หลังจากขับพิษออกจากกายของหนิงอวี้สำเร็จ ทุกคนก็พักผ่อนกันหนึ่งคืน ก่อนที่รุ่งเช้าจะออกเดินทางกลับสำนัก ทว่า..พอเดินทางมาได้ไม่เท่าไหร่ ทุกคนก็ต้องพบกับเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ได้มายืนดักขวางทางพวกเขาอยู่ ซึ่งแต่ล่ะคนมีจิตปราณที่ชั่วร้าย แถมยังมีสัตว์อสูรร่างใหญ่อยู่ด้านหลังอีกหลายตัว พวกมันคือ คนของพรรคมารนั้นเอง
"จะรีบไปไหนเล่าพวกเจ้า อยู่สนทนากับพวกข้าก่อนเป็นไร" คนของพรรคมารผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
"ยะ…แย่แล้ว นี่มันพวกพรรคมารนี่"
"หัวหน้าไอ้หนูตาซ้ายบอดผู้นั้นไงที่เล่นงานพวกเรา" เสียงคนในพรรคมารอีกคนร้องขึ้นซึ่งมันก็คือหนึ่งในคนที่โดนเผชิญหน้ากันวหรานเล่นงานก่อนหน้านี้ ชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าเหี้ยมเกรียมที่ได้ยินก็หรี่ตามองก่อนพ่นลมหายใจ ๆ และแค่นเสียงพูด
"น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก นี่เจ้าอ่อนด้อยถึงขนาดพ่ายแพ้ไอ้หนูคนนั้นเนี่ยนะ เสียทีที่เป็นคนของพรรคมาร"
"ขออภัยท่านหัวหน้า ยามนั้นคงเพราะไอ้หนูผู้นั้นเล่นลูกไม้บางอย่าง ข้ากับคนอื่นจะเสียที ยามนี้ขอท่านล้างอายให้พวกเราด้วย"
"เออ ๆ ช่างเถอะ ๆ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ส่วนเรื่องล้างอายเจ้าไม่ต้องบอก ข้าก็จะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่สิ ยังไงเสียสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าก็ต้องถูกกำจัดอยู่ดี" ชายร่างสูงใหญ่กวาดตามองคนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าพร้อมทั้งแผ่จิตปราณสังหารอันน่าสะพรึงกลัวออก เพียงแต่นั้น ศิษย์หลายคนของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าก็รับรู้ได้ในพลันว่าคนผู้นี้มีขั้นฝึกอยู่ในชั้นนภาระดับสูง ซึ่งเทียบเคียงได้กับอาจารย์ประจำฝ่ายบางคนเลยทีเดียว
"ชะ…ชั้นนภาระดับสูงเลยหรือ บะ…แบบนี้พวกเราไม่ไหวแน่ แถมตอนนี้ก็ไม่มี…"
"หือ? ดูจากสีของเสื้อผ้าพวกมันเหตุใดจึงมีแค่ฝ่ายจิตปราณ ฝ่ายโอสถ ฝ่ายอักษร ไม่มีฝ่ายต่อสู้อยู่เลยมิใช่รึ? แบบนี้ข้าคงไม่ต้องลงมือให้เหนื่อยกระมังแค่ สัตว์อสูรหมาป่าทมิฬหนึ่งตัว กับพวกเจ้าอีก สี่ห้าคนก็เหลือแล เอ้า ใครจะอาสาไปเอาหัวพวกมันมาให้ข้า" ชายร่างใหญ่หัวร่ออย่างมั่นอกมั่นใจ พร้อมหันไปถามพรรคพวกของมันซึ่ง ก็มีคนเสนอตัวออกมาเพราะอยากเอาใจมันมากมายหลายคน
"วิเศษนัก มันต้องแบบนี้ถึงจะสมกับอยู่ในหน่วยข้า เช่นนั้นจงไป ละเลงเลือดพวกมันแล้วนำหัวมาให้ข้า" ชายร่างใหญ่ออกคำสั่งเสียงดังก้อง ก่อนที่คนของพรรคมารหลายคนร่วม ถึงสัตว์อสูรป่าหมาป่าสีดำตัวหนึ่งจะพุ่งเข้าใส่กลุ่มของศิษย์สำนักปราณพิทักษ์ฟ้า
"พวกมันบุกมาแล้ว! พี่ฟาง น้องฮุ่ยเฟิ่น น้องเซียงลั่ว พวกเจ้าไปหลบด้านหลังก่อน ตรงนี้ปล่อยให้เป็นหน้าของฝ่ายปราณเอง!" สตรีทั้งสามที่ได้ยินก็พยักหน้า แต่ก่อนจะทำตาม ฟางเฟิงหลินได้บอกให้หนิงอวี้ไปด้วย ซึ่งนางดูจะลำบากใจมาก พิษในกายหมดสิ้นแล้วแต่จิตปราณยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่ แม้นสู้ไหว แต่สุดท้ายคงกลายเป็นตัวถ่วง
"คุณหนูไปพักเถิด ตรงนี้ให้ข้ากับ ศิษย์ฝ่ายปราณจัดการเอง" ห่าวหรานที่เห็นหนิงอวี้ลังเลใจจึงเอ่ยขึ้น
หญิงสาวรู้สึกคับแค้นใจเป็นยิ่งนักที่มิอาจเป็นกำลังให้คนอื่นได้ สุดท้ายจึงทำตาม
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ จะหลบไปซ่อนอยู่ด้านหลังก็ไร้ความหมาย เพราะพวกเจ้าทุกคนต้องตายอยู่ดี ไปจัดการนังสามคนนั้นก่อนเลยหมาป่าทมิฬ" คนของพรรคมารผู้หนึ่งหัวร่ออย่างลำพองใจ พร้อมกับชี้นิ้วให้สัตว์อสูรร่างกายใหญ่โตพุ่งเป้าไปที่ หญิงสาวทั้งสามคนเป็นอันดับแรก ซึ่งมันก็ส่งเสียงคำราม ก่อนจะพลันพุ่งกระโจนไปตามคำสั่ง ทว่า…
ยังไปได้ไม่ถึงไหนใบหน้าของมันก็ต้องบิดเบี้ยวเพราะกระแทกเข้ากับวัตถุขนาดใหญ่ ก่อนที่ร่างจะกระเด็นถอยไปด้านหลังหลายลี้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เจ้าหมาป่าทมิฬพุ่งเข้าไปกระแทกก็คือ กระบี่ศิลาฟ้าดินในมือของห่าวหรานนั้นเอง
"นี่หรือไม่ที่เขาว่าหมูวิ่งชนปังตอ เอ๋ ต้องกล่าวว่า หมาวิ่งชนกำแพงถึงจะถูก" ห่าวหรานเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ขณะ ชูกระบี่ในมือขึ้นมาดูอย่างถี่ถ้วน เหตุการณ์ที่เกิดสร้างความตกตะลึงให้กับพวกพรรคมารที่กำลังฮึกเหิมจนต้องหยุดนิ่งไปชั่วขณะ"
"นั้นมันอาวุธอันใดกัน? ไฉนจึงแข็งแกร่งขนาดหยุดหมาป่าทมิฬได้"
"จะอาวุธอะไรก็ช่าง ทำแบบนี้มันหยามกันชัด ๆ ถ้าหมาป่าทมิฬตัวเดียวไม่พอ งั้น ลองทั้งฝูงเลยเป็นไร พวกแกจงไปฉีกกระชากไอ้เด็กบ้านั้นให้แหลกเป็นเสี่ยง ๆ ไป!!"
สิ้นเสียงสั่งหมาป่าทมิฬที่เหลืออีกประมาณสี่ห้าตัวก็พลันวิ่งตรงมาห่าวหราน อย่างน่าสะพรึงกลัว นั้นทำให้ศิษย์ฝ่ายปราณตกใจไปชั่วขณะ ก่อนที่พวกเขาจะตั้งสติ และเตรียมกับการปะทะ ทว่าห่าวหรานก็ได้เอ่ยว่า
"พวกท่านไม่ต้องสนใจข้า ไอ้หมาพวกนี้ปล่อยให้ข้าเล่นกับมันเอง"
"ตะ…แต่ว่า"
"ศิษย์น้องยวน ทำตามที่เขาบอกเถิด พวกเรามาจัดการไอ้พวกสวะพรรคมารที่เหลือกันเถิด" ศิษย์พี่ฝ่ายปราณอีกคนเอ่ยขึ้น
"เช่นนั้นคงต้องพึ่งเจ้าแล้ว ฝากด้วยนะห่าวหราน"
เมื่อกล่าวศิษย์ฝ่ายปราณผู้นี้ พร้อมคนอื่น ๆ ก็พลันพุ่งตัวเข้าไปปะทะกับคนของพรรคมาร และปล่อยให้ห่าวหรานเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าทมิฬตามลำพัง พวกมันแยกเขี้ยวส่งเสียงคำราม ก่อนจะพุ่งกระโจนเข้าใส่ห่าวหร่าว รวดเร็วว่องไวราวกับสายฟ้าฟาด ซึ่งผิดกับรูปร่างอันใหญ่โตเป็นอย่างมาก คงเพราะพวกมันถูกเลี้ยงดู และฝึกฝนมาจากพวกพรรคมารนั้นเอง
"โอ้ ไวกว่าพวกหมาป่าตามธรรมชาติหลายเท่านัก แต่ก็ช้ากว่าข้าหลายส่วน" ห่าวหรานเอ่ยขึ้นพร้อมกับเคลื่อนไหวหลบการโจมตีจากพวกมันทุกตัว ด้วยท่าทางสบาย ๆ ไร้ซึ่งความกังวล และนั้นก็ยิ่งทำให้พวกพรรคมารที่เห็นต่างตื่นตะลึง และเริ่มมีความไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับ ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มของพวกมัน
"พวกมันมัวทำอันใดอยู่ กะอีแค่เด็กคนเดียวก็ยังจัดการไม่ได้ น่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก ไปตายซะ!" มันตวาดเสียงดังสนั่นพร้อมหยิบขวานเล่มใหญ่ที่วางอยู่ข้างกาย เขวี้ยงตรงมายังทิศที่ ห่าวหรานกำลังสู้กับพวกหมาป่าทมิฬ
ขวานเล่นใหญ่หมุนคว้างแหวกอากาศพุ่งตรงมาอย่างน่ากลัว ก่อนจะสะบั้นร่างของหมาป่าทมิฬสองตัวที่ขวางทางให้ขาดกระเด็นอย่างน่าสยดสยอง ตัวที่เหลือต่างพากันกระโดดหนีไปคนล่ะทิศล่ะทาง ก่อนจะเหลือเป้าหมายเดียวก็คือห่าวหราน
ด้วยความเร็วของมันที่ถูกเขวี้ยงมาด้วยพละกำลังอันมหาศาล ต่อให้เป็นผู้ฝึกในขั้นนภาระดับกลางก็ยากนักที่จะหลบพ้น ชายร่างใหญ่จึงมั่นใจว่าเป้าหมายของมันคงถูกผ่าเป็นสองซีกเหมือนพวกหมาป่าทมิฬเป็นแน่ แต่แล้วสองตาของมันก็พลันเบิกกว้างเพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
ห่าวหรานไม่ได้กลายเป็นสองซีกแถมยังใช้มือเดียวหยุดขวานไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
"เป็นอันใดของเจ้า เขวี้ยงปาอาวุธชิ้นนี้มาด้วยเหตุใด จะให้ข้ารึ? มันก็ดูใหญ่โตน่าเกรงขามดีอยู่หรอกนะ แต่พอดีข้ามีอาวุธคู่กายแล้ว เอาขวานขึ้นสนิมของเจ้าคืนไป" ห่าวหรานจับใบขวานแน่น ก่อนหมุนตัวแล้วเขวี้ยงคืนให้ชายร่างใหญ่ ทว่า…เขาไม่ได้ใช้พละกำลังอย่างเดียวแต่ยังใส่จิตปราณส่วนหนึ่งเขาไปด้วย ยามที่ชายร่างใหญ่รับคืน มันจึงถูกทำให้ถอยไปหลายก้าว
"หน็อย…ไอ้เด็กเวร กล้าเรียกขวานสะบั่นพันศพของข้าว่าขวานขึ้นสนิมรึ ดีล่ะ งั้นข้าจะให้เจ้าเป็นศพที่หนึ่งพันหนึ่ง" ชายร่างใหญ่คำรามลั่นด้วยความเดือดดาลก่อนที่มันจะโคจรจิตปราณสีดำให้แผ่ออกมาจนพื้นดินสั่นสะเทือน จากนั้นก็พลันพุ่งเข้าใส่ห่านหราน
"ความรู้สึกนี่มันพอ ๆ กับเจ้าหมูป่าทมิฬเลยมิใช่รึ แม้นจะไม่เท่ากันแต่ข้าคงประมาทไม่ได้เสียแล้ว" ห่าวหรานจ้องเขม็งไปที่คู่ต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งกำลังใกล้เข้ามา พร้อมกระชับกระบี่ศิลาฟ้าดินในมือแน่น
จบบท