เขาครุ่นคิดถึงผู้หญิงคนนั้น เท่าที่สังเกต ดูเหมือนแชนทอล ดูปองท์ จะเป็บุคคลที่มีอำนาจที่นี่ไม่น้อยเลย แต่เขาก็ไม่เห็นยามยืนรักษาการณ์อยู่หน้าประตูห้อง เขาจะทำอย่างไรจึงจะสร้างอำนาจขึ้นเหนือเธอ และบังคับให้เธอบอกที่ซ่อนรถจี๊ปของพ่อ ให้เธอเอารถคันนั้นออกมาและขับพาเขาไปส่งอีกฟากหนึ่งของเกาะได้
แล้วปืนกระบอกที่เธอใช้ยิงขาล่ะ... มันอยู่ที่ไหน เขารู้และแน่ใจด้วยว่า มันไม่ถูกซ่อนอยู่ใกล้เตียงนอนของเขาแน่
กับความคิดที่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายใจ เขาสลัดผ้าห่มออก ผุดลุกขึ้นนั่งค่อยๆ ขยับตัวเปิดมุ้งออกหย่อนขาลงข้างขอบเตียงอย่างระมัดระวัง ขาข้างซ้ายปวดร้าวแทบคลั่ง
... ขณะยืนขึ้นโดยเขย่งเท้าซ้ายไว้ในระดับพื้นห้องนั้น เพิ่งสังเกตเห็นว่าร่างกายเปลือยเปล่าอยู่ จึงเอื้อมไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่อยู่ใกล้มาพันเรือนกายท่อนล่าง แม้ว่ามันจะปิดบังอะไรไม่มิดนัก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ก่อนหน้านี้เขาสังเกตเห็นว่ามันมีไม้กวาดยาวพิงอยู่ตรงมุมห้อง จึงก้าวะโด้วยเท้าขวาไปตรงนั้น ต้องใช้มือเกาะเฟอร์นิเจอร์ในห้องไปตลอดทาง
กว่าจะถึงที่หมายหยาดเหงื่อก็พรูพรั่งออกมาเต็มหน้าผาก ต้องหอบหายใจทางปากราววิ่งมาสักสิบไมล์ เมื่อกระชับด้ามไม้กวาดไว้แน่นในมือแล้วก็ใช้มันต่างไม้เท้าประคองตัวไปทางประตู อาการวิงเวียนที่เกิดขึ้นทำให้เขาแทบจะล้มลงหลายครั้ง
ทั้งบ้านเงียบสงัด เสียงเดียวที่ได้ยินอยู่ในยามนี้คือเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ซึ่งแสดงว่ามันอยู่ไม่ไกลจากมหาสมุทรเท่าไรนัก เขาสอดส่ายสายตามองหาสวิตช์ไฟแต่ก็เช่นที่คาดไว้ั้แ่แรก ไม่มีสวิตช์ไฟที่หวังไว้เพราะฉะนั้นย่อมไม่ต้องคิดถึงเื่โทรศัพท์
อย่างไรก็ตาม เขาสังเกตเห็นอยู่ว่าบ้านหลังนี้ได้รับการตกแต่งไว้อย่างดี สะอาดหมดจดทุกซอกมุม และเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่จำเป็ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่หนังสือที่กองอยู่บนโต๊ะ บนหิ้งแม้แต่บนพื้นห้อง บ้างก็เป็ภาษาฝรั่งเศส และบ้างก็อังกฤษ
แม้จะปวดเจ็บาแแทบขาดใจ แต่เขาก็พยายามประคองตัวเดินต่อไปโดยพยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเดินผ่านห้องรับแขก ผ่านไปตามห้องโถงกลาง ผ่านห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งทำที่นอนเตรียมไว้แล้ว แต่ยังไม่มีใครเข้าไปนอน จนกระทั่งมาถึงห้องขนาดใหญ่ที่แบ่งความกว้างของห้องออกเป็ส่วนห้องนอนกับห้องทำงานด้วยฉากไม้มีลวดลายสลักเสลาสวยงาม
บนเตียงนอนว่างเปล่า แต่แชนทอลนั่งอยู่เพียงลำพังตรงส่วนที่จัดไว้เป็ห้องทำงาน ตะเกียงน้ำมันก๊าดที่จุดไว้สร้างเงาสลัวให้เกิดอยู่กับใบหน้า เธอทอดร่างอยู่ในเก้าอี้หนังพาดเท้าไว้กับขอบโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสาร เธอสวมแว่นสายตาไว้ด้วย หนังสือเล่มหนึ่งกางอยู่บนตักและเพราะความที่เธอตั้งใจอยู่กับหนังสือเล่มนั้นจึงไม่ได้ยินเสียงขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้
พวงผมของเธอราวม่านสีดำหนาหนักที่ห้อยอยู่กับพนักเก้าอี้ บางปอยปรกอยู่กับเสี้ยวหน้า เธอได้ปลดกระดุมเสื้อและแก้ปมที่ผูกไว้ตรงเอวออก ราวเตรียมที่จะถอดมันออกแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ
ภาพเป็ทรวงหนั่นนูนแต่งแต้มส่วนยอดด้วยสีชมพูเข้มราวจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสำราญของผู้ชายโดยเฉพาะมันทำให้บางสิ่งที่นอกเหนือจากความเ็ปจากพิษาแกระตุกขึ้นด้วยความเร่าร้อนในอารมณ์
เขาพยายามผลักไสความคิดถึงอะไรบางอย่างออกจากสมอง แต่กระนั้นน้ำเสียงยามที่เอ่ยถึงเื่ที่พูดจากันค้างไว้ก็ยังค่อนข้างหนักและแหบพร่าอยู่ดี
“ผม้าให้คุณอธิบายเื่ทั้งหมดให้ผมฟังเดี๋ยวนี้”
เธอสะดุ้งสุดตัว เท้าทั้งสองข้างตกลงบนพื้น หนังสือหล่นจากตัก เงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ ด้วยสายตาที่มองผ่านแว่น เธอเห็นเพียงรูปเงาของเขาที่ปรากฏอยู่ในเงามืด ต้องใช้เวลาอยู่เป็ครู่จึงนึกขึ้นมาได้ว่าอกเสื้อเผยออ้าอยู่ เธอรีบคว้าปิดไว้ด้วยมือหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็กระชากแว่นตาออก
“คุณริทแลนด์... คุณมาได้ยังไง…”
“เลิกเรียกผมว่าคุณริทแลนด์เสียที เพราะเวลานี้ผมไม่ใช่แขกผู้มีเกียรติในบ้านของคุณ น่าจะเรียกว่านักโทษจะเหมาะกว่าละมั้ง อันที่จริงคุณก็เห็นผมตอนแก้ผ้ามาแล้วนี่ผมก็อยากจะเห็นคุณแบบนั้นเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ผมกับคุณจูบกันอยู่ และผมก็ยังขยำหน้าอกคุณด้วยเราสนิทกันถึงขนาดนั้นแล้วก็น่าจะเรียกกันด้วยชื่อแรกได้นี่จริงไหม”
แววในดวงตาของเขาบอกความสะใจ เมื่อเห็นว่าคำพูดรุนแรงที่กล่าวออกไปนั้น มันสร้างความกระทบกระเทือนให้เกิดขึ้นกับเธอมากเพียงไร แต่ขณะเดียวกันเขาก็อดแปลกใจกับความหยาบคายของตัวเองไม่ได้
เพราะเมื่ออยู่ที่บ้าน เขาไม่มีทางที่จะใช้ภาษาอย่างนี้พูดกับผู้หญิงอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็ใครหรือมีอาชีพอย่างไรก็ตาม เขาเคยอ่านพบจากหนังสือว่าผู้ชายที่ถูกพรากจากความศิวิไลซ์มานานนั้นมักจะมีความหยาบกระด้างเกิดขึ้นในธรรมชาตินิสัย และจิตใจก็ดูจะเหี้ยมโหดกว่าปกติด้วยแต่ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ควรเกิดใน่เวลาอันสั้นเช่นนี้
และมันก็เป็อีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้หญิงที่มีดวงตาสีฟ้างามอย่างน่าใจหายคนนั้นสร้างความขุ่นเคืองให้เกิดขึ้นแก่เขาดวงตางามคู่นั้นจ้องจับใบหน้าของเขาอยู่ ราวกับหวังจะได้รับฟังคำขออภัย มันทำให้เขามีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนเลวสิ้นดี
“อย่างน้อยก็ขอให้ยกประโยชน์ให้ผมก็แล้วกัน... เพราะผมมีเหตุผลที่จะโมโหมากขนาดนี้”
“ไม่เป็ไร” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉันเองก็ต้องขอโทษคุณอย่างมากเหมือนกัน โดยความเป็จริงแล้วฉันไม่ได้มีเจตนายิงคุณเลย”
“แต่ถึงยังไงตอนนี้ผมก็ถูกยิงไปเรียบร้อยแล้วนี่ หรือไม่จริง เอาล่ะ... แล้วเื่สะพานนั่นล่ะ มันหมายความว่ายังไง”
“คุณแน่ใจหรือคะว่า อยากรับฟังคำอธิบายเสียคืนนี้เลย”
“แน่ใจ”
“ถ้ายังงั้นก็เชิญนั่ง... ” รอยยิ้มฉาบขึ้นบนใบหน้า เมื่อเอ่ยต่อว่า “เชิญค่ะสเกาท์
เขาหย่อนตัวลงในเก้าอี้ หันหน้าไปทางเธอ...
แม้ในท่ามกลางแสงตะเกียง แชนทอลก็ยังมองเห็นความซีดเผือดของริมฝีปาก เธอรู้ว่าเขากำลังเจ็บ ในสภาพที่อ่อนแอการที่เขาอดทนเดินจากห้องนอนมาจนถึงห้องนี้เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ผิวเนื้อของเขาก็พลอยเผือดซีดชื้นเหงื่อ โดยเฉพาะตรงหน้าผากที่โชกชุ่ม ปอยผมที่ปรกอยู่เหนือคิ้วเปียกชื้นไปด้วย
แต่แววตาของเขาในยามนี้ บอกความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวไม่ได้ห่วงใยกับความเ็ปอันแสนทรมานนั้นเลย และแชนทอลก็บอกตัวเอง ว่าเธอได้เก็บงำเื่นี้ไว้มิให้เขารู้นานพอแล้ว แต่จะเริ่มจากตรงไหนล่ะ
“ที่คุณจําอะไรไม่ได้ ก็เพราะตอนที่เดินทางมาที่นี่คุณหมดสติตลอดเวลา” เธอเริ่มเล่าให้เขาฟัง “เมื่อมาถึงฉันกับอังเดรต้องช่วยกันแบกคุณเดินข้ามสะพานไม้ที่ทอดข้ามลำธารลึกมา ลำธารสายนี้คือส่วนที่แบ่งแยกหมู่บ้านของเราออกจากแผ่นดินใหญ่โดยสิ้นเชิง... ”
“เวลานี้สะพานมันอยู่ในสภาพที่แย่มากใกล้พังเต็มที จำเป็ต้องมีสะพานอีกแห่งหนึ่งเข้ามาช่วย ที่ฉันพาตัวคุณมาที่นี่ ก็เพื่อจะให้สร้างสะพานให้ผู้คนในหมู่บ้านของฉันได้ใช้กันต่อไปค่ะ”
เธอจับตามอง ขณะที่เขาบดย่อยข้อมูลที่เธอพูดให้ฟังอยู่เป็ครู่ สีหน้าของเขายังคงไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม แต่เธอมองเห็นประกายแห่งความสนใจที่ฉายวาบอยู่ในดวงตา ถ้าจะว่าไปแล้ว เขาเป็ผู้ชายที่มีดวงตาสวยมากคนหนึ่ง สีน้ำตาลแกมทองอ่อนโยน”
เธอเมินหน้าจากดวงตาคู่นั้น และทันเห็นเขาบีบนวดบริเวณที่อยู่เหนือผ้าพันแผล
“เจ็บหรือคะ”
เขายุติการบีบนวดต้นขา สีหน้าเคร่งขรึมอย่างน่ากลัว
“เปล่า” เขาปฏิเสธทันที
“ฉันให้คุณกินยาอะไรบางอย่าง ให้คลายความเจ็บได้นะคะ”
“ไม่มีทางหรอกคุณดูปองท์ ทุกครั้งที่คุณเอาอะไรบางอย่างที่ว่านั่นให้ผมกิน ผมเป็ต้องหลับหมดสติติดต่อกันตั้งหลายชั่วโมง”
“งั้นเอาแอสไพรินไหมคะ”
“เล่าเื่สะพานให้ผมฟังดีกว่า” เขาพูดอย่างหงุดหงิดอารมณ์ “ผมว่าเราคงไม่ได้พูดกันแค่เื่สะพาน่สั้นเสียแล้วกระมัง”
เธอโบกมือราวปฏิเสธคำถามนั้น... พยายามแต่งน้ำเสียงให้เป็การเป็งานเข้าไว้
“ก็ยาวสักสองร้อยฟุตละมังคะ”
“จีซ... ” เขาะเิเสียงหัวเราะแปร่งปร่าพร้อมกับส่ายหน้า
“ฉันดีใจนะคะที่คุณเห็นเื่นี้เป็เื่น่าขัน” แต่น้ำเสียงของเธอบอกความรำคาญใจอยู่ “ฉันแน่ใจว่าคนของฉันถือว่าสะพานนั่นมันมีความสำคัญต่อชีวิตมาก คนของฉัน...”
“คนของคุณงั้นเรอะ” เสียงถามของเขาเกือบเป็เสียงะโ “ช่วยบอกให้ผมรู้หน่อยได้ไหมว่าจริงๆ แล้วคุณเป็ใครกันแน่”
เธอพิจารณาคำถามของเขาอยู่เป็ครู่ก่อนจะตอบว่า
“ฉันก็คือแชนทอล ดูปองท์ น่ะสิคะ”
“เื่นั้นน่ะผมรู้…” เขาบีบนวดต้นขาอีกครั้ง ดูเหมือนจะเป็สิ่งที่กระทำโดยไม่รู้ตัว เมื่อเหลือบเห็นเธอกำลังจับตามองอยู่จึงหยุดการกระทำนั้นลง “ถามจริงๆ เถอะว่าคุณเป็ภิกษุณีอยู่แถวนี้งั้นเรอะ หรือว่าเป็พระราชวงศ์ เป็มิชชันนารีหรืออะไรกันแน่”