“เ้าจะพาข้าไปเมืองหลวงได้หรือไม่?”
ไป๋จื่อหลงยืนกอดอก หน้าตาเชิดเล็กน้อยอย่างขุนนางชั้นสูงผู้ตกม้าตาย
ซ่งเสวี่ยเงยหน้าขึ้นจากกองฟืนในมือ ยกคิ้วมองเขาเหมือนกำลังดูหมูที่พยายามปีนต้นไผ่
“ข้าดูเหมือนจะมีเกวียนทองรอเ้ารึไง?”
“อย่างน้อยเ้าก็สามารถพาข้าไปยังถนนหลวง! ข้าเดินทางต่อเองได้”
“ถนนหลวงเหรอ?” เธอยิ้มเย็น
“เ้าคิดว่าข้าไม่มีอะไรจะทำงั้นรึ? นี่มันฤดูเก็บเกี่ยว ข้ายังต้องเกี่ยวข้าว ซ่อมรั้ว เก็บไข่ เปลี่ยนน้ำให้เป็ด และล่าหนูในยุ้งข้าว — เ้าอยู่ได้ก็อยู่ อยากไปก็ไปเอง ขาเ้ายังอยู่ครบไม่ใช่เหรอ?”
“เ้ากำลังลบหลู่ข้า!”
“ข้าไม่ได้ลบหลู่ ข้าแค่พูดความจริง เ้าก็เหมือนไก่หลงฝูง — บ่นเสียงดัง แต่วิ่งหนีหมาไม่ทัน”
ไป๋จื่อหลงกัดฟัน หน้าแดงเพราะทั้งอายทั้งโกรธ
“เ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็ใคร?”
“ไม่รู้” ซ่งเสวี่ยตอบหน้าตาย “และไม่สนด้วย”
“ข้าคือบุตรชายของไป๋ต้าเหวิน ขุนนางกรมพิธีการ!”
“ข้าเคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าข้าชื่อ ‘ซ่งเสวี่ย’ ไม่ใช่ ‘ตื่นเต้น’ เพราะงั้น... จะบอกอีกกี่ชื่อ ข้าก็เฉย ๆ”
“เ้านี่มัน...!”
ไป๋จื่อหลงถลึงตา แต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ งั้นเราตกลงกัน” เขายืนตัวตรงแบบผู้ดี “เ้าช่วยข้าไปถึงถนนหลวง แล้วข้าจะให้เงินเ้า”
ซ่งเสวี่ยมองเขา แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“เ้าคิดว่าเงินของเ้าซื้อทุกอย่างได้งั้นหรือ?”
“สำหรับชาวนาอย่างเ้าก็แน่นอน!”
“งั้นเ้าก็ควรลองเอาเงินนั่นไปให้หมูในคอกกินดู มันอาจจะหายหิวขึ้นมาได้บ้าง”
ไป๋จื่อหลงเงียบไปชั่วครู่ เหมือนโดนต่อยกลางหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว
“ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชาวบ้านถึงพูดจาหยาบคายเช่นนี้!”
“เพราะเราไม่มีเวลาพูดอ้อมโลกเหมือนพวกในวัง” ซ่งเสวี่ยยิ้มเหี้ยม
“ถ้าจะขอให้ช่วย ก็ขอให้มันนุ่มหูหน่อย หรือถ้าไม่งั้นก็... กลับไปนอนใต้ต้นไม้ต่อเถิด”
ทันใดนั้น เสียงจากด้านหลังดังขึ้น
“พวกเ้าทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ? เดี๋ยวข้าไปหาข้าวต้มยากล่อมประสาทมาให้ดื่มกันดีไหม?”
เสียง ลุงเฉา โผล่มาพร้อมหม้อยาใบใหญ่ กลิ่นตุ ๆ เหมือนยาสำหรับควายมากกว่าคน
“ไม่ต้อง!” ทั้งสองตอบพร้อมกัน
ลุงเฉายักไหล่ เดินผ่านไปแล้วพึมพำเบา ๆ “คู่นี้ทะเลาะกันเหมือนสามีภรรยาปีแรกเลยแฮะ...”
ได้ยินดังนั้น ไป๋จื่อหลงกับซ่งเสวี่ยถึงกับชะงัก แล้วรีบหันหน้าหนีจากกันทันที
“ฝันไปเถอะ!” / “ไม่มีวัน!”
แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนอยู่ที่เดิม...
และบทสนทนาแสบ ๆ คัน ๆ ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น...
“เ้าจะพาข้าไปเมืองหลวงได้หรือไม่?”
ไป๋จื่อหลงยืนกอดอก หน้าตาเชิดเล็กน้อยอย่างขุนนางชั้นสูงผู้ตกม้าตาย
ซ่งเสวี่ยเงยหน้าขึ้นจากกองฟืนในมือ ยกคิ้วมองเขาเหมือนกำลังดูหมูที่พยายามปีนต้นไผ่
“ข้าดูเหมือนจะมีเกวียนทองรอเ้ารึไง?”
“อย่างน้อยเ้าก็สามารถพาข้าไปยังถนนหลวง! ข้าเดินทางต่อเองได้”
“ถนนหลวงเหรอ?” เธอยิ้มเย็น
“เ้าคิดว่าข้าไม่มีอะไรจะทำงั้นรึ? นี่มันฤดูเก็บเกี่ยว ข้ายังต้องเกี่ยวข้าว ซ่อมรั้ว เก็บไข่ เปลี่ยนน้ำให้เป็ด และล่าหนูในยุ้งข้าว — เ้าอยู่ได้ก็อยู่ อยากไปก็ไปเอง ขาเ้ายังอยู่ครบไม่ใช่เหรอ?”
“เ้ากำลังลบหลู่ข้า!”
“ข้าไม่ได้ลบหลู่ ข้าแค่พูดความจริง เ้าก็เหมือนไก่หลงฝูง — บ่นเสียงดัง แต่วิ่งหนีหมาไม่ทัน”
ไป๋จื่อหลงกัดฟัน หน้าแดงเพราะทั้งอายทั้งโกรธ
“เ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็ใคร?”
“ไม่รู้” ซ่งเสวี่ยตอบหน้าตาย “และไม่สนด้วย”
“ข้าคือบุตรชายของไป๋ต้าเหวิน ขุนนางกรมพิธีการ!”
“ข้าเคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าข้าชื่อ ‘ซ่งเสวี่ย’ ไม่ใช่ ‘ตื่นเต้น’ เพราะงั้น... จะบอกอีกกี่ชื่อ ข้าก็เฉย ๆ”
“เ้านี่มัน...!”
ไป๋จื่อหลงถลึงตา แต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ งั้นเราตกลงกัน” เขายืนตัวตรงแบบผู้ดี “เ้าช่วยข้าไปถึงถนนหลวง แล้วข้าจะให้เงินเ้า”
ซ่งเสวี่ยมองเขา แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“เ้าคิดว่าเงินของเ้าซื้อทุกอย่างได้งั้นหรือ?”
“สำหรับชาวนาอย่างเ้าก็แน่นอน!”
“งั้นเ้าก็ควรลองเอาเงินนั่นไปให้หมูในคอกกินดู มันอาจจะหายหิวขึ้นมาได้บ้าง”
ไป๋จื่อหลงเงียบไปชั่วครู่ เหมือนโดนต่อยกลางหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว
“ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมชาวบ้านถึงพูดจาหยาบคายเช่นนี้!”
“เพราะเราไม่มีเวลาพูดอ้อมโลกเหมือนพวกในวัง” ซ่งเสวี่ยยิ้มเหี้ยม
“ถ้าจะขอให้ช่วย ก็ขอให้มันนุ่มหูหน่อย หรือถ้าไม่งั้นก็... กลับไปนอนใต้ต้นไม้ต่อเถิด”
ทันใดนั้น เสียงจากด้านหลังดังขึ้น
“พวกเ้าทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ? เดี๋ยวข้าไปหาข้าวต้มยากล่อมประสาทมาให้ดื่มกันดีไหม?”
เสียง ลุงเฉา โผล่มาพร้อมหม้อยาใบใหญ่ กลิ่นตุ ๆ เหมือนยาสำหรับควายมากกว่าคน
“ไม่ต้อง!” ทั้งสองตอบพร้อมกัน
ลุงเฉายักไหล่ เดินผ่านไปแล้วพึมพำเบา ๆ “คู่นี้ทะเลาะกันเหมือนสามีภรรยาปีแรกเลยแฮะ...”
ได้ยินดังนั้น ไป๋จื่อหลงกับซ่งเสวี่ยถึงกับชะงัก แล้วรีบหันหน้าหนีจากกันทันที
“ฝันไปเถอะ!” / “ไม่มีวัน!”
แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนอยู่ที่เดิม...
และบทสนทนาแสบ ๆ คัน ๆ ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น...