ฉินเย่ช่วยอยู่ข้างๆ เขาได้ถอดเสื้อของฉู่เฉิงเต๋อออกทั้งหมด เพื่อให้ซูอิ่นเย่ว์ลงเข็มได้สะดวก
เดิมทีเขาตั้งใจจะเรียนรู้วิชา แต่ใครจะคิดว่าซูอิ่นเย่ว์ลงเข็มเร็วมาก ลำดับไม่เหมือนกัน บางจุดเขาไม่เคยเห็นมาก่อนจนรู้สึกสับสนไปหมด จึงอดร้องออกมาไม่ได้
“ช้าหน่อย ข้าจดจำไม่ทัน!”
ซูอิ่นเย่ว์กำลังตั้งสมาธิอย่างเต็มที่ ไม่้าให้ใครรบกวน นางเหลือบมองฉินเย่อย่างรำคาญ
“พิษแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะต่างกัน การฝังเข็มย่อมแตกต่างกันไป ผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง การจำวิธีของข้าไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่ามาขวางทางข้า”
สีหน้าของฉินเย่แข็งค้างไปเล็กน้อย เขาเป็หมอมาหลายปี ยังไม่เคยถูกดูแคลนเช่นนี้มาก่อน
แต่ในสายตาของซูอิ่นเย่ว์ที่เป็หมอยุคปัจจุบันนั้น ฉินเย่ก็เป็เพียงหมอจีนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น นางเห็นเขาเป็เพียงผู้ช่วย จึงสั่งว่า “นำกระบอกไม้ไผ่มาอังไฟให้ร้อน”
เมื่อฉินเย่ได้ยินก็คลายคิ้วลง นางสั่งให้เขาทำงาน เท่ากับกำลังสอนเขา เขาจึงไม่ถือสาเื่ที่นางพูดก่อนหน้านี้
เขาทำตามคำสั่ง อังไฟให้กระบอกไม้ไผ่จนร้อนแล้วยื่นให้แก่นาง นางจึงใช้เข็มเงินดึงพิษออก แล้วปิดด้วยกระบอกไม้ไผ่ ทำซ้ำเช่นนี้หลายครั้ง จนร่างกายส่วนบนของฉู่เฉิงเต๋อเต็มไปด้วยกระบอกไม้ไผ่
หญิงสาวตั้งใจทำงานจนเหงื่อชุ่มทั่วศีรษะ จึงใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อออกเบาๆ
ฉินเย่กำลังจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากแขนเสื้อเพื่อช่วยเช็ดเหงื่อ แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงสายตาอันแหลมคมจับจ้องมาที่เขา เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเป็ฉู่จี้เฟิง
สมองที่พร่าเลือนของเขาพลันแจ่มชัดขึ้น เขารีบเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับเข้าไป
ซูอิ่นเย่ว์ไม่รู้เื่ราวเหล่านี้ นางเพียงจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของกระบอกไม้ไผ่
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงยกกระบอกไม้ไผ่ออก เห็นว่ามีเืสีดำจำนวนหนึ่งไหลออกมา นางรีบเช็ดเืนั้นออกอย่างรวดเร็ว
ฉินเย่เห็นวิธีการถอนพิษเช่นนี้เป็ครั้งแรก จึงรู้สึกประหลาดใจ
แม้แต่ฮ่องเต้ฉี่อู่ก็เบิกพระเนตรกว้าง ตรัสถามอย่างเร่งร้อนว่า “พิษถูกถอนออกหมดแล้วหรือไม่”
“พิษในอวัยวะภายในถูกถอนออกหมดแล้วเพคะ” ซูอิ่นเย่ว์ตอบ “แต่ยังมีพิษตกค้างอยู่ในร่างกายบางส่วน เพียงให้ดื่มยาอีกไม่กี่เทียบ ก็จะสามารถขับพิษออกจนหมดได้เพคะ”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ถอนหายใจโล่งอก แล้วถามอีกว่า “เช่นนั้นองค์ชายใหญ่จะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด”
“พิษงูชนิดนี้สามารถทำให้เส้นประสาทชา จึงทำให้หมดสติไป ตอนนี้พิษส่วนใหญ่ถูกถอนออกแล้ว องค์ชายใหญ่จะฟื้นขึ้นภายในครึ่งชั่วยามเพคะ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
“ดี ดี ดี!” ฮ่องเต้ฉี่อู่ยินดีเป็อย่างยิ่ง เอ่ยออกมาสามครั้งติดต่อกัน
ซูอิ่นเย่ว์ยังไม่กล้าผ่อนคลาย เพราะตราบใดที่ฉู่เฉิงเต๋อยังไม่ฟื้น นางก็ยังไม่อาจวางใจได้
แต่หลังจากที่ทำงานเสร็จ เหงื่อก็ท่วมตัวของนาง าแจากแส้บนหลังถูกเหงื่อซึมทำให้แสบร้าว นางยังไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้จนกว่าผู้ป่วยจะฟื้น
โชคดีที่ไม่นานนัก ฉู่เฉิงเต๋อก็ฟื้นคืนสติ
ฮ่องเต้ฉี่อู่รับสั่งให้หมอหลวงเข้ามาตรวจชีพจร หลังจากยืนยันได้ว่าพิษในร่างกายของฉู่เฉิงเต๋อบรรเทาลงแล้ว ทรงกล่าวว่า “เฉิงเต๋อ เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว”
ฉู่เฉิงเต๋อเพิ่งถอนพิษออกไป ไม่เหมาะที่จะใช้ความคิดมาก ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงมิได้รบกวนมากไปกว่านี้ และมีรับสั่งให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากตำหนักไป
ซูอิ่นเย่ว์คิดว่าตนเองคงสามารถออกจากวังได้แล้ว แต่ฮ่องเต้ฉี่อู่กลับเปลี่ยนคำสั่งว่า “ซูอิ่นเย่ว์ อาการขององค์ชายใหญ่ยังไม่คงที่ เ้าจงอยู่ในวังเพื่อดูแลเขาไปก่อน เมื่อองค์ชายใหญ่หายดีแล้ว เราจะมีรางวัลตอบแทน”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจได้ว่า ฮ่องเต้ฉี่อู่ยังไม่แน่ใจว่าองค์ชายใหญ่ปลอดภัยดีแล้วหรือไม่ จึง้าให้นางอยู่ต่อ
นางทำได้เพียงน้อมรับคำสั่ง “หม่อมฉันขอน้อมรับพระบัญชาเพคะ”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ไม่ได้ประทับอยู่ที่ตำหนักชิ่งอวิ๋นนานนัก เขากลับไปยังห้องทรงอักษรเพื่อจัดการราชกิจ
ก่อนจากไป เขามีคำสั่งให้ผู้ดูแลเตรียมห้องพักให้ซูอิ่นเย่ว์
ซูอิ่นเย่ว์เพิ่งกินอาหารเช้าไปเพียงเล็กน้อย ตอนนี้ทั้งเหนื่อยทั้งหิว นางจึงรับประทานอาหารที่นางกำนัลนำมาให้อย่างไม่สนภาพลักษณ์
เพิ่งข้ามภพมาได้ไม่กี่วัน นางก็หิวมาสองครั้ง ถูกเฆี่ยนไปอีก ที่นี่ช่างไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยเสียจริง
เพราะแผลจากแส้บนแผ่นหลัง นางไม่สามารถนอนราบได้ จึงทำได้เพียงนอนคว่ำบนเตียง ไม่นานก็ง่วงเหงาหาวนอน
ที่หน้าประตูวัง จี้หมัวมัวรออยู่ครึ่งวันแล้ว แต่กลับเห็นเพียงฉู่จี้เฟิงเดินออกมาจากด้านใน
จี้หมัวมัวมองไปตามทางเดิน แล้วเอ่ยถาม “พระชายาซื่อจื่อเล่า เหตุใดถึงไม่ได้ออกจากวังพร้อมท่าน”
“เ้าช่างห่วงใยนางยิ่งนัก” ฉู่จี้เฟิงกล่าวเสียงเรียบ แต่ก็ปิดบังความหึงหวงในน้ำเสียงไม่ได้ “ตกลงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นายของเ้า”
จี้หมัวมัวยิ้มประจบ “ท่านเป็นายของข้าแน่นอน แต่พระชายาซื่อจื่อแต่งกับท่านแล้ว นางก็นับเป็นายของบ่าวไปแล้วครึ่งหนึ่งเช่นกัน”
ฉู่จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย คำพูดนั้นก็ถูกต้อง
ในเมื่อแต่งงานกับเขาแล้ว นางก็เป็คนของเขา จะปล่อยให้นางถูกกลั่นแกล้งไปเปล่าๆ ได้อย่างไร
เขาเห็นรอยแผลจากแส้อย่างชัดเจนบนแผ่นหลังของซูอิ่นเย่ว์ภายในตำหนัก รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเอง ทำให้หงุดหงิดใจอย่างมาก
เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่อาจสะสางบัญชีกับคนสกุลซูได้ มิเช่นนั้นแผนการทั้งหมดของเขาจะพังทลาย
“กลับจวนเถอะ” ฉู่จี้เฟิงกล่าว
“แล้วพระชายาซื่อจื่อล่ะเ้าคะ”
“นางต้องอยู่ในวังต่ออีกหลายวัน ไม่เป็ไร” ฉู่จี้เฟิงกล่าว “ข้าให้คนคอยดูแลนางแล้ว”
ซูอิ่นเย่ว์ยังหลับไม่เต็มอิ่มก็ถูกผู้ดูแลปลุกขึ้น นางยังคงงัวเงีย ถามเสียงงัวเงียว่า “มีเื่อะไรหรือ”
ผู้ดูแลร้อนใจแทบเป็บ้า กล่าวขึ้นว่า “องค์ชายใหญ่เพิ่งฟื้นขึ้นมา พระองค์เสวยข้าวต้มข้าวฟ่างไปไม่กี่คำ กลับอาเจียนเป็เืแล้วหมดสติไปอีกครั้ง!”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอิ่นเย่ว์สะดุ้งเฮือก ศีรษะที่มึนงงพลันแจ่มชัดขึ้น
เป็ไปไม่ได้!
นางมั่นใจในวิชาแพทย์ของตนเอง ไยจึงเกิดอาการอาเจียนเป็เืและอาการทรุดลงได้?
ซูอิ่นเย่ว์รีบวิ่งไปยังตำหนักชิ่งอวิ๋น ที่หน้าเตียงยังมีคราบเืดำที่ถูกอาเจียนออกมา ริมฝีปากของฉู่เฉิงเต๋อเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ ลมหายใจอ่อนแรงลงกว่าเมื่อครู่เสียอีก!
ฉินเย่ได้ฝังเข็มเพื่อปิดจุดชีพจรก่อนแล้ว ป้องกันไม่ให้พิษไหลเข้าสู่หัวใจของฉู่เฉิงเต๋อ
“เกิดอะไรขึ้น” ซูอิ่นเย่ว์ถาม
“พิษงูในร่างองค์ชายใหญ่กลับมากำเริบอีกครั้ง รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก” ฉินเย่สีหน้าเคร่งขรึม “ข้าได้ตรวจสอบข้าวต้มข้าวฟ่างแล้ว ไม่พบสิ่งผิดปกติ”
“เป็ไปไม่ได้!” ซูอิ่นเย่ว์ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสาเหตุคืออะไร นางจึงก้าวไปตรวจชีพจรของฉู่เฉิงเต๋อ พบว่าสถานการณ์เป็เช่นนั้นจริง อีกทั้งพิษยังรุนแรงกว่าก่อนหน้า หากไม่สามารถถอนพิษได้ภายในหนึ่งชั่วยาม เขาต้องตายแน่นอน
นี่เป็ครั้งแรกที่นางพบสถานการณ์เช่นนี้ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง บ่งบอกว่านางกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
หากเป็ในห้องทดลองหรือโรงพยาบาล การส่งฉู่เฉิงเต๋อเข้าตรวจด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ [1] คงสามารถหาสาเหตุได้ทันที แต่ตอนนี้เป็ปัญหาใหญ่ นางทำได้เพียงอาศัยประสบการณ์ของตนเองในการวินิจฉัย
ตามหลักแล้ว พิษที่เหลืออยู่ในร่างของฉู่เฉิงเต๋อไม่น่าจะส่งผลร้ายแรงได้ เว้นเสียแต่ว่า...
“กูกู [2] ขอรบกวนช่วยถอดเสื้อและกางเกงขององค์ชายใหญ่ ข้าจำเป็ต้องตรวจสอบร่างกายโดยละเอียด” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
ผู้ดูแลคนนั้นจ้องมองซูอิ่นเย่ว์อย่างเหลือเชื่อ “ทะ...ท่านว่าอะไรนะ”
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกหงุดหงิด “เร็วเข้า องค์ชายใหญ่ตอนนี้อาการไม่ดีนัก!”
“ท่านช่างไร้มารยาทเสียจริง” ผู้ดูแลปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม “บัดนี้ท่านคือพระชายาซื่อจื่อแห่งจวนหลิงอ๋อง หากเื่นี้แพร่ออกไป ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด แล้วองค์ชายใหญ่จะทำเช่นไร เื่นี้ย่อมต้องถูกนินทา จนทำลายชื่อเสียงของท่านกับองค์ชายใหญ่แน่”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่คาดคิดว่าจะมีเื่ยุ่งยากเช่นนี้ นางจึงชะงักไปชั่วขณะ
ขณะนั้นฉินเย่กล่าวขึ้น “เช่นนั้นให้ข้าทำเถอะ”
แม้เขาจะไม่รู้ว่าซูอิ่นเย่ว์้าตรวจสอบสิ่งใด แต่ด้วยฝีมือแพทย์ของนางที่มักเกินความคาดหมาย การทำตามที่นางว่าไม่น่าจะผิดพลาด
ผู้ดูแลครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ข้าจะให้คนไปกราบทูลฝ่าาก่อน เื่นี้ต้องให้ฝ่าาเป็ผู้ตัดสิน”
ฉู่เฉิงเต๋อเป็เชื้อพระวงศ์ การให้ผู้อื่นตรวจร่างกายโดยพลการถือเป็เื่เสื่อมเสีย หากฮ่องเต้ฉี่อู่กริ้ว นางย่อมไม่สามารถรับผิดชอบได้
เชิงอรรถเครื่องเอ็มอาร์ไอ คือ เครื่องตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกายกูกู หมายถึง เป็นคำเรียกนางกำนัลอาวุโสในวัง