้ายศิษย์รับใช้ของเ้าจะถูกริบออกไปทันที!” กวนเซิงคำรามเสียงต่ำพลางผลักใบลงนามท้าประลองมาตรงหน้า
หลงเทียนหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึก เซ็นชื่อ ‘หลงเทียน’ ลงบนกระดาษลงนามท้าประลองอย่างนิ่งสงบโดยไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย
---
หลังจากเดินพ้นขอบเขตหอภารกิจ อากาศยามเย็นของหุบเขาเริ่มหนาวเหน็บ แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหลือเพียงเส้นแสงสีส้มหม่นตัดกับขอบฟ้าสีครามแก่ หลินเยว่เดินขนาบข้างหลงเทียนพลางทอดสายตามองเขาด้วยความกังขาและกังวลใจอย่างปิดไม่มิด
“เ้าวู่วามเกินไปแล้ว หลงเทียน” ศิษย์พี่หญิงส่งเสียงถอนหายใจยาว “หมาป่าเกราะเหล็กของคู่ต่อสู้ที่จ้าวเฟิงเตรียมมาเป็สัตว์อสูรระดับรวดเร็วและดุดันมาก มันถูกฝึกฝนวิชาข้ามผ่านการป้องกันของสัตว์อัญเชิญเพื่อมุ่งตรงเข้าทำร้ายตัวผู้ควบคุมโดยตรง ร่างกายของเ้าเพิ่งจะกระอักเืจนสลบไปเมื่อวันก่อน าแภายในยังไม่รู้ว่าจะฟื้นดีเมื่อใด การขึ้นลานครั้งนี้แทบไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายเลยนะ”
หลงเทียนหันไปมองนางพลางคลี่ยิ้มแห้งๆ “ขอบคุณศิษย์พี่หลินเยว่ที่เป็ห่วงครับ แต่ถ้าวันนี้ผมยอมถอยให้กวนเซิงหักคะแนน วันหน้าเขาก็จะหาวิธีกลั่นแกล้งและบีบตารางงานของผมจนไม่มีเวลาฝึกซ้อมอยู่ดี สู้เอาชีวิตรอดโดยการเดิมพันครั้งเดียวเพื่อสลัดวงจรนี้ออกไปจะดีกว่าครับ”
หลินเยว่มองเด็กหนุ่มที่พูดจาด้วยตรรกะประเมินผลได้ผลเสียอย่างเป็ขั้นตอนเหมือนผู้ใหญ่ นางส่ายหัวอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะหยิบห่อสมุนไพรบำรุงปราณชื้นๆ ที่นางแอบห่อไว้ส่งให้เขา “นี่คือหญ้าคืนปราณที่เหลือจากส่วนแบ่งของข้า รับไปเถอะ มันอาจช่วยให้พลังของเ้าฟื้นได้บ้างในสามวันนี้”
หลงเทียนกล่าวขอบคุณและรับห่อสมุนไพรมา ก่อนจะแยกย้ายเดินทางกลับมายังกระท่อมที่พักข้างโรงเลี้ยงสัตว์ท้ายสำนัก
เมื่อผลักประตูไม้ไผ่ผุๆ เข้าไปในกระท่อม หลงเทียนพบศิษย์พี่เป่าที่กำลังนั่งเหงื่อซึมล้างตะกร้าอาหารสัตว์อยู่ เป่ารีบลุกขึ้นมาหาด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นศิษย์น้องร่วมกระท่อมรอดกลับมาครบสามสิบสอง “หลงเทียน! เ้าปลอดภัยดีใช่ไหม? ข้าได้ยินข่าวลือมาจากศิษย์ในลานว่าเ้าไปมีเื่เถียงกับผู้ดูแลกวนกลางหอประเมิน แถมยังไปเซ็นชื่อท้าประลองกับจ้าวเฟิงอีก! นี่เ้าบ้าไปแล้วหรือยังไง?”
“ฉันไม่ได้บ้าหรอกครับศิษย์พี่เป่า แค่ไปทวงแต้มสะสมกับแก่นอสูรคืนมาเท่านั้นเอง” หลงเทียนตอบกวนๆ พลางโยนถุงแก่นอสูรหมูเขี้ยวหินลงบนเตียงฟาง “ถ้าไม่ทวง แก่นชิ้นนี้คงโดนหมอนั่นเอาไปขายเข้ากระเป๋าตัวเองเรียบร้อยแล้ว”
“แต่เ้าต้องสู้กับหมาป่าเกราะเหล็กเลยนะเว้ย!” เป่าร้องเสียงดังจนเกือบเป็เสียงหลง “นั่นมันสัตว์ต่อสู้ระดับสองของสำนักเลยนะ!”
“หนวกหูน่า เ้าเป่า”
เสียงชราและเยือกเย็นของาุโโม่ดังขึ้นจากทิศทางหน้าประตู กระท่อมเล็กสั่นเบาๆ เมื่อเงาร่างของชายชราผมขาวสวมชุดป่านหยาบก้าวเข้ามา ดวงตาร่วงโรยทว่าแหลมคมดั่งพญาอินทรีของาุโโม่จับจ้องตรงมาที่หลงเทียน ชายชราไม่เอ่ยคำทักทายใดๆ แต่เอื้อมฝ่ามือสากคว้ารัดข้อมือซ้ายของหลงเทียนไว้ทันทีดั่งคีมเหล็ก
หลงเทียนสะดุ้งเล็กน้อยทว่าพยายามไม่ฝืนเกร็งตัวขัดขืน าุโโม่ใช้นิ้วหัวแม่มือลูบครูดผ่านแผลลากยาวตรงข้อมือและข้อศอกซ้ายที่เคยเป็แผลแตกยับเยินจากแรงสะท้อนชนของกระทิงเกราะเหล็กเมื่อวันก่อน ชายชราเลิกคิ้วสูง แววตาสั่นไหวด้วยความพิศวงใจอย่างรุนแรง าแที่ควรจะต้องใช้เวลาเยียวยารักษาร่วมเดือนบัดนี้กลับตกสะเก็ดเนียนละเอียดและเกือบจะจางหายไปจนเหลือเพียงรอยสีชมพูจางๆ เท่านั้น
‘อัศจรรย์ยิ่งนัก แผลหายเร็วผิดแผกกว่ามนุษย์ทั่วไปถึงห้าเท่า... ชีพจรภายในยังคงนิ่งสงบไร้รอยพลังปราณแท้จริงหนุนนำ แต่เนื้อตัวและกล้ามเนื้อกลับฟื้นตัวราวกับมีพลังวิเศษคอยประสานเยียวยา’ าุโโม่คิดใคร่ครวญในใจ
ในอดีตยามที่โม่ยังหนุ่มและเคยเดินทางท่องโลกกว้างไปยังดินแดนทุรกันดารอันลี้ลับห่างไกลโพ้นทะเล เขาเคยได้ยินเื่เล่าลือแปลกประหลาดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างมิติหรือผู้มีสายเือสูรโบราณบางตนที่มีพลังเยียวยาตัวเองฉับพลันยามััตัวกับอสูรคู่สัญญา ชายชรามองหน้าหลงเทียนสลับกับกระเป๋าเสื้อที่หลงเทียนซ่อนเศษหินอัญเชิญสีดำขมุกขมัวไว้ ทว่าเขาไม่ได้รู้จัก "พลังนาคา" หรือสามารถระบุสายอักขระแดงทองใต้ผิวเนื้อของเด็กหนุ่มได้เลย เขาเพียงแต่คาดเดาจากความทรงจำอันเลือนลางและประสบการณ์ลี้ลับแปลกๆ ที่เคยผ่านพบมาเท่านั้น
“แผลของเ้า.. หายดีรวดเร็วจนน่ากลัวนะ หลงเทียน” าุโโม่ปล่อยข้อมือของเขาออก น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “ดูท่าว่าร่างกายของเ้าและสัตว์เกล็ดมรกตตัวนั้น จะมีความเชื่อมโยงที่ลึกลับและเกื้อหนุนชีพจรกันแปลกประหลาดผิดธรรมดา”
“อาจจะเป็เพราะผมมีคุณสมบัติทนทานมั้งครับอาจารย์” หลงเทียนโกหกหน้าตายเพื่อเลี่ยงการเฉลยที่มาของพญานาค “ตอนอยู่ที่บ้านเก่า แผลขูดแผลถลอกผมก็มักจะตกสะเก็ดและหายเร็วกว่าเพื่อนร่วมรุ่นเสมออยู่แล้ว”
าุโโม่หรี่ตาลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ซักไซ้ต่อไล่ต้อน ชายชราเลื่อนสายตาไปจับจ้องแก่นอสูรธาตุดินสีเทาหม่นประกายเหลืองบนเตียงฟางแล้วทอดถอนหายใจ “แก่นอสูรหมูเขี้ยวหินระดับต่ำชิ้นนี้ เ้าทวงคืนมาได้ก็นับว่าเก่ง แต่ด้วยพลังปราณในแก่นดินระดับนี้ มันมีปริมาณจำกัดอย่างยิ่งยามเทียบกับเวลาสามวันที่เ้าเหลืออยู่ก่อนการประลอง”
าุโโม่ชี้มือไปที่แก่นอสูร “หากเ้าเลือกนำแก่นอสูรดินนี้ไปให้สัตว์อัญเชิญของเ้าดูดซับโดยตรง พลังธาตุดินจะช่วยหนุนเสริมเกล็ดและความทนทานของมัน ทำให้มันสามารถคงร่างอยู่บนลานประลองได้ทนทานและนานขึ้น รวมถึงสามารถดูดซับแรงะเืได้ดีขึ้น ทว่า.. ร่างผู้ควบคุมของเ้าจะยังคงเปราะบางไร้ลมปราณป้องกันตน หากหมาป่าเกราะเหล็กเล็ดลอดผ่านไปได้ เ้าก็ยังคงตายในพริบตาอยู่ดี”
ชายชราหมุนตัวหันหลังเดินไปทางประตูช้าๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้า “แต่หากเ้านำแก่นอสูรนี้มาสกัดร่วมกับสมุนไพร เพื่อพยายามหลอมและทะลวงเปิดช่องลมปราณของตัวเองเพื่อสร้างพลังเกราะป้องกันตัวขึ้นมา ร่างกายของเ้าจะทนทานขึ้นและอาจจะก้าวข้ามขีดจำกัดเทียบเท่าปราณเริ่มต้นขั้นหนึ่ง ทว่า.. สัตว์อัญเชิญของเ้าจะไร้พลังหนุนเสริม เกล็ดมรกตของมันจะบอบบางและพลังสลายััจะหมดลงอย่างรวดเร็วกลางลานประลอง จนไม่อาจช่วยเ้าถ่ายแรงชนได้นานพอ”
“จำไว้ หลงเทียน แก่นชิ้นนี้มีพลังจำกัด หากเ้าคิดจะแบ่งครึ่งจับปลาสองมือ พลังงานจะเจือจางจนไม่มีผลสัมฤทธิ์เลยสักทางเดียว เ้ามีเวลาสามคืนในการตัดสินใจเลือกวิถีที่เหมาะสมในกระท่อมนี้”
สิ้นคำกล่าว ร่างของาุโโม่ก็วับหายไปในความมืดสลัวของค่ำคืน ทิ้งให้กระท่อมตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
---
ดึกสงัด ลมหนาวพัดกรีดผ่านรอยแตกของฝาผนังกระท่อมไม้ไผ่เป่าตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบ หลงเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้ไผ่ สองตาจ้องมองแก่นอสูรธาตุดินสีเทาปนเหลืองที่อยู่ในฝ่ามือขวา มันให้ความรู้สึกอุ่นสากและแผ่ชีพจรพลังธาตุดินออกมาเป็ระยะ ดั่งก้อนถ่านที่ยังคุกรุ่น ส่วนมือซ้ายของเขาโอบอุ้มแผ่นหินอัญเชิญที่บันทึกข้อมูล [สดับแรงผ่านตัวกลาง (สมบูรณ์)] ไว้แน่น
‘อัปเกรดเหรา หรืออัปเกรดตัวเอง..’ หลงเทียนคิดคำนวณในหัวอย่างหนักหน่วง สมองอันคุ้นชินกับการประเมินต้นทุนและค่าความเสี่ยงจากโลกเก่าวิเคราะห์ทางเลือกทั้งสองทางอย่างเคร่งครียด
หากเขาเลือกอัปเกรดเหรา สัตว์อัญเชิญของเขาจะมีกำลังถ่ายแรงกระแทกที่ดีขึ้นมากและเกล็ดไม่แตกง่าย แต่ผู้ควบคุมอย่างเขาที่ยังคง ‘ไม่มีปราณ’ จะกลายเป็เป้าโจมตีที่อ่อนแอที่สุดในสนาม ซึ่งศัตรูระดับสองอย่างหมาป่าเกราะเหล็กจะพุ่งเป้าเข้าใส่เขาโดยตรงเพื่อบังคับปลดอัญเชิญตามหลักพิชัยา
แต่หากเขาเลือกหลอมปราณเข้าตัวเองเพื่อสร้าง ‘เกล็ดนาคาชั้นแรก’ ขึ้นมาปกป้องร่างของตนเองตามคำบอกใบ้ของระบบ ตัวเขาจะปลอดภัยขึ้นทว่าเหราจะอ่อนแอจนไม่สามารถรับการชนและล้มพับไปก่อนที่เขาจะวิเคราะห์หาจุดอ่อนศัตรูสำเร็จ
หลงเทียนถอนหายใจยาวพลางลูบหน้าผากที่ตึงเขม็ง กระดุมหินอัญเชิญในมือซ้ายส่องแสงประกายสีสลัวล้อแสงตะเกียง แผนการใช้สอยทรัพยากรชิ้นเดียวก่อนศึกประลองในอีกสามวันข้างหน้าคือความลับเดียวที่เหลืออยู่ และเขาจำเป็ต้องคิดหาเส้นทางทฤษฎีใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบแิแบบปกติของโลกใบนี้ให้ได้เพื่อมีชีวิตรอดกลับมา