สเตซี่ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูยวดยานพาหนะที่สัญจรอยู่บนท้องถนนระหว่างอาคารระฟ้าเบื้องล่างอาคารหลากหลายที่ฉาบด้วยสีเทากับน้ำตาลเป็พื้นนั้น ราวจะสะท้อนถึงความหมองหม่น หน่วงหนักอยู่ในใจของหญิงสาวยามนี้ เธอระบายลมหายใจออกมาบางเบาเมื่อปล่อยมือจากม่านให้ตกลงในที่เดิมก่อนจะหันมาบางเบาเมื่อปล่อยมือจากม่านให้ตกลงในที่เดิมก่อนจะหันมาทางบุรุษผู้นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน
“คุณมิลลส์คะ อันที่จริงคุณก็เป็เพื่อนสนิทของพ่อนะคะ เพราะฉะนั้นคุณก็ควรจะเข้าใจสิคะ ว่าเพราะอะไรฉันถึงต้องไปไหนสักพักหนึ่ง อย่างน้อยก็เพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งพอที่จะคิดอะไรออกบ้าง มันแปลกตรงไหนล่ะคะที่ฉันจะอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ที่นิวยอร์คนี่ หรือว่าจะเป็เคบินเล็ก ๆ ในเท็กซัสนั่น”
“ก็เพราะการที่ผมเป็ทนายความประจำตัวพ่อของคุณและก็ยังเป็เพื่อนสนิทด้วยนี่แหละ ที่ทำให้ผมอยากจะเตือนคุณไว้ตรงนี้สักนิดว่าจะทำอะไรก็ควรคิดให้ดีเสียก่อน” ทนายความสูงอายุตอบ ถอดแว่นกรอบดำออกและใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดอยู่อย่างใจลอย
“อันที่จริงฉันก็ไม่ได้คิดจะหลบหนีไปไหนเลยนะคะ” สเตซี่ยกมือที่สวมถุงขึ้นลูบไล้ต้นแขนอย่างกระวนกระวาย “ฉันเพียงแต่อยากมีเวลาอยู่ลำพังสักพักจะได้คิดให้ถี่ถ้วนว่าจะทำไงกับตัวเองต่อไปดีท่านั้นละค่ะ”
“สเตซี่ ผู้หญิงสาวคนไหนก็ตามที่เขาอยู่ในฐานะอย่างคุณนะ หากเขาอยากจะอยู่คนเดียวสักพักอย่างที่ว่านี่ละก็ ถ้าเขาไม่ไปยุโรปเขาก็ไปพักผ่อนกันตามหมู่เกาะต่าง ๆ และเวลานี้คุณเองก็ได้ชื่อว่าเป็เศรษฐีคนหนึ่งแล้วซึ่งผมก็พอจะเข้าใจอยู่ว่าคุณเองไม่ได้สบายใจอะไรเลยกับการที่ได้เงินทองหรือทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั่นมา” เขาถอดหายใจยืดยาว พิจารณาความรู้สึกในสีหน้าเธออยู่ก่อนจะพูดต่อว่า
“...แต่นั่นแหละนะสเตซี่ การที่เราต้องเสียคนที่เรารักที่สุดในชีวิตให้กับความตายน่ะมันก็เป็เื่ที่ออกจะทำใจได้ยากมากทีเดียว อันที่จริงคุณเองก็เคยเป็คนที่รักอิสระเกือบจะถึงขั้นหัวแข็งเ้าทิฐิเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นผมถึงไม่เข้าใจไงล่ะว่า ทำไมคุณถึงอยากจะเอาชีวิตตัวเองไปฝังไว้ในเมืองอย่างนั้น”
สเตซี่ อดัมส์ มองหน้าคาร์เตอร์ มิลลส์ ซีเนียร์ อย่างลังเล สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเธอควรจะพูดอย่างไรถึงจะทำให้เขาเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใดเธอถึงต้องเดินทางไปในครั้งนี้
โจชัว อดัมส์ พ่อของเธอทั้งรักนับถือและไว้วางใจในตัวบุคคลผู้นี้อย่างที่สุด ซึ่งน้อยนักที่ในชีวิตของคนเราจะไว้วางใจในใครมากถึงเพียงนั้น
พ่อ...คำคำนี้ขึ้นมาติดอยู่ในลำคอ สเตซี่ก้มลงดูสูทสีน้ำเงินกับมือที่สวมถุงไว้ซึ่งกำแน่นอยู่บนตัก แม่ตายหลังจากที่ให้กำเนิดเธอได้ไม่นาน ทิ้งให้สามีผู้ซึ่งต้องเดินทางอยู่คลอดเวลาจนแทบจะทั่วโลกให้เลี้ยงลูกอันเป็งานที่เขาไปเคยคุ้มที่สุดในชีวิตอยู่เพียงลำพัง
แต่ใจชัวก็ปฏิเสธความหวังดีของขวัญสนิทมิตรสหายทั้งหลายที่รับอาสาจะช่วยเลี้ยงลูกให้เมื่อถึงคราวที่เขาจะต้องเดินทาง ดังนั้นในกระเป๋าเดินทางอีกใบหนึ่งนั้นจึงอัดแน่นด้วยผ้าอ้อม แป้งเด็กและเครื่องใช้ไม้สอยอันจำเป็สำหรับลูกสาวสุดที่รักซึ่งอายุเพียงแค่หนึ่งปี เมื่อสองพ่อลูกต้องตระเวนไปประเทศต่าง ๆ ตามที่เขาได้รับมอบหมาย
ดังนั้น ชีวิตของสองพ่อลูกนี้จึงมีความเป็ “หนึ่งเดียว” มาโดยตลอด ภายหลังจากการเดินทางระยะยาวไปอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง แล้วก็จะกลับมาพักผ่อนหายใจกันที่นิวยอร์คเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ออกเดินทางต่อกันใหม่ ทั้งนี้เพราะพ่อของเธอมีอาชีพเป็ช่างภาพอิสระที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของประเทศนั่นเอง เพราะอาชีพนี้ที่ทำให้โจชัวสามารถสร้างหลักฐานได้อย่างมั่นคง
ความทรงรำอันงดงามวนเวียนอยู่ในดวงความคิดของสเตซี่ ทุกภาพยังคงชัดเจนสดใสทั้งสิ้น...
ตอนที่ฉลองครบรอบวันเกิดปีที่ 17 เมื่อสามปีก่อนพ่ออุตส่าห์แอบซ่อนเอาลูกสุนัขตัวหนึ่งเข้าไปในห้องพักที่โรงแรมนิวออร์ลีนส์จนได้ พ่อตั้งชื่อมันว่า “คาฮุน” เพื่อเป็เกียรติแก่เมืองครีโอลที่มันเกิด
หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน เ้าสุนัขตัวน้อยขี้เล่นตัวนั้นก็เติบโตเป็เยอรมัน เชฟเฟิร์ด ที่พร้อมอุทิศชีวิตของมันให้กับนายสาวสุดที่รัก พ่อเคยทำนายไว้ล่วงหน้าว่าเ้าคาฮุนตัวนี้ละที่จะเป็ผู้อารักขาสเตซี่ได้ดีกว่าทหารยามหรือผู้คุมคนไหน ๆ ซึ่งสเตซี่ก็ยังอดสงสัยอยู่ในใจไม่ได้ว่าพ่อจะรู้หรือเปล่าว่า สิ่งที่เคยทำนายไว้นั้นมันถูกต้องอย่างที่สุด
ทั้งนี้ เพราะเ้าสุนัขตัวนี้เองที่ฉุดกระชากลากถูร่างของนายสาวที่นอนหมดสติออกมาจากซากเครื่องบินก่อนหน้าที่มันจะะเิจนไฟลุกท่วม ซึ่งตอนนั้นทั้งนักบินและพ่อไม่มีทางจะช่วยเหลือเธอได้แล้ว
ขณะที่เธอพยายามสกัดกั้นหยาดน้ำใสๆ ที่เอ่อท้นขึ้นในดวงตานั้น สเตซี่ก็เงยหน้าขึ้นมองทนายความผู้กำลังนั่งมองเธออยู่ด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความรักใคร่และเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้งอยู่ เขาสังเกตเห็นว่าดวงตาคู่สีน้ำตาลเอ่อท้นอยู่ด้วยหยาดน้ำตาขณะที่เธอพยายามฝืนยิ้มให้
“เอาล่ะ สเตซี่ ผมขอถอนคำพูดก็ได้ บางทีการที่คุณได้ไปในที่ที่อยากไปมันอาจจะช่วยให้จิตใจสบายขึ้นบ้างก็ได้ และยังสามารถกลับมาเผชิญกับปัญหาต่อไปได้ด้วยอันที่จริงโจชัวเองเขาก็รักเมืองตะวันตกนั่นมาก ถ้าถูกส่งตัวไปที่นั่นเมื่อไหร่ล่ะก็ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง” คาร์เตอร์ มิลลส์ ซีเนียร์ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินอ้อมมายังเก้าอี้ตัวที่สเตซี่นั่งอยู่
“แต่จำไว้อย่างหนึ่งก็แล้วกันนะว่า คุณน่ะยังเด็กอายุเพิ่งจะยี่สิบเท่านั้น ยังมีความก้าวหน้ารออยู่อีกมากมายซึ่งผมรู้ว่าคุณพ่อคงไม่อยากให้คุณพลาดโอกาสดีต่าง ๆ นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็สิ่งดีหรือเลวก็ตาม”
สเตซี่เอื้อมไปจับมือที่เขาส่งมาให้และพยุงตัวลุกขึ้นเสื้อชุดเทย์เลอร์ที่สวมใส่เน้นสัดส่วนของความเป็ผู้หญิงอย่างชัดเจน
“ฉันทราบอยู่แล้วละค่ะว่า คุณจะต้องมองเห็นแล้วก็เข้าใจว่าเพราะอะไรฉันถึงต้องทำอย่างนี้”
“แต่อย่างน้อยก็ยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ผมรู้จักดีเสียใจกับการจากไปของคุณในครั้งนี้ละ” คาร์เตอร์ มิลลส์กล่าว “แต่ที่จริงคุณจะตำหนิลูกชายผมที่อยากจะเป็ผู้คุ้มกันให้เวลาพาคุณไปไหนมาไหนมันก็ไม่ถูกหรอกนะ และคุณก็คงพูดไม่ได้ด้วยว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานสังคมแบบนั้น โดยเฉพาะเมื่อมาถึงเวลานี้ที่คุณมีสมบัติที่พ่อหาเตรียมไว้ให้ติดตัวอยู่มากมาย”
“ฉันเกรงว่า...เห็นจะทำใจให้ยอมรับว่าตัวเองได้กลายเป็เศรษฐีย่อย ๆ ขึ้นมาอย่างที่ว่านั่นไม่ได้หรอกนะคะแต่ก่อนนั้นฉันยอมรับค่ะว่าตัวเองมีความสุขมาก ขอแต่เพียงให้ได้อยู่กับพ่อไม่ว่าจะบนส่วนไหนของโลกฉันก็พอใจแล้ว สงสัยว่าบางทีฉันอาจจะติดนิสัยเทพจรลงเท้ามาจากพ่อก็ได้นะคะ” เธอฝืนยิ้มให้เขาอีกครั้ง
“เมื่อไปถึงที่นั่นซึ่งฉันก็ไม่มีใครอีกนอกจากคาฮุนกับเ้าดิอาโบลแล้วก็...กับความเวิ้งว้างว่างเปล่าเป็ไมล์ๆ นั้นมันคงทำให้ฉันสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองได้แน่ค่ะ” สเตซี่สรุปเมื่อเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าถือขึ้นมา
“อะไรกัน...นี่คุณจะเอาเ้าม้าตัวนั้นไปด้วยหรือนี่ ผมน่ะคิดว่าคุณขายมันไปตั้งนานแล้วเสียอีก” คราวนี้ทนายความสูงอายุไม่ได้คิดจะอำพรางความวิตกกังวลไว้อีกต่อไป “เอ...ผมชักไม่แน่ใจเสียแล้วนะนี่ว่าการที่คุณเอามันไปด้วยนั่นน่ะจะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า”
“แหม....เ้าดิอาโบลมันไม่ใช่ม้าเกเรมารยาททรามอย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ มันเป็ม้าที่มีความรับผิดชอบสูงทีเดียวนะคะ” สเตซี่มีสีหน้าแช่มชื่นขึ้นเมื่อส่งยิ้มให้เขา “อีกประการหนึ่งคุณก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ฉันเป็นักขี่ม้าที่มีความเชี่ยวชาญมากคนหนึ่ง ถ้าพ่อไม่เห็นคุณสมบัติหรือความสามารถในเื่นี้ละก็คงไม่ยอมซื้อมันให้ฉันั้แ่แรกหรอกค่ะ”
“เื่นั้นน่ะผมก็พอจะรู้อยู่หรอก แต่ที่เขายอมซื้อให้ก็เป็เพราะนึกไม่ถึงว่าคุณจะเอามันไปบ้านป่าเมืองเถื่อนนั่นด้วยละซี่” คาร์เตอร์ มิลลส์ พูดด้วยเสียงไม่พอใจ
“คุณมิลลส์คะ ฉันรู้แล้วก็เข้าใจดีเลยนะคะว่าจริง ๆ แล้วก็อยากจะให้ฉันวนเวียนอยู่ในสังคมชั้นสูงที่นี่มากกว่าเพียงแต่ว่าตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมสำหรับสิ่งเ่าั้เท่านั้นและใครจะรู้...บางทีฉันอาจจะไม่ได้ทำอย่างที่พ่อตั้งความหวังไว้เลยก็เป็ได้” เธอตอบออกไป แต่เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าเขาเข้าก็รีบเสริมว่า “ถึงยังไงตอนนี้ฉันก็เห็นจะต้องขอตัวไปที่นั่นสักพักละค่ะ และตัดสินใจแน่นอนแล้วด้วย”
“แล้วคุณจะทำยังไงกับอพาร์ตเม้นท์นั้นเมื่อคุณไปแล้วล่ะ”
“ก็คงจะแค่ปิดประตูใส่กุญแจไว้เท่านั้นล่ะค่ะ คงไม่ให้ใครเข้ามาเช่าหรอก” แววแห่งความหม่นหมองปรากฏขึ้นในดวงตาอีกครั้งเมื่อภาพแห่งความทรงจำเก่า ๆ ปรากฏขึ้นในความคิด
“เอาละ ผมก็คงไม่ต้องย้ำกับคุณอีกหรอกนะว่าบ้านเรายินดีที่จะต้อนรับคุณเสมอ และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นหรือว่า้าอะไรเป็พิเศษละก็ ไม่ต้องรั้งรอให้เสียเวลาบอกมาได้เลย ผมยินดีจะจัดทำทุกสิ่งให้อยู่แล้ว”
คาร์เตอร์ มิลลส์ แสดงน้ำใจ
“ขอบคุณมากค่ะ อ้อ...คาร์เตอร์ จูเนียร์ เขาจะมารับฉันออกไปกินอาหารข้างนอกกันค่ำวันพรุ่งนี้ค่ะเขาบอกอยากจะให้ฉันได้มีโอกาสชื่นชมกับความศิวิไลซ์เป็ครั้งสุดท้ายน่าขันจริง ๆ เลยนะคะ เขาทำอย่างกับฉันจะเข้าไปอยู่ในป่าดงดิบแถวแอฟริกาอย่างงั้นละ” สเตซี่อดยิ้มไม่ได้ ประทับใจในความห่วงใยที่ทนายความสูงอายุผู้นี้มอบให้กับเธออยู่ “ถึงยังไงฉันก็ต้องขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างอีกครั้งนะคะ คุณมิลลส์”
รอยยิ้มยังประดับอยู่บนใบหน้าตอนที่เธอเดินออกจากห้องทำงานของเขามาสู่ห้องโถงภายนอกอันเป็บริเวณที่จัดไว้เพื่อต้อนรับลูกค้า มันช่วยไม่ได้ที่มิสเตอร์มิลลส์จะต้องแคลงใจกับการเดินทางเที่ยวนี้ของเธอ แม้ว่าเมืองที่เธอจะไปนั้นมันไม่ถึงกับจะห่างไกลความเจริญเสียทีเดียว แต่ก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ต้องสงสัยเลย